ั้แ่เช้า าส่งคนไปเช็กที่มหาลัยแต่คำตอบที่ได้กลับมา ไม่เห็นแม้แต่เงาของแพรไหม ทั้งที่เมื่อวานเธอบอกกับเขาเองว่าวันนี้มีสอบ แถมค่าเทอมก็เคลียร์ไปหมดแล้ว
เขาตัดสินใจให้อเล็กซ์พามาดักเธอที่หน้าหอพัก ตามข้อมูลที่เขามีอยู่ าเอนตัวพิงเบาะพลางมองทางเข้าอาคารเงียบ ๆ หากแต่สีหน้าดูเ็าเหมือนเดิม แต่ในใจกลับหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล
“นายครับ”
อเล็กซ์เอ่ยขึ้นทำให้เขาหันไปมองตาม ร่างเล็กกำลังเดินกลับเข้าอาคารหอพัก เมื่อเห็นเธอปุ๊บเขาก็รีบเปิดประตูลงจากรถทันที าเดินเข้าไปขวางทางเธอไว้ก่อนแพรไหมจะสะดุ้งใเล็กน้อยเมื่อเจอเขาอีกครั้ง
“คุณ…”
“ทำไมไม่ไปเรียน”
“ฉันไม่สบายค่ะ ก็เลยขออาจารย์ลาหนึ่งวัน”
“เธอบอกว่าสอบ เลื่อนได้ด้วยเหรอ?”
“แค่สอบเก็บคะแนน อาจารย์อนุญาตให้สอบย้อนหลังได้ค่ะ”
เธอดูแย่กว่าที่คิดไว้มาก ใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสี เมื่อกี้ก็เดินเหมือนแทบไม่มีแรง ยิ่งเขาได้เห็นหน้าเธอชัด ๆ สิ่งที่เขาคิดไว้ก่อนหน้าก็หายไปชั่วพริบตา
“ขึ้นรถ”
“เดี๋ยวก่อน! ไปไหนคะ”
เขาไม่ตอบแต่กลับเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็ก แล้วดึงให้เดินไปขึ้นรถกับเขาทันที ร่างบางที่แทบไม่มีแรงอยู่แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาขัดขืนเขาได้
“ออกรถ” สิ้นคำสั่งของเขา อเล็กซ์ก็รีบเหยียบคันเร่งทันที
“จะพาฉันไปไหนคะ”
“หาหมอไง ยาแค่นั้นคงหายหรอก” เขาเหลือบมองถุงยาในมือเธอ ก่อนจะแพรไหมจะหลุบตาลงมองตาม
“คุณมาหาฉันมีอะไรเหรอคะ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาเพื่อพาไปหาหมอ” เขาเหลือบมองเธอก่อนจะหยิบบัตรประชาชนขึ้นมา แล้วคืนเธอไป
“เธอลืมไว้”
“ขอบคุณค่ะ” หลังจากสิ้นเสียงของแพรไหม ทิ้งเวลาอีกหลายวินาทีก่อนาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แล้วอย่าคิดสำคัญตัวที่ฉันพาไปหาหมอล่ะ”
“คะ?”
“ฉันมันพวกใจบุญ ชอบช่วยเหลือคน”
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีก็ถึงโรงพยาบาล แพรไหมถูกส่งตัวเข้าไปตรวจร่างกายกับหมอทันที
“ไข้สูงนะครับ” หมอพูดพลางวัดไข้ให้แพรไหมไปด้วย
“ต้องให้น้ำเกลือไหมคะ” พยาบาลเอ่ยถาม
“ให้ครับ ร่างกายอ่อนเพลียมาก” แพรไหมพยายามยันตัวลุกทันที
“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ฉันกินยาแล้วก็กลับ”
“ให้น้ำเกลือ” เสียงของาดังขึ้นตัดบททันที เธอหันไปมองเขาอย่างไม่พอใจแต่เ้าตัวกลับมองเธอด้วยแววตาแข็งกว่าเดิม
หลังจากนั้นไม่นาน สายน้ำเกลือก็ถูกต่อเข้ากับแขนเธอเรียบร้อย ส่วนายังคงยืนอยู่ข้างเตียง ไม่ไปไหน แม้จะมีสายโทรศัพท์เื่งานเข้ามาหลายครั้ง เขาก็แค่รับสั้น ๆ แล้ววาง ก่อนหันกลับมามองเธอเหมือนเดิม
“คุณไม่ต้องเฝ้าก็ได้…” าเงยหน้าจากโทรศัพท์ ก่อนจะเอ่ย
“ใครบอกว่าฉันจะเฝ้าเธอ”
เขาละสายตาจากเธอ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป อเล็กซ์เดินตามหลังผู้เป็เ้านายมาติด ๆ เมื่อพ้นสายตาเธอแล้วาก็เอ่ยขึ้น
“จัดการเื่ค่าใช้จ่าย แล้วก็อย่าให้ออกจากโรงพยาบาลถ้าหมอยังไม่อนุญาต”
“รับทราบครับนาย ว่าแต่…ทำไมนายต้องช่วยเด็กนี่ด้วยครับ ทั้งที่เธอคือน้องสาวของคนที่เคยหักหลังนายมาก่อน” ายกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ทันที
“กูจะใช้น้องสาวมันเป็เครื่องมือในการแก้แค้นไง”
“อย่าบอกนะครับว่านายจะ…”
“ผู้หญิงแค่ทำดีด้วยก็หวั่นไหวแล้ว ดูท่าเด็กนี่ก็คงหัวอ่อนไม่น้อยเลย กูอยากรู้เหมือนกันถ้าวันนึงมันรู้ว่ากูน้องสาวมันได้แล้ว มันจะรู้สึกยังไง หึ คงเจ็บใจไม่น้อย”
“แต่ดูแล้ว…เธอน่าจะใจแข็งระดับนึงเลยนะครับ นายอุตส่าห์พามาหาหมอแค่คำขอบคุณยังไม่มีสักคำ”
คำพูดของอเล็กซ์ทำเอาาถึงกับไปไม่เป็ แม้ว่าจะเป็ความจริงตามที่พูดก็เถอะ แต่เขาก็จะพยายามเดินหน้าต่อ ทำให้เธอตกหลุมรักเขาให้ได้
“เอาล่ะ หน้าที่ของมึงคือเฝ้าเด็กนี่ให้ดี ขาดเหลืออะไรก็โทรมา”
“ครับนาย”
วันต่อมา
อาการของแพรไหมดีขึ้นตามลำดับ แทบจะหายจากการเป็ไข้แล้ว เธอมาสอบย้อนหลังตามที่อาจารย์นัดหมาย ทว่าพึ่งออกจากห้องสอบไม่ทันได้หายเหนื่อย สายเรียกเข้าจากใครบางคนก็ดังขึ้น
ตืด…ตืด…(คุณหมอ)
เมื่อเห็นชื่อแสดงบนหน้าจอโทรศัพท์ แพรไหมก็รีบกดรับสายทันที
“ค่ะคุณหมอ”
“คุณแพรไหมใช่ไหมครับ ผมหมอธีรภัทรนะครับ”
“ค่ะ พี่ชายฉันเป็อะไรหรือเปล่าคะ”
“อาการโดยรวมยังทรงตัวครับ แต่ผลตรวจล่าสุดพบว่าการตอบสนองของระบบประสาทเริ่มลดลงกว่าที่หมอประเมินไว้ตอนแรก”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ตอนนี้มีความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อบางส่วนจะเริ่มฝ่อลง หากปล่อยไว้นานกว่านี้ อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวในระยะยาวครับ”
“ค่ะ…”
“ทางทีมแพทย์เลยอยากเริ่มโปรแกรมฟื้นฟูเพิ่มเติมครับ ทั้งกายภาพเฉพาะทางและยากระตุ้นระบบประสาทบางตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้มากขึ้น”
“แล้วค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เหรอคะ”
“เบื้องต้นประมาณเจ็ดแสนถึงเก้าแสนครับ ยังไม่รวมค่าดูแลระยะยาว คุณแพรไหมจะให้หมอเริ่มแผนการรักษานี้เลยมั้ยครับ”
“เอ่อ…ขอคิดดูก่อนนะคะ”
“ได้ครับ แต่ไม่ควรเกินอาทิตย์นี้นะครับ ถ้าไม่เริ่มรักษาตอนนี้ อาการของพี่ชายคุณอาจแย่ลงเรื่อย ๆ ครับ”
“ค่ะ ไว้ฉันจะรีบติดต่อกลับไปนะคะ”
หลังวางสาย บริเวณรอบ ๆ ก็กลับมาเงียบอีกครั้ง แพรไหมนั่งนิ่งอยู่แบบนั้น มือยังคงกำโทรศัพท์แน่น ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอได้แต่คิดว่าจะหาเงินมาช่วยพี่ชายอย่างไรดี แต่คิดหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก
แต่ทว่า จู่ ๆ เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น เธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู ก่อนจะเห็นชื่อเ้าของข้อความนั้น
า : ฉันรออยู่หน้าคณะเธอ รีบลงมา
คำถามแรกที่เธอพูดกับตัวเองคือ เขามาทำไม แพรไหมถอนหายใจหนักก่อนจะเก็บโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยังไงเธอก็ไม่สามารถหลบหน้าเขาได้ เพราะแค่ชะโงกลงไปข้างล่างอาคาร ก็เห็นรถคันหรูจอดรออยู่แล้ว
“ขึ้นรถ” ทันทีที่เธอเดินลงมา เขาก็ลดกระจกลงพร้อมกับออกคำสั่ง
“ไปไหนอีกคะ”
“ขึ้นมาก่อน” เธอกวาดตามองรอบ ๆ ว่ามีคนกำลังมองมาอยู่มั้ย ก่อนจะพ่นหายใจหนักใส่เขา แล้วยอมเปิดประตูขึ้นรถกับเขาไป
“คุณมาหาฉันมีอะไรคะ”
“วันนี้วันเกิดเธอไม่ใช่รึไง”
แววตาของแพรไหมขยายเล็กน้อย แค่ตัวเธอยังแทบจะลืมไปเลยว่าวันนี้คือว่าคล้ายวันเกิด เพราะมัวแต่ยุ่งกับการสอบ ไหนจะเื่พี่ชาย แทบไม่มีเวลานึกถึงเื่ตัวเองแต่เขาเป็ใครก็ไม่รู้ กลับให้ความสนใจเื่ส่วนตัวเธอ
“ใช่ค่ะ แล้วคุณ…” เธอไม่ทันพูดจบเขาก็รีบพูดขึ้นแทรก
“ถ้าไม่มาหาเธอที่นี่ก็ไม่รู้จะหาตัวเจอมั้ย วันนี้ได้เป่าเค้กรึยังล่ะ”
“ยังค่ะ”
เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปหยิบกล่องเค้กก้อนเล็กมาให้ แค่นั้นไม่พอ ยังมีกล่องสีขาวเล็ก ๆ อีกหนึ่งกล่อง ก่อนจะยื่นให้เธอ
“อะไรเหรอคะ”
“ของขวัญวันเกิดเธอไง รับไปสิ”
แพรไหมมองกล่องในมือเขาสักพัก ก่อนจะรับมาแล้วค่อย ๆ เปิดออกดู พบว่าในกล่องนั้นมีสร้อยเพชรอยู่ ดวงตาเธอขยายเล็กน้อยเพราะสร้อยสวยมากและเธอก็รู้สึกชอบมันมาก แต่ก็คงแพงน่าดู
“คุณให้ฉันเหรอคะ”
“อืม”
“เท่าไหร่คะ น่าจะแพงน่าดู” ายกยิ้มก่อนจะเอ่ย
“ใส่ด้วยล่ะ หมดธุระของฉันแล้วเธอลงไปได้”
แพรไหมละสายตาจากเขาก่อนจะรีบเก็บของทั้งหมด จังหวะที่เธอกำลังจะเปิดประตู จู่ ๆ าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เดี๋ยว!”
“คะ?” เธอหันกลับมามองหน้าเขา
“Happy Birthday”