บทที่ 41 ปล่อยเธอ!
อันโหรวรู้ว่าสองพี่น้องนั่นกำลังจะตามมา เธอเลยรีบปีนข้ามตัวเหอเหมียว แล้ววิ่งออกไปนอกโรงงานอย่างรวดเร็ว ก่อนวิ่งก็ยังไม่ลืมที่จะเตะเหอเหมียวไปทีนึง
การใจอ่อนกับศัตรูก็เหมือนกับการขุดหลุมฝังตัวเอง เธอไม่ได้เป็นแม่พระหรอกนะ
“อย่าปล่อยให้มันหนีไป จับมันกลับมา จับมันกลับมา...” เหอเหมียวตะโกนเสียงแหบแห้ง ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองด้วยความโกรธแค้นเหมือนผีร้ายที่กำลังทวงชีวิต
หลี่ฮ่าวได้สติกลับมาจากความเจ็บปวด รีบปลอบเหอเหมียวด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “คุณหนูเหอไม่ต้องกังวลหรอกครับ เธอหนีไปไม่ได้หรอก!”
พอพูดจบ เขาก็รีบลากหลี่เหวินไล่ตามอันโหรวไปอย่างทุลักทุเล
อันโหรวหนีไปไหนไม่ได้จริง ๆ เธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน รอบ ๆ เต็มไปด้วยเศษเหล็ก เศษโลหะ และหญ้ารก มีแต่กำแพงและซากปรักหักพัง ไม่มีที่ให้หลบซ่อนเลย
อันโหรวกัดฟันแน่น ได้ยินเสียงฝีเท้าไล่ตามมาจากข้างหลัง จึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่ง ถอดรองเท้าส้นสูงวางไว้ที่มุมห้องฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็กลั้นหายใจ หลบซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ
“พี่ใหญ่ หาตัวไม่เจอแล้ว!” หลี่เหวินมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นใคร ก็ดึงเสื้อหลี่ฮ่าวด้วยความร้อนใจ “เธอหนีไปแล้ว เราจะไม่ได้เงินแล้ว พี่ใหญ่...”
หลี่ฮ่าวขมวดคิ้ว ยกมือตบหัวหลี่เหวินอย่างอดไม่ได้ “ตื่นตูมอะไร ผู้หญิงคนนั้นไปได้ไม่ไกลหรอก คงจะซ่อนตัวอยู่ แยกย้ายกันหา”
หลี่เหวินโดนตีจนหดคอ พยักหน้ารับอย่างหวาดกลัว
สองพี่น้องแยกย้ายกันหา เหอเหมียววิ่งออกมาตาม ส่วนอันโหรวผมเผ้ากระเซิง กระโปรงสีขาวเปื้อนฝุ่น เท้าก็พลิกเพราะล้มลงเมื่อครู่
เหอเหมียวเจ็บข้อเท้าจนทนแทบไม่ไหว แต่ต้องกัดฟันอดทน อันอวี้หาน ยายแก่คนนั้นเห็นเธอแล้ว เธอจะปล่อยให้อันอวี้หานไปบอกโอวหยางลี่ไม่ได้ แบบนั้นทุกอย่างของเธอจะพังพินาศหมด!
……
บนถนนหลินปินมีรถปากานีคันหนึ่งกำลังพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว
สิบนาทีที่แล้ว ชีเสิ่งเทียนรายงานเรื่องรถที่ลักพาตัวอันโหรวให้กับจิ่งเป่ยเฉิน รถมุ่งหน้าออกนอกเมือง ไปทางชานเมืองตะวันตก แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้
“อันอวี้หาน เธอต้องไม่เป็นอะไรนะ” จิ่งเป่ยเฉินกำพวงมาลัยแน่น ขมวดคิ้วพึมพำ แล้วเหยียบคันเร่ง รถพุ่งออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู
เขาเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นห่วงอันอวี้หานมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเธอหน้าตาเหมือนอันโหรว หรือเพราะอย่างอื่น
รถฝ่าไฟแดงไปหลายแยก จิ่งเป่ยเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม ร่างกายตึงเครียด ขับรถออกจากถนนหลินปิน ไปอีกหนึ่งร้อยเมตรก็จะถึงชานเมืองตะวันตกแล้ว
ที่นี่เคยเป็นแหล่งผลิตเหล็ก มีโรงงานเหล็กมากมาย ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม โรงงานหลายแห่งถูกปิดตัวลง เหลือไว้เพียงโครงสร้างเปล่า ๆ ที่นี่จึงถูกทิ้งร้าง
ในที่สุดจิ่งเป่ยเฉินก็ลดความเร็วลง ที่นี่เต็มไปด้วยหญ้ารก แถมยังไม่ใช่ถนนซีเมนต์ จึงขับรถเร็วไม่ได้
จิ่งเป่ยเฉินเปิดกระจกรถลง มองไปรอบ ๆ ทีละแห่ง ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด ชีเสิ่งเทียนตรวจสอบได้แค่ว่ารถมุ่งหน้าไปทางชานเมืองตะวันตก หลังจากนั้นก็ไม่พบร่องรอยอะไรอีก
ส่วนอีกด้าน หลี่ฮ่าวกับหลี่เหวินกำลังตามหาตัวอันโหรวอยู่ เหอเหมียวก็เช่นกัน เธอฝืนความเจ็บปวด เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่เธอก็ไม่สนใจ ค่อย ๆ เดินเข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่ง
บังเอิญว่าบ้านที่เธอเข้าไป เป็นหลังเดียวกับที่อันโหรวซ่อนตัวอยู่
“ยายแก่สารเลว หลบเก่งจริง ๆ!” เหอเหมียวบ่นอย่างเคียดแค้นใจ “ผู้หญิงที่กล้ามายั่วพี่โอวหยาง ฉันไม่มีทางปล่อยมันไปแน่”
หลังจากงานเต้นรำครั้งนั้น โอวหยางลี่ก็ไม่เคยแตะต้องเธออีกเลย แถมยังเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอันอวี้หาน
ถ้าเธอไม่สั่งสอนอันอวี้หานสักหน่อย ไม่นานผู้หญิงคนนี้ต้องแย่งโอวหยางลี่ไปจากเธอแน่ เรื่องแบบนี้เธอไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด
“อันอวี้หาน ออกมาเดี๋ยวนี้...” เหอเหมียวตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธ
อันโหรวที่ซ่อนอยู่หลังมุมห้องตกใจจนมือเท้าเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมา
ถ้าอันโหรวถูกจับได้อีก คงต้องถูกทรมานอย่างหนักแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น อันโหรวก็ตึงเครียดไปทั้งตัว ตั้งสติรับมืออย่างเต็มที่
ยิ่งเหอเหมียวเข้ามาใกล้เท่าไหร่ อันโหรวก็ยิ่งกลั้นหายใจ เธอก้มตัวลง ฟังเสียงแยกแยะทิศทางอย่างละเอียด
“ยายแก่ ออกมาเถอะ ฉันไม่จับเธอแล้ว!” เหอเหมียวพูดอย่างจงใจ เสียงเหมือนกำลังโมโห
เธอคงคิดว่าคนอื่นโง่เหมือนเธอสินะ มารยาหลอกเด็กแบบนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะเชื่อ
ในบ้านร้าง เหอเหมียวรู้สึกกลัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง เธอกำลังจะก้าวเท้าออกไป แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับรองเท้าส้นสูงที่อันโหรววางไว้ก่อนหน้านี้
“เจอแล้ว! คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ!” เหอเหมียวดีใจจนร้องออกมาอย่างลืมตัว เธอเดินกะเผลก ๆ ไปที่มุมกำแพงฝั่งตรงข้าม
อันโหรวเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืน วิ่งเท้าเปล่าหนีออกไปทางด้านหลังของเหอเหมียวอย่างรวดเร็ว
กว่าเหอเหมียวจะได้ยินเสียงแล้วหันกลับมาก็ไม่ทันเสียแล้ว แต่บังเอิญ พี่น้องตระกูลหลี่ที่กำลังเดินวนอยู่ข้างนอกดันเห็นเข้า จึงรีบวิ่งไล่ตามไป
จับตัวเธอได้ ก็ได้เงิน!
“พวกแกจับตัวเธอให้ฉันเร็ว! เร็วเข้า!” เหอเหมียวโมโหจนตัวสั่นที่ถูกหลอก เธอหยิบรองเท้าส้นสูงคู่นั้นขึ้นมาขว้างลงกับพื้นอย่างแรง “ยัยสารเลว กล้าดียังไงมาหลอกฉัน เดี๋ยวเถอะ ฉันจะทำให้เธอมานั่งคุกเข่าขอร้องฉัน!”
หลี่ฮ่าวรูปร่างแข็งแรง และเดินเร็ว ขณะที่อันโหรวทั้งถูกมัดมือ แถมยังวิ่งไม่ถนัดเพราะปวดเท้า เธอจึงวิ่งเร็วไม่ได้
“ช่วยด้วย! มีใครอยู่บ้าง…” อันโหรวเริ่มร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง ความรกร้างรอบ ๆ ตัวทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ “ช่วยด้วย อ๊ะ…”
หลี่ฮ่าวพุ่งเข้ามาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว และกดอันโหรวลงไปกองกับพื้น ร่างกายที่ใหญ่โตของเขาทำให้อันโหรวหายใจไม่ออก เธอเกือบจะสำลักลมหายใจที่ติดค้างอยู่ที่ลำคอตาย
“คุณหนูเหอ จับตัวเธอได้แล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ” หลี่ฮ่าวพูดอย่างเหนื่อยหอบพลางลุกขึ้นครึ่งตัว จับข้อเท้าของอันโหรวไว้แน่น “หลี่เหวิน เอาเชือกมาเร็ว มัดให้แน่น ๆ คราวนี้เล่นเอาฉันเหนื่อยแทบตาย!”
แต่ไม่ว่าเขาจะเรียกใคร ก็ไม่มีใครตอบรับ หลี่ฮ่าวลุกขึ้นยืน หันกลับไปมองด้วยความสงสัย แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีมือมาบีบคอเขาไว้แน่น ก่อนที่กำปั้นหนักราวกับก้อนหินจะพุ่งเข้ามาที่หน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยเธอ!” จิ่งเป่ยเฉินขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายเต็มไปด้วยรังสีแห่งความโกรธแค้น
ตอนที่เขาลงจากรถเพื่อตามหาเธอ เขาเหมือนจะได้ยินเสียงร้องของอันอวี้หาน เขาตามเสียงมาเรื่อย ๆ จนได้มาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาจนแทบจะระงับไว้ไม่อยู่
อันโหรวได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอลุกขึ้นจากพื้น เอามือปิดหน้าอกที่เจ็บจากการล้มลงไป แล้วไอออกมาหลายครั้ง พอเห็นจิ่งเป่ยเฉิน สมองของเธอก็รู้สึกมึนงงไปหมด
ไม่มีเวลาให้ทันได้ตั้งตัว
“คุณ... คุณจิ่ง!” อันโหรวพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เธอเกือบจะเรียกชื่อเขาแล้ว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่สมควร จึงเปลี่ยนคำพูดอย่างกะทันหัน
จิ่งเป่ยเฉินบีบคอหลี่ฮ่าวด้วยมือซ้ายจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ส่วนมือขวาต่อยเข้าที่หน้าของหลี่ฮ่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
หลี่เหวินที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยความตกใจ รีบวิ่งเข้ามาอ้อนวอนด้วยท่าทางหวาดกลัว “อย่าทำร้ายพี่ชายของผมเลย คุณหนูเหอช่วยด้วยครับ”
เหอเหมียวจะกล้าเข้าไปช่วยได้อย่างไร เธอได้แต่ก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว ในใจคิดเพียงแค่ว่าอยากจะหนีไปให้พ้น ๆ ถ้าหากโดนผู้ชายคนนี้เห็นเข้า เธอตายแน่!
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
จิ่งเป่ยเฉินปล่อยหลี่ฮ่าวที่ตอนนี้สภาพสะบักสะบอม แล้วก้าวเข้าไปขวางหน้าเหอเหมียว ดวงตาคมกริบจ้องมองเธออย่างน่ากลัว “เธอเป็นคนสั่งให้พวกมันลักพาตัวอันอวี้หานไปงั้นเหรอ?”
เหอเหมียวยกมือขึ้นปิดบังใบหน้า ส่ายหัวรัว ๆ ปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ใช่ ฉันไม่รู้เรื่อง พวกเขาเป็นคนทำเอง ไม่เกี่ยวกับฉัน”
“คุณหนูเหอ คุณพูดแบบนี้มันไม่ถูก ผมกับพี่ชายทำตามคำสั่งของคุณ พาผู้หญิงคนนั้นมา ตอนนี้คุณกลับจะปฏิเสธความรับผิดชอบงั้นเหรอ!” หลี่เหวินประคองหลี่ฮ่าวที่หน้าตาบวมปูดลุกขึ้นยืน แล้วเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
จิ่งเป่ยเฉินจ้องมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน “เอาใบหน้าที่แท้จริงออกมาซะ”
อันโหรวดึงชายเสื้อเขาเบา ๆ แล้วไอเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสริมขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “คุณจิ่ง ไม่ต้องดูหรอกค่ะ เธอคือเหอเหมียว ผู้หญิงของโอวหยางลี่”
“อันอวี้หาน ยัยสารเลว แก...”
เหอเหมียวโมโหจนแทบบ้า เธอปล่อยมือที่ปิดบังใบหน้าออก อันอวี้หานกำลังซ้ำเติมเธอ ตอนนี้เธอถูกคุณจิ่งจับได้ โอวหยางลี่จะต้องรู้เรื่องนี้แน่
พอคิดแบบนี้ เธอก็รู้สึกกลัว รีบกำชายกระโปรงสีขาวแน่น น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ฉัน... ฉันแค่ต้องการจะสั่งสอนอันอวี้หานเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้นจริง ๆ ค่ะ!”
จิ่งเป่ยเฉินยกคิ้วขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา “งั้นผมควรจะเอาคืนคุณหนูเหอบ้างดีมั้ย? หาอะไรสนุก ๆ เล่นกับเธอบ้าง เป็นไง?”