ลู่ปิงหยวนเขาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อจะตามให้ทันเขาเดินออกจากประตูจวนสกุลชิวได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องหยุดชะงักเงาร่างของคนผู้หนึ่งพาดลงมาบนถนนเบื้องหน้า
เมื่อเงยหน้าขึ้นชายหนุ่มกลับใช้สายตาเ็า จ้องมองคนที่อยู่บนหลังคาอย่างไม่พอใจ “เ้าช่วยทำตัวให้เหมือนคนปกติทั่วไปได้หรือไม่”
เด็กหนุ่มใบหน้าขี้เล่นหน้าตาบ่งบอกถึงความเยาว์วัย ะโลอยตัวลงมา เขาฉีกยิ้มกว้างให้พร้อมกับโผล่เข้ากอดรัดชายหนุ่ม อย่างไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว“ศิษย์พี่ข้าคิดถึงท่านจะแย่ ท่านโกรธข้าหรือ ที่ข้ามาช้า”
ลู่ปิงหยวนใช้มือทั้งสองข้างจับแขนเด็กหนุ่มง้างออกแล้วดันร่างเบาๆ แต่เ้าของร่างเล่นใหญ่แกล้งถอยหลังจนเซ่ไปติดกำแพง
“แสดงเกินจริงไปหน่อยหรือเปล่าที่นี่! เ้าควรสำรวมกิริยาเอาไว้บ้าง ใครเห็นเข้าความลับข้าแตกกันพอดี”
เด็กหนุ่มแววตาซุกซนผู้นี้คือศิษย์น้องร่วมสำนัก บ้านเกิดอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ครอบครัวจัดว่ายากจนหมู่บ้านที่อาศัยอยู่เกิดอุทกภัยขึ้นทุกปีเพราะรักบ้านเกิดบิดาของเขาจึงไม่ยอมย้ายไปอยู่ที่อื่นฝืนทนอยู่อาศัยในบ้านที่มีสภาพผุๆ ฝังๆ
นี่เขาก็พึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงตามที่ตกลงกับลู่ปิงหยวนเอาไว้ เด็กหนุ่มอยากมาอยู่ข้างกายศิษย์พี่เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศิษย์พี่ผู้เ็าผู้นี้ ช่วยเหลือทางบ้านของเด็กหนุ่มมาโดยตลอด
เขาแกล้งเอ่ยวาจากระเซ้าเย้าแหย่“ขอรับ...คุณชายลู่ปิงหยวน ข้าน้อยผิดไปแล้ว”ชายหนุ่มอมยิ้มกับท่าทางยียวนกวนประสาทของเด็กหนุ่ม
“เ้ามาก็ดีแล้วข้ามีงานสำคัญให้เ้าทำ”
“งานสำคัญ!นี่ข้าพึ่งจะมาถึง เหนื่อยจะแย่ ให้ข้าได้พักบ้างไม่ได้เลยหรือ”
“อย่างนั้น...เ้ากลับไปพักที่จวนก่อนตอนนี้ข้าไม่ว่างกลับมา ค่อยคุยกัน”
พูดจบลู่ปิงหยวนก็ะโขึ้นบนหลังม้า ควบตามรถม้าของฮูหยินรองอย่างเร่งรีบ ปล่อยให้เทียนห้าวร้องะโไล่ตามหลังด้วยความงงงวย “เอ๊ย! คุณชายลู่ นั้นท่านจะเอาม้าของข้าไปที่ใดกัน”
รถม้าฮูหยินรองสกุลชิวจอดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมฟ่านไช่ ลู่ปิงหยวนส่งม้าให้กับเด็กดูแลม้าเขาก้าวเท้าเดินเข้าประตูโรงเตี๊ยม กวาดตามองสำรวจบริเวณโดยรอบ
ด้านล่างเปิดเป็ร้านอาหารมีลูกค้านั่งอยู่เต็มร้าน เสี่ยวเอ้อยุ่งวุ่นวายกับการรับรองลูกค้าไม่มีใครว่างพอมาสนใจ ชายหนุ่มที่พึ่งเดินเข้ามาใหม่
มองขึ้นไป้าเปิดเป็ห้องรับรอง สำหรับแขกที่้าความเป็ส่วนตัวและแบ่งเป็ห้องพักสำหรับผู้ที่ต้องค้างอ้างแรม ชายหนุ่มสอดส่ายสายตาอยู่่ครู่เสี่ยวเอ้อที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังจึงกล่าวคำทักทาย
“คุณชายท่านนี้ไม่ทราบว่า มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่ขอรับ”
“เ้าช่วยไปเรียนท่านอาหญิงชิวบอกว่าข้าลู่ปิงหยวนมาขอเข้าพบ”
“เชิญคุณชายรอนั่งตรงนี้สักครู่ข้าน้อยจะไปเรียนเถ้าแก่เนี้ยให้ขอรับ”
เสี่ยวเอ้อผู้นั้นหายไปช่วยครู่ก็เดินกลับมาพร้อมหญิงสาวผู้หนึ่ง “เชิญคุณชายที่ห้อง้าเ้าคะ”
ลู่ปิงหยวนเดินตามหญิงสาวขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง นางพาเขาเดินเลี้ยวขวา และเดินตรงไปจนสุดระเบียงทางเดินผู้นำทางก็เปิดประตูให้ แล้วผายมือเป็การเชื้อเชิญ
“เชิญเ้าคะเถ้าแก่เนี้ยรอท่านอยู่ด้านใน”
ชายหนุ่มเดินผ่านประตูตรงไปตามทางเดินภายในห้องถูกตกแต่งไว้ด้วยผ้าม่านสีเขียวอ่อน พลิ้วไหวตามแรงลม บนผนังห้องมีภาพวาดทิวทัศน์สวยงาม แขวนไว้อยู่หลายภาพ
แค่ปรายตามองแวบเดียวก็รู้ว่าภาพวาดเหล่านี้ เป็ของจิตรกรที่มีชื่อเสียงผู้เก็บสะสมย่อมเป็ผู้ที่มีฐานะไม่ธรรมดาเดินลึกเข้าไปก็พบฮูหยินรองนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง
“เชิญคุณชายลู่นั่งลงก่อน”ฮูหยินรองไม่มีท่าทีแปลกใจเลยสักนิด กับการมาของเขา “ดูท่าแล้วท่านอาหญิง จะรู้ล่วงหน้าว่าข้าจะมาที่นี่”
ฮูหยินรองยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยหันไปบอกหญิงสาวที่นำทางเข้ามาเมื่อครู่ว่า “ชีชี เ้าช่วยไปนำของว่างมาหน่อย”
“เ้าคะเถ้าแก่เนี้ย”
ฮูหยินรองเดินมานั่งลงข้างๆ แขกผู้มาเยือน เพื่อพูดคุยให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เดาว่าคุณชายลู่มาถึงที่นี่เพราะเหตุไฟไหม้เมื่อวานกระมัง”
“ใช่ขอรับ”
“อาเองก็มีเื่ผิดปกติบางอย่างที่อยากบอกคุณชายด้วยเช่นกัน จิงหลัวเล่าว่านางมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงเมื่อให้หมอจับชีพจรดู กลับพบว่านางถูกวางยา”
ลู่ปิงหยวนใช้ความคิดชั่วครู่แล้วหันไปสบตา “ท่านอาหญิง คิดว่าใครอยู่เื้ัเื่นี้” นางถอนหายใจทอดยาว ด้วยความหนักใจก่อนจะตอบคำถาม “อาทำการค้าหลายอย่าง ศัตรู...ย่อมมีอยู่ไม่น้อย คาดเดาไม่ออกจริงๆว่าจะเป็ฝีมือของผู้ใด”
“ท่านอาหญิงเคยคิดสงสัยคนใกล้ตัวบางหรือไม่ขอรับ”
“เหตุใดคุณชายลู่ถึงถามเช่นนี้”
“จิงหลัวถูกวางยาผู้ใดจะทำเื่เช่นนี้ได้ ถ้าไม่ใช่คนใกล้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นคนนอกจะรู้ได้อย่างไร ว่าบุตรสาวของท่านอยู่ที่ใด ใน่เวลานั้น”
ฮูหยินรองยอมรับว่าคำพูดนี้ทำให้หัวใจของนางพลันกระตุกวูบ ที่หน้าผากมีเหงื่อไหลซึมออกมานางหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อเบาๆ
“ข้าไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อน...เป็จริงอย่างที่คุณชายลู่พูดจิงหลัวออกมานอกจวนบ้างเป็ครั้งคราว แต่ด้วยนิสัยของนางแล้วนางไม่มีทางกินอะไรมั่วซั่วแน่นอน”
มือฮูหยินรองที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อบีบเข้าหากันแน่น นางกำลังพยายามควบคุ้มสีหน้า ให้แลดูเป็ปกติมากที่สุดถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถ รอดพ้นสายตาลู่ปิงหยวนไปได้
เขารู้สึกว่าท่าทีของฮูหยินรองคล้ายคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักแต่เขาก็เข้าใจไปว่านางคงเป็ห่วงบุตรสาวมากเกินไปเท่านั้น
“เื่นี้มีชีวิตบุตรสาวท่านเป็เดิมพันข้าว่าท่านอาหญิงควรคิดไตร่ตรองถี่ถ้วน”
“ไม่ทราบว่าคุณชายลู่พอจะมีหนทางช่วยอา กับหนิงอันได้หรือไม่”
“ข้าเข้าใจถึงความลำบากใจของท่านอาหญิงเื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้า...่ที่ยังหาตัวคนร้ายไม่พบ ท่านควรระมัดระวังตัวให้มาก”
“ขอบคุณคุณชายลู่ที่ยืนมือช่วยเหลือ”
จู่ๆลู่ปิงหยวนที่นั่งสงบนิ่งคล้ายกำลังใช้ความคิด ก็เอ่ยปากด้วยความร้อนรน“จริงสิ...ท่านอาหญิงต้องออกมาข้างนอกทุกวัน ถ้าให้ดี่กลางวันมิสู้ส่งบุตรสาวของท่านมาที่จวนข้าจะดีกว่า”
“แล้วคุณชายลู่จะให้ข้าเรียนท่านพ่อของนางว่าอย่างไร”
ลู่ปิงหยวนใช้ความคิดอยู่สักพักก็เอ่ยขึ้นว่า“เอาแบบนี้ก็แล้วกันขอรับ...เรียนท่านลุงชิวไปว่า ท่านอาหญิงให้ข้าช่วยสอนหนังสือไปพร้อมๆ กับม่านลี่ นางจะได้ไม่ไปเที่ยวเล่นซุกซนที่อื่น”
ฮูหยินรองกล่าวด้วยความเกรงใจ“อาไม่รู้จะตอบแทนน้ำใจ คุณชายลู่อย่างไรดี”
“เื่เกิดขึ้นในจวนสกุลลู่ถือได้ว่าข้ามีส่วนรับผิดชอบด้วยเช่นกัน...ท่านอาหญิงอย่าได้เกรงใจ”
ลู่ปิงหยวนกลับไปแล้วบรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงัดลงอีกครั้ง สตรีวัยกลางคน ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใช้ความคิดอยู่ตามลำพัง
*จวนสกุลชิว
เรือนหลังเล็กด้านหลังเป็เรือนส่วนตัวของชิวหนิงอัน พอรู้ว่ามีแขกมาเยี่ยมหนิงอันก็รีบลุกขึ้น นั่งบนเตียงนอนนางยิ้มกว้างดีใจ ที่เห็นว่าคนที่มาคือลู่ม่านลี่ “ม่านลี่เ้ามาได้อย่างไร”
“ท่านพี่ปิงหยวนมาพบท่านลุงชิวจึงพาข้ามาด้วยเ้าเป็อย่างไรบ้าง ได้รับาเ็ตรงไหนอีกหรือไม่” ลู่ม่านลี่ไม่พูดเปล่านางจับลำตัวสหายรัก บิดไปมาลูบคลำไปทั่วร่างกาย
จิงหลัวเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาห้าม“คุณหนูม่านลี่เ้าค่ะ เบาๆ เ้าคะ...เดี๋ยวจะกระเทือนไปถึงาแที่ข้อเท้า”
ลู่ม่านลี่รีบปล่อยมือออกจากร่างสหายรัก“ขอโทษด้วย...หนิงอัน...เ้าเจ็บหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็ไรท่านหมอเจียงใส่ยาให้แล้ว ตอนนี้ข้อเท้าข้าไม่เป็อะไรแล้วล่ะ เพียงแต่ยังลุกเดินไม่สะดวกเท่านั้น”
“ว่าแต่...เมื่อครู่เ้าบอกว่าเ้ามากับท่านพี่ปิงหยวน พี่ชายเ้ากลับมาแล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว...เ้าพบเขาแล้วนี่จำอะไรไม่ได้เลยหรือ เขาเป็คนช่วยเ้า ออกมาจากกองเพลิงแท้ๆ”
ชิวหนิงอันหวนคิดถึงชายหนุ่มคนเมื่อวาน ที่ช่วยนางไว้ ที่แท้เขาคือท่านพี่ปิงหยวนพี่ชายของลู่ม่านลี่นั้นเอง “ท่านพี่ของเ้า กลับมาั้แ่เมื่อใดไหนเ้าบอกว่าเขาไปศึกษาที่อารามหลวงบนูเาหลานซ่า”
“ท่านพี่กลับมาประมาณครึ่งเดือนเห็นจะได้ เขาไม่ชอบให้ใครไปวุ่นวายที่หอสดับเมฆาข้าเลยไม่กล้าเข้าไปรบกวน โชคดีเหลือเกินที่ท่านพี่ช่วยเ้าไว้ทันไม่อย่างนั้น...ข้าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ”
“พูดอะไรอย่างนั้นเพลิงไหม้เป็เพราะข้าสะเพร่าไม่ระวังจนเกิดเื่ จะโทษเ้าได้อย่างไรว่าแต่ท่านพี่ของเ้ามาพบท่านพ่อแล้ว...ได้กล่าวโทษข้าว่าอย่างไรบ้าง?”
“เื่นี้เ้าไม่ต้องเป็ห่วงท่านพี่ข้าออกหน้า รับแทนเ้าไปเรียบร้อยแล้ว”
“พี่ชายเ้า...บอกท่านพ่อท่านแม่ข้าไปว่าอย่างไร?”
“ท่านพี่บอกว่าเป็เพราะจวนสกุลลู่ดูแลไม่ดี ไฟไหม้ครั้งนี้แค่ไม่มีใครเป็อะไรก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”
“พี่ชายเ้า...พูดเช่นนั้นจริงหรือ?”
“จริงสิ!ข้าจะหลอกเ้าไปทำไม... ท่านพี่ข้าจัดการเื่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเ้าสบายใจได้”
ชิวหนิงอันรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักที่ลู่ปิงหยวนช่วยชีวิตนางแถมยังไม่กล่าวโทษนาง แม้แต่คำเดียวทีแรกนึกว่าท่านแม่จะต้องชดเชยด้วยเงินทองมากมายมหาศาลเพื่อสร้างเรือนหลังใหม่ชดใช้สกุลลู่ซะแล้ว
“ว่าแต่พี่ชายเ้าอยู่ที่ใดข้าจะได้ไปขอบคุณ”
“ป่านนี้คงกลับจวนไปแล้วกระมัง”
“เช่นนั้นรอข้าหายดีเมื่อไหร่...ข้าจะไปขอบคุณท่านพี่...เ้าด้วยตัวเอง”
คืนนั้นเมื่อฮูหยินรองกลับมาถึงจวนละครฉากนี้ย่อมต้องทำให้ดูสมจริง ผู้เป็แม่ย่อมต้องรู้สึกร้อนรน เมื่อรู้ข่าวว่าบุตรสาวกำลังตกอยู่ในอันตราย
หลักฐานชี้ไปไม่ถึงมือผู้บงการเอาผิดกับผู้ใดไม่ได้ หากบอกความจริงกับสามี ก็เกรงว่าจะเสียเื่รอให้คุณชายลู่จับตัวคนวางเพลิงได้ แล้วมันสารภาพความจริง ว่าผู้ใดเป็ผู้จ้างวานเช่นนี้ถึงจะถูกต้อง นางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจ
ถึงตอนนั้นต่อให้นายท่านชิวอยากช่วยเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ ก็ช่วยไม่ได้แล้ว คิดได้ดังนั้นนางก็รีบดำเนินการตามแผน...ที่นางได้ตกลงเอาไว้กับลู่ปิงหยวน
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***