บทที่ 3 หยกิญญา
อืดดด อื๊ด!!!
“นี่เ้าหวังฆ่าคนให้ตายคามือหรือไง”
“หลิงเยี่ย!! ข้านึกว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ได้เจอเ้าอีกแล้ว”
ทันทีที่ลืมตาตื่น ไฉหรงฉ่างไม่ได้สนใจว่าตัวเองมาโผล่ที่ไหน เขาสนเพียงแต่คนตรงหน้าเท่านั้น หรงฉ่างใช้สองแขนกอดรัดหลิงเยี่ยอย่างแน่นหนึบ ทำเอาเ้าตัวหน้าเขียวหน้าแดงเจียนจะขาดอากาศหายใจตายอยู่รอมร่อ
ช่วยไม่ได้ ก็คนมันดีใจ…
ยามนี้ในใจที่โดดเดี่ยวและสิ้นหวังของหรงฉ่าง มันอบอุ่นเหลือเกินที่ได้เห็นว่าไป๋หลิงเยี่ยเฝ้าอยู่ข้างเตียง ไม่ทันไรเ้าเด็กอ้วนก็ร้องไห้กระซิก ๆ ขึ้นมา
“เป็ผู้เยาว์เหมือนกัน แต่คนหนึ่งนิ่งขรึมดูฉลาด แต่คนหนึ่งขี้แงปวกเปียกดูขี้ขลาดอย่างไรชอบกล แน่ใจหรือ..ว่านี่คือศิษย์ของอาจารย์เทียนเฉิงอีกคน?”
หวังจั่วซู่ที่ยืนกอดอกพลางเอียงหัวไหล่พิงผนังบ้าน อดแปลกใจในอุปนิสัยที่ต่างกันคนละขั้วของเด็กทั้งสองไม่ได้ จึงสอดแทรกน้ำเสียงติดตลกที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูออกมาทักทายเ้าลูกหมูที่หลับอยู่บนเตียงนอนของจั่วซู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
“ข้าไฉหรงฉ่าง ไม่ใช่แค่ศิษย์ธรรมดา แต่เป็ศิษย์รักของท่านอาจารย์เทียนเฉิงต่างหาก” น้ำเสียงโต้เถียงของหรงฉ่างดูร้ายกาจพอตัว ต่อให้ไม่รู้ว่ากำลังเถียงอยู่กับผู้ใด ก็ช่างหัวมารดามันเถอะ ขอแค่ได้เถียงไว้ก่อน นั่นแหละถึงจะเรียกว่าอุปนิสัยส่วนตัวของหรงฉ่าง
“นี่เ้าบื้อ…อาจารย์รักศิษย์ทุกคนเท่ากัน เพียงแต่ให้ท้ายเ้ามากหน่อย เพราะเ้าไม่เอาไหนที่สุดต่างหาก” ไป๋หลิงเยี่ยหยิกแขนสหายตัวน้อยอย่างหมั่นเขี้ยว ทั้งพูดทั้งยิ้มยินดีที่เห็นหรงฉ่างฟื้นขึ้นมา โดยหารู้ไม่ว่าอาจารย์เทียนเฉิงได้จากโลกนี้ไปแล้ว
“แต่ท่านอาจารย์…” T^T
หลังรวบรวมสติสัมปชัญญะกลับคืนสู่ร่างได้ครบถ้วน หรงฉ่างรู้สึกปวดขมับอย่างรุนแรง พร้อมกับมีภาพเหตุการณ์ของคืนนั้นฉายขึ้นมาในหัวซ้ำซากไม่ต่ำกว่าพันครั้ง ประสานเข้ากับความรู้สึกแน่นหนืดในอก ทำให้หรงฉ่างไอโครกรุนแรง เคล้นก้อนเืขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วออกมาจากช่องท้อง
อาการที่ทรุดตัวลงกะทันหันของเขาคนนี้ ยอมรับว่าจั่วซู่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนจะอาการหนักมากไปกว่านี้จั่วซู่จำเป็ต้องวานให้หลิงเยี่ยประคองร่างอ้วนของหรงฉ่างไว้ชั่วคราว ส่วนจั่วซู่รีบสาวเท้ารัวเร็วออกไปตามตัวท่านอาจารย์หวัง หวังเยี่ยนเฟิง ให้เข้ามาวินิจฉัยอาการของหรงฉ่าง
“เป็อย่างไรบ้างขอรับท่านผู้เฒ่า?”
หลิงเยี่ยไม่ยอมห่างขอบเตียงแม้แต่ก้าวเดียว พร้อมเฝ้าถามอาการจากปรมาจารย์หวังอย่างห่วงใย ด้านเ้าอ้วนหรงฉ่างถูกสะกดจุดให้นอนแผ่อยู่บนเตียง ทั้งที่กะพริบตาปริบ ๆ และมีััรับรู้ได้ทุกประการ แต่ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ทำเช่นนี้ก็เพื่อง่ายต่อการตรวจร่างกาย หากปล่อยให้ดิ้นมากเกินไป การฝังเข็มห้าสิบเล่มจะไร้ประสิทธิภาพ
“ขาดเหลือสิ่งใด ข้าผู้น้อยจะไปหาให้ ขอเพียงท่านอาจารย์สั่งมา”
จั่วซู่ดูเป็ห่วงหรงฉ่างมากไม่ได้ต่างจากหลิงเยี่ยสักเท่าไหร่ ต่อให้ไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็การส่วนตัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจั่วซู่รู้สึกถูกโฉลกกับหรงฉ่างมาก หากมีโอกาสก็อยากจะรู้นัก ว่าบิดามารดรของเด็กคนนี้เป็ใคร
“อะฮ่า ตื่นตูมกันเกินไปแล้ว เ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
หลังจากกลัดกลุ้มกับอาการประหลาดของหรงฉ่างไปหนึ่งก้านธูป จู่ ๆ อาจารย์หวังก็ตบหน้าขาเสียงดังฉาด ก่อนจะยกสองมือลูบเคราอย่างครุ่นคิด แล้วหันกลับมาหัวเราะใส่จั่วซู่กับหลิงเยี่ย ที่มองหน้ากันไปมาอย่างงุนงง
“อย่างไรขอรับ!?” สองเสียงประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย
จั่วซู่กับหลิงเยี่ยถามหาความไม่ธรรมดาของเ้าเด็กอ้วนนั่นจากท่านอาจารย์
“ในตำราโบราณ มีบันทึกไว้เื่หนึ่ง เกี่ยวกับพิภพเซียน บอกว่าที่นั่นเป็ดินแดนที่คนอย่างพวกเรามิอาจเอื้อมถึง มีเพียงเซียนวิเศษถึงจะลงมาเหยียบย่างบนโลกมนุษย์ได้ มักแฝงตัวอยู่ในฝูงชนเพื่อเผชิญด่านเคราะห์ เมื่อถึงเวลาก็จะกลับคืนปฐมภูมิธาตุ”
ปรมาจารย์หวังวัยแปดสิบปี ถ่ายทอดเื่ราวที่ตนเองเคยอ่านเจอในตำราโบราณให้คนทั้งสองฟังด้วยแววตาที่อ่วมเอ่อไปด้วยความประหลาดใจ น่าเสียดายเหลือเกินที่ตำราเล่มนั้นสูญหายอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริง ่เวลาอันยาวนานที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก หวังเยี่ยนเฟิงเคยถ่ายทอดเื่เหล่านี้ให้ผู้คนฟังนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกเสียงต่างต้องพูดเป็เสียงเดียวกัน ว่าหวังเยี่ยนเฟิงแต่งเื่เก่งปานฉะนี้ ควรทำอาชีพเสริมเป็นักกวีมากกว่าเปิดโรงหมอ
!!? O___O
“หา… ท่านกำลังจะบอกพวกเราว่า เด็กคนนั้นเป็เซียนหรือขอรับ?”
จั่วซู่พยายามจับใจความสำคัญจากสิ่งที่ท่านอาจารย์้าจะสื่อ
“พูดเสียยืดยาว ก็แค่อยากเล่าเท้าความเท่านั้น ที่ไม่ธรรมดา ก็เพราะในร่างกายของเ้าเด็กนี่ มีเส้นปราณสองสายไหลเวียนอยู่ คนปกติจะมีเส้นปราณแค่สายเดียว ส่วนอาการชักเกร็งและมีลิ่มเืสำลักออกมา นั่นเป็สัญญาณดี”
อาจารย์หวังหันกลับไปถอนฝีเข็มออกจากตัวหรงฉ่างทีละด้าม ต่อด้วยพูดประโยคที่ฟังแล้วเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า
“นอกจากมีเส้นปราณสองสาย ยังมีหยกิญญาหลอมรวมเป็แก่นแท้อยู่ในกระแสจิต อาจารย์เทียนเฉิงของเ้าน่าจะเป็คนผนึกมันไว้ ด้วยเหตุนี้เ้าเด็กอ้วนคนนี้จึงฝึกวิชาอะไรก็ไม่ก้าวหน้าเสียทีอย่างไรเล่า”
ปรมาจารย์หวังกล่าวไปยิ้มไป ในใจของผู้เฒ่ารู้สึกโชคดียิ่งนักที่ได้ช่วยผู้เยาว์อย่างไฉหรงฉ่างไว้ หากปล่อยให้ตายไปคงน่าเสียดายแย่ ต้นกำเนิดของคนผู้นี้ไม่ธรรมดาเหมือนคนทั่ว ๆ ไป
“เข้าใจได้ว่าสิ่งนี้มันแปลก ทว่ามันเกี่ยวอะไรกับพิภพเซียน กับเื่เล่าในตำราโบราณที่ท่านอาจารย์เกริ่นไว้ตอนแรกด้วยล่ะขอรับ” จั่วซู่อยากรู้ต้นสายปลายเหตุของเื่ทั้งหมด
“สิ่งมีชีวิตในพิภพเซียน ถือกำเนิดมาจากหยกิญญาอย่างไรเล่า”
ท่านผู้เฒ่าพูดมาถึงตรงนี้ หวังจั่วซู่ถึงกับตาค้างไปชั่วขณะ พลางปรายตามองไปที่ร่างเ้าเนื้อของไฉหรงฉ่าง จั่วซู่มองอย่างอึ้ง ๆ พร้อมไถ่ถามกับตัวเองในใจว่า
‘คนที่ข้าเก็บได้ในป่าลึก วิเศษขนาดนี้เชียวหรือ?’
อืมมม ~
“คิดไว้แล้ว ว่าท่านอาจารย์ของข้าต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง ตลอดมาถึงได้ให้ท้ายหรงฉ่างปานนั้น มิหนำซ้ำยังย้ำให้ข้าปกป้องหรงฉ่างให้ดี ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ น่าจะเป็การสลายผนึกใช่หรือไม่” ไป๋หลิงเยี่ยไม่ได้คาดเดาส่งเดช แต่คาดเดาได้แม่นยำยิ่งกว่าตาเห็น
“ไม่แปลกที่เ้าได้เป็ศิษย์เอกของตาเฒ่าเทียนเฉิง ที่แท้เ้าก็มีพร์ทั้งบุ๋นและบู๊โดยกำเนิด วิเคราะห์ได้ดี วิเคราะห์ได้ดี” หวังเยี่ยนเฟิงชมไป๋หลิงเยี่ยไปยกใหญ่ ก่อนจะชี้แจงแถลงไขต่อไปอีกว่า
ปัจจัยที่ทำให้ไฉหรงฉ่างทำลายผนึกได้ด้วยตัวเองมีแค่สองอย่างเท่านั้น อย่างแรกคือเกิดจากการเสียใจจนกระอักเื อย่างที่สองคงเพราะอาจารย์เทียนเฉิงของพวกเ้าลาโลกไปแล้ว ข่ายพลังที่ถูกผนึกไว้จึงอ่อนกำลังลง ทำให้ไฉหรงฉ่างสามารถทำลายก้อนผนึกได้ง่าย ๆ
“ท่านผู้าุโกล่าวหนักเกินไปแล้ว! ท่านอาจารย์ของข้าคือเ้าสำนักซานแห่งหุบเขาเจี้ยนฝู มันคือสถานที่ฝึกผู้เยาว์ให้กลายเป็ยอดยุทธ์ซึ่งตัดขาดจากยุทธภพเกือบร้อยปี ท่านอาจารย์ของข้าจะลาโลกได้อย่างไร” จู่ ๆ ไป๋หลิงเยี่ยก็ดูก้าวร้าวขึ้นมา
“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย เ้ายังอ่อนประสบการณ์นัก ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ ในภายภาคหน้าเ้าจะรู้เองว่า ปิดแผ่นฟ้าด้วยหนึ่งฝ่ามือมันคืออะไร”
สิ้นคำสอนจากผู้าุโ เข็มเล่มสุดท้ายก็ถูกถอนออกจากหน้าผากของหรงฉ่างพอดี เป็จังหวะเดียวกันที่เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกผ่อนออกมา ส่อสัญญาณว่าไฉหรงฉ่างสามารถกลับมาขยับเขยื้อนได้อีกครั้ง เมื่อนึกถึงเื่อันเศร้าสลดที่ต้องสูญเสียท่านอาจารย์ผู้เป็ที่รัก ซึ่งด้านหนึ่งอาจารย์เทียนเฉิงก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของหรงฉ่าง จึงไม่แปลกที่หรงฉ่างจะนึกเสียใจจนกระอักออกมาเป็ลิ่มเื และการทลายผนึกถือเป็ผลพลอยได้เท่านั้น
“ไป๋หลิงเยี่ย! จงฟังให้ดี! ท่านอาจารย์จากพวกเราไปแล้ว”