"ใช่ขอรับ นี่คือรูปแบบร่างขบวนพิชัยสงครามโดยจำลองจากขุมกำลังในมือเราที่มีอยู่ มันคือกุญแจสำหรับใช้ผ่านแซนการ์เด้นท์ในครั้งนี้ น่าทึ้งเหลือเกินที่ท่านรู้จักมันด้วย"
ชายหนุ่มกล่าวชมหัวหน้าคณะเดินทาง
"บะ..บ้าไปแล้ว ของแบบนี้เจ้าเขียนมันขึ้นมาได้อย่างไรกัน"
"มันวิเศษขนาดนั้นเชียวหรือเจ้าคะ" ทาร่าถามอย่างสนอกสนใจ
"นี่มันยิ่งกว่าพิเศษซะอีก พวกเจ้ารู้ไหม ในการทำศึกสงครามสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะคืออะไร"
"จำนวนไพร่พล เสบียง ขวัญกำลังใจทหาร ชัยภูมิที่ตั้งได้เปรียบเรื่องกำลังและสภาพอากาศขอรับ"
รีอาร์ตอบ
"สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงองค์ประกอบสำคัญ แต่หาใช่หัวใจแห่งการชนะศึก กลอุบาย รูปแบบค่ายกลกองกำลัง และศักยภาพสูงสุดของขุมกำลังที่ชำนาญการพิเศษสำหรับภารกิจ 3 สิ่งนี้ตะหากจึงเป็นตัวตัดสินแท้จริงในการต่อสู้ และสิ่งที่อยู่ต่อหน้าพวกเราตอนนี้ก็คือ 1 ในสามรูปแบบที่ข้ากล่าวถึง รูปแบบค่ายกลกองกำลัง"
"โอ้.." ไคล์มอุทาน เขาทึ้งในความรู้ของคล็อกครัชไม่น้อยไปกว่ากัน
"ถูกต้องทั้งหมดตามที่ท่านกล่าว"
ชายหนุ่มผายมือใส่กระดาษเชื้อเชิญอีกฝ่ายพินิจมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คล็อกครัชเปลี่ยนตำแหน่งมายืนในจุดที่ชายหนุ่มถอยหลังออกให้ ไล่มองทีละจุดเหมือนเขาจะอ่านมันออก ทางด้านลีอาร์จ้องหน้าเจ้านายสลับกับแผนที่พยายามทำความเข้าใจแต่ก็เกินปัญญา มีเพียงทาร่าคนเดียวที่พยายามแกะรูปแบบโครงสร้างของค่ายกลนี้ตามความเข้าใจตัวเองแบบเดาๆ นางดูจริงจังกับการอ่านแผนที่ยิ่งกว่าใครๆในเต็นท์
"ถ้าข้าดูไม่ผิด.." เธอเอ่ยในระหว่างที่ทุกคนเงียบ
"ตรงจุดรอบนอกทั้งหมดนี้คือเกวียนสินค้าประเภทหินอ่อน แร่เหล็กและของราคาถูก.."
"อาห่ะ.." ไคล์มพยักหน้าพร้อมตอบเธอ
"ชั้นที่สองด้านในเป็นกลุ่มสินค้าประเภทไม้แกะสลัก เสื้อผ้าและอัญมณีเรียงตามลำดับลึกเข้ามาตรงใจกลางกองขบวนเกวียน แล้ว..."
เธอลากเสียงยาว พร้อมกับทำหน้างงเอียงคอเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
"ทำไมของชั้นในสุดจึงเป็นเสบียงกับน้ำล่ะ ข้าไม่เข้าใจ"
"เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในขบวนสินค้าของเรา หาใช่สิ่งของที่พวกท่านตั้งใจนำมาขาย แต่เป็นชีวิตของลูกน้องทุกคนที่ร่วมเดินทางมากับท่าน"
ทั้งสามฉุกคิดขึ้นมาได้หลังได้ฟังคำตอบจากชายหนุ่ม
"เพราะงั้นข้าก็เลยออกแบบให้เสบียงอยู่ชั้นในสุด ในทะเลทรายนี้ของที่มีค่าเหนือกว่าสินค้าราคาแพงคือน้ำกับอาหาร มันจำเป็นต่อการเลี้ยงชีพคนทุกคนในกองขบวนของเรา แล้วอีกข้อข้าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเร่งเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้หลังจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายกับขบวนสินค้าของเรา"
"แต่เวลาเร่งรัดเข้ามาทุกขณะ พวกข้าไม่อาจรอช้าได้ จำเป็นต้องไปถึงให้ทันเวลานัดหมายกับพวกเจ้าเมืองหน้าด่าน"
รีอาร์ทักท้วงเหตุผลของไคลม์
"ถึงช้าก็ดีกว่าพากันไปตายทั้งหมด เจ้าเห็นว่าการเจริญสัมพันธไมตรีมีค่ามากกว่าชีวิตของทาร่าหรือไงกัน?"
"ข้า....เอ่อ.." รีอาร์ไม่อาจเถียงต่อได้ เขาเหลือบมองภรรยาสาวแล้วครุ่นคิดใหม่อีกครั้ง
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกท่านรีอาร์ ข้ายืนยันว่าท่านจะไปถึงก่อนเวลาแน่นอน มิหนำซ้ำท่านจะได้กำไรยิ่งกว่าที่ท่านคิดคาดการณ์เอาไว้เสียอีกท่านหัวหน้า"
ชายหนุ่มอธิบาย ส่งยิ้มให้ทุกคนอย่างไว้ไมตรี
"โปรดอธิบายด้วย"
คล็อกครัชขอร้องกระพริบตาปริบๆ เขาตื่นเต้นเมื่อได้ฟังคำมั่นของไคล์ม ทาร่าเองก็เช่นกัน
"รูปแบบขบวนนี้สร้างขึ้นโดยการหวังให้คนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องสินค้าชนิดที่ถวายชีวิตยอมแลก สิ่งที่ท่านเห็นท่านหัวหน้า มันเป็นมากกว่ารูปแบบค่ายกล หรือก็คือ เป็นทั้งค่ายกลและกลอุบายในรูปแบบเดียวกัน จำเป็นอย่างมากที่ลูกน้องทุกคนของท่านจะต้องหวาดกลัวการอดตายมากกว่าถูกจู่โจมจากศัตรูรอบข้าง เท่านั้นยังไม่พอ การที่ท่านยอมแลกสินค้าทั้งหมดไว้รอบเกวียนก็เพื่อเป็นกันชนปะทะกับภัยอันตรายรอบด้านอันไม่สามารถคาดเดาได้ นั่นเท่ากับว่า ท่านเลือกทิ้งสินค้าทั้งหมดในขบวนนี้ได้ แต่จะไม่ยอมสูญเสียชีวิตไพร่พลของท่านแม้แต่คนเดียว หากเราจัดขบวนแบบนี้แล้วสื่อความหมายของมันไปถึงคนทุกคนในกองเกวียนนี้ได้ล่ะก็...."
"พวกเขาทั้งหมดก็จะยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องกองขบวนเกวียนและท่านหัวหน้าด้วยชีวิต"
ทาร่าสรุปความหมาย ไคล์มพงกหัวรับและยกนิ้วให้
"ตามนั้นเลยแม่หญิง"
"อัศจรรย์เหลือเกิน แบบนี้ไปได้สวยแน่"
คล็อกครัชร้องขึ้นภายหลังทราบความหมายทั้งหมด กล่าวชื่นชมชายหนุ่มเป็นการใหญ่
"เฮ้ออออ เหมือนข้ายกภูเขาออกจากอก เจ้าคือคนที่เทพเจ้าส่งมาโปรดเราโดยแท้ พ่อหนุ่มไคลม์"
อีกฝ่ายไม่ได้สนใจคำชม เขามัวแต่ก้มหน้ายุ่งอยู่กับการขีดเขียนอะไรบางอย่างลงกระดาษ
"ท่านก็กล่าวเกินไป อ๋อ ยังมีอีกข้อที่จำเป็นต่อแผนการครั้งนี้ที่ข้าอยากร้องขอ และมันสำคัญตรงที่ จะทำกำไรให้กับท่านเพิ่มอีกมหาศาลเลยทีเดียว"
"อะไรรึ?"
"แร่เหล็ก ตะกั่ว กับสินค้าประเภทไม้แข็งทั้งหมดของท่าน....."
เขาเงยหน้าขึ้นม้วนแผ่นกระดาษทั้งสองกุมไว้ในมือขวา
"โปรดยกมันให้กับข้าได้หรือไม่"
"ยกให้ท่าน..?" รีอาร์ถามย้ำ
"ใช่ มันจำเป็นต่อแผนหน่ะ"
ไคลม์หันมาตอบ ลูกจ้างหนุ่มเฝ้าสังเกตอาการเจ้านายหลังฟังเหตุผลของชายหนุ่ม คล็อกครัชครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าดูหนักใจไม่น้อย เขามองภาพวาดของไคลม์อย่างระเอียดอีกครั้งก่อนถามกลับชายหนุ่ม
"เจ้าจะเอาพวกมันมาเสริมเกราะด้านข้างเกวียนภายนอกใช่หรือเปล่า"
"ไม่ แล้วก็ใช่ ในทางเดียวกันขอรับ ก็ใกล้เคียงกับความหมายนั้นแต่ยากที่จะอธิบาย เอาไว้รอข้าดำเนินการเสร็จก่อนแล้วท่านจะเข้าใจเอง"
หัวหน้าคณะเดินทางถอนหายใจแล้วหันกลับมาบอกกับเขา
"ตกลง ข้าเชื่อเจ้าพ่อหนุ่ม เอาสินค้าของข้าไปใช้ได้ตามใจเลย"
"นายท่าน สินค้าพวกนั้นมันเท่ากับกำไรกว่าร้อยละ40%ของเราเลยนะขอรับ"
"ข้าตัดสินใจแล้วรีอาร์" คล็อกครัชยืนยันคำตอบ
"ข้าเชื่อใจไคลม์ หรือถ้าหากว่าเขาเอาไปทำเสียทั้งหมดก็ถือว่าเป็นค่าภาษีผ่านทางของพวกเราก็แล้วกัน หากไปถึงเมืองหน้าด่านทำการเจรจาได้สำเร็จ พวกเราก็สามารถทำกำไรใหม่ได้อีกไม่รู้จบ เอาล่ะพ่อหนุ่มเชิญอธิบายแผนการต่อได้เลย ต้องการให้พวกเราทำอะไรอีกก็บอกมาได้"
"ข้าคำนวนเวลาแล้ว พวกเราควรหยุดพักกันที่นี่กันซัก2-3วัน รอให้ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพค่อยเคลื่อนขบวนลงเนินเข้าสู่ช่องเขาแซนการ์เด้นท์ ระหว่างนี้จะขอมอบหมายงานให้ลูกขบวนทุกคนรับผิดชอบ ท่านรีอาร์..."
ชายหนุ่มเรียกชื่อรีอาร์ ยื่นม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งให้ อีกฝ่ายรับไปเปิดดู
"ระหว่างเวลา 3 วันนี้ขอให้ท่านแบ่งคน200คนออกมาทำงานชิ้นนี้ให้ข้า ประดิษฐ์ของตามแบบแปลนที่ข้าให้แบบเดียวกันนี้ ทำมันขึ้นมาให้ได้ซัก 1,000 ชิ้น ใช้ไม้ทั้งหมดในกองเกวียนสินค้า หรือหาเสริมเอาจากรอบๆ จะเป็นไม้ฟืนหรืออะไรก็ตามแต่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรถเกวียนหรือเครื่องลาก ใช้ทุกอย่างที่เป็นไม้ไม่เว้นแม้แต่สินค้าประเภทไม้เครื่องสลักก็ให้นำมาใช้ร่วมประดิษฐ์ด้วย ต้องขอความกรุณาท่านคุมงานนี้ให้เสร็จทันเวลาเสียแล้ว"
"ทราบแล้ว ข้าจะไปเร่งดำเนินการให้"
รีอาร์รับคำแล้วเดินออกไปตะโกนเรียกคนจากภายนอกมาสั่งการ
"ทาร่า..."
ชายหนุ่มเรียกชื่อหล่อน ส่งกระดาษอีกแผ่นให้
"งานของท่านคือคุมคนงาน 150 คนใช้เตาหลอมสร้างของพวกนี้ให้ข้า ทำมันออกมาซัก 2,000 ชุด เดี๋ยวข้าจะเป็นคนไปให้คำแนะนำด้วยตัวเอง รบกวนท่านด้วย"
"ตกลง" เธอรับคำแล้วผละแยกออกไปอีกคน
หนุ่มพเนจรชวนหัวหน้าคณะเดินทางและบุตรสาว กลับมานั่งร่วมโต๊ะทานอาหารอีกครั้ง ในขณะนั้นเขาได้สังเกตเห็นบางสิ่งห้อยติดคอของเด็กหญิง รูปร่างของมันที่เคยสวยเป็นทรงในตอนนี้กลับร้าวจนดูไม่ได้
"สาวน้อย ดูเหมือนขลุ่ยของเจ้าจะแตกชำรุดนะ ขอข้าดูหน่อยได้ไหม"
เด็กหญิงก้มดูขลุ่ยเขาสัตว์ในคอ ใช่ มันแตกหักจนดูแทบไม่ได้ เธอทำหน้าเศร้า เมื่อเห็นมันก่อนจะถอดยื่นให้เขาดูตามคำขอ
" มันคงจะเสียหายตอนที่หนูพยายามหนีพวกโจรที่เข้ามาจับคะ"
เธอตอบ ไคลม์ดูเจ้าสิ่งนั้นอย่างตั้งใจ
" มันคงจะเป็นของสำคัญมากๆ เห็นเจ้าห้อยติดตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน"
"คะสำคัญมาก ท่านพ่อให้ข้าไว้เป็นของขวัญวันเกิด"
" น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจซ่อมมันได้ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ข้ามีสิ่งหนึ่งจะมอบให้เจ้าเป็นการทดแทนของสิ่งนี้"
ชายหนุ่มปลดเชือกที่ผูกกับขลุ่ยอันเก่าออก วางมันลงบนโต๊ะ เขาหยิบของอีกอันมาผูกติดให้ใหม่ แล้วนำมาสวมให้เธอ หัวหน้าคณะเดินทางที่นั่งมองอยู่อย่างเงียบๆ สังเกตเห็นของสิ่งนั้นก็อุทานขึ้น
" นั่นมัน ขลุ่ยของเจ้าโจรคนนั้นนี่นา"
"ขอรับ" ไคลม์ตอบ " บังเอิญข้ายึดมาได้ตอนที่สู้กัน ตอนนี้ขอยกมันให้ลิซิน่า เธอเหมาะสมที่จะใช้มันมากกว่าใครๆ"
"จะดีเหรอพ่อหนุ่ม นั่นมันไม่ใช่ขลุ่ยธรรมดาๆ ข้าคิดว่ามันเป็นของที่เด็กชายคนนั้นใช้จู่โจมพวกเรา ให้ของแบบนี้กับลิซาน่ามันออกจะน่าเป็นห่วงไปหน่อยหรือเปล่า?"
"ท่านหัวหน้า บุตรสาวท่านไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะขอรับ เดี๋ยวนี้เธอมีพลังที่ข้ามอบให้คุ้มครองอยู่ ท่านอย่าได้ห่วงไปเลย"
คล็อกครัชยินยอมเมื่อไคลม์ยืนยันแบบนั้น ลิซาน่าเองก็ดูเหมือนจะชอบขลุยอันใหม่ของเธออยู่ไม่น้อย เธอกล่าวขอบคุณชายหนุ่มที่มอบของขวัญให้ ทั้งสามคุยกันหลายเรื่องกระทั่งช่วงบ่ายคล้อยผ่านไป
"หัวหน้าแย่แล้วขอรับ....เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"
มีเสียงครึกโครมดังมาจากใจกลางกองขบวน หนึ่งในคนงานคุมเกวียนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในเต็นท์ของคล็อกครัช ร่างผอมแห้งผมบางสีทองปนขาว ใส่เสื้อแขนสั้นสลับสีดำแดงเป็นลายเส้นตารางหมากรุกคลุมทับด้วยผ้าหนังสัตว์ปกยาวตั้งแต่ท้ายทอยจนมาถึงกลางหลัง กางเกงขายาวสีดำลงมาสุดที่รองเท้าบูทสีน้ำตาล ยืนหอบเกาะเสาชี้นิ้วไปยังกลางขบวนต้นเหตุของเสียง
"มีอะไร เสียงดังหนวกหูมาถึงนี่เชียว"
คล็อกครัชกล่าว
"หัวหน้ารีอาร์กับท่านรองหัวหน้ากองทาร่ากำลังสู้กับคนแปลกหน้าอยู่ขอรับ ดูเหมือนว่าเจ้านั่นมันจะมาชิงตัวโจรสองคนที่เราจับไว้"
"อะไรนะ" คล็อกครัชหยิบดาบประจำตัวของเขารีบกรูออกจากเต็นท์ตามลูกน้องไปดูสถานการณ์ ไคลม์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ลุกจากโต๊ะเดินตามไปด้วย
" ตอนนี้หัวหน้าทั้งสองกำลังเสียเปรียบอย่างมาก บอกให้ข้ารีบมาตามท่านกับพ่อหนุ่มคนนี้ไปช่วย"
คนนำทางเล่ารายละเอียดขณะที่ทั้งหมดกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังจุดหมาย
"มันมากันกี่คน"
"มันมาคนเดียวขอรับ แต่เก่งเหลือเกิน ขนาดท่านรีอาร์กับทาร่าช่วยกันรุมยังทำอะไรมันไม่ได้เลย ตอนนี้คงหืดขึ้นคอกันอยู่"
"เก่งขนาดนั้นเชียว"
"ยิ่งกว่าที่ข้าพูดอีกขอรับ ไว้นายท่านเห็นด้วยตาตัวเองก็จะทราบ ก่อนที่พวกหัวหน้าจะไปถึงกัน มันก็เล่นพวกเราล้มกันหลายสิบคนแล้ว ขนาดรุมมันยังเอาไม่อยู่เลยขอรับ"
คล็อกครัชหน้าถอดสีเมื่อได้รับคำตอบ
" รีบไปบอกพวกเราทุกคนเตรียมอาวุธให้พร้อม งานนี้เราอาจจะต้องใช้คนทั้งเกวียนรุมก็ได้"
หัวหน้าคณะสั่ง
ตัดภาพมาที่ฝั่งของรีอาร์กับทาร่า ทั้งสองประสานแรงฟาดหอกเข้าใส่คู่ต่อสู้พร้อมกัน อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบแล้วยกเท้าขึ้นรับ
!!เปรี้ยงงง!! !!
เสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่ว แรงลมจากการระเบิดด้วยอานุภาพของอาวุธอัดสปีริตประสานงานกัน ซัดคนรอบข้างที่ยืนล้อมพร้อมถืออาวุธปลิวกระเด็นผละล้มกันเป็นแถบ ควันสีขาวและคลื่นใสลอยล่องทั่วไปในอากาศ ทำให้เกิดภาพประหนึ่งแก๊สรั่วล้อมปกคลุมจุดตรงนั้นเป็นบริเวณกว้าง
"หึ น่าขัน พวกเจ้าสองคนนี่น่ะเหรอที่เอาชนะลีโอกับอลิเบลได้"
บุคคลปริศนาพูด ผมยาวสีขาวมัดจุกทรงหางม้าเป็นพวงห้อยไปด้านหลัง ปล่อยปรกหน้าลงมาถึงคางปิดตาฝั่งซ้ายเอาไว้ สวมเสื้อคลุมหมวกฮูดเช่นเดียวกับสองโจรที่ถูกจับ ต่างกันที่สีชุด ชายคนนี้ใส่สีดำทั้งตัวรวมถึงผ้าคลุมและกางเกง สวมรองเท้าที่ทำมาจากเหล็กพิเศษแกะสลักเป็นรูปมังกรจีนตรงหัวอยู่บริเวณเท้าพอดีทั้งสองข้าง ลำตัวรัดยาวตลอดช่วงต้นขาไปถึงหัวเข่า สีเขียวมรกตสลับเงินประกายสะท้อนแสงอาทิตย์เห็นได้ถนัดตา ดูยังไงๆก็ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน รีอาร์กับทาร่าทิ้งระยะห่างไว้พอประมาณเพื่อหยั่งเชิง ทั้งสองหอบแสดงถึงความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด
"ลองถ้ามีฝีมือแค่นี้ละก็..."
บุรุษปริศนากล่าวทิ้งประโยค ทันทีที่สิ้นคำนั้น ร่างของเขาก็หายวับไปจากการมองเห็นของทั้งคู่ ได้ยินเพียงเสียงเคลื่อนไหวผ่านลมมาจากทางด้านขวามือของรีอาร์
"ระวัง" ทาร่าร้องบอกสามี
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง