ณ เรือนไม้สักหลังใหญ่สไตล์ล้านนาที่ถูกดัดแปลงให้ทันสมัยขึ้นเล็กน้อย เพราะได้กลายมาเป็โรงแรมแอนด์รีสอร์ต โดยมีบ้านหลังเล็กหลังน้อยล้อมอยู่รอบๆ ในพื้นที่หลายสิบไร่ที่มีต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม
ด้านหลังของสถานที่แห่งนี้มีทิวเขาใหญ่ตั้งตระหง่าน ซึ่งสามารถมองเห็นพระธาตุดอยสุเทพและตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งอยู่ไกลๆ ด้านหน้ามีสายน้ำปิงไหลผ่าน ส่วนทางด้านซ้ายและขวาก็มีเนินเขาโอบล้อมลดหลั่นลงมาจรดปลายลงที่ทั้งสองข้าง
“สวยอย่างกับภาพวาด” ทันทีที่ดาวเห็นเคหสถานตรงหน้าเธอก็เปรยขึ้นในทันที “นี้ขนาดไม่มีคนดูแลยังสวยขนาดนี้ คนเลือกสร้างอะไรที่นี่ตาถึงจริงๆ”
“ฮวงจุ้ยก็ดีด้วย” ปอยเสริมตามมา “แปลกจัง ไม่ว่าบ้านหลังไหนที่พวกเราไปมาล้วนแต่มีฮวงจุ้ยดีๆ ที่ไม่น่าจะทำให้คนที่อยู่อาศัยประสบเหตุเภทภัยได้เลย แต่…ทำไมกันนะ”
“ก็เพราะว่าฮวงจุ้ยของเธอมันเชื่อไม่ได้ยังไงล่ะ” ทันใดนั้นคุนก็เอ่ยขึ้นด้วยอาการยิ้มเยาะ “ยังไม่เข้าใจอีกเหรอคร๊าบ”
“นั้นปากเหรอ” ปอยตวัดหางตาค้อนขวับในทันที “ไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเป็ใบ้หรอกนะ”
“เอาอีกแล้วๆๆๆ” วิษณุรำพึงรำพันเสียงดัง “เนื้อคู่แต่อดีตชาติทะเลาะกันอีกแล้ว” ว่าพลางเขาก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับยกแขนขึ้นโอบไหล่ของคุนและปอยพร้อมกัน “โบราณว่าไว้ เกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้นดูท่าจะจริงแฮะ”
“หัวหน้า!” ปอยอุทานด้วยอาการหน้าแดงไม่รู้ว่าอายหรือโกรธ “หยุดพูดเื่อัปมงคลนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ใช่” คุนเห็นด้วย “พี่เป็คนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ควรถือสาคำพูดเด็กๆ นะ”
ดาวที่ได้ยินทั้งสามพูดคุยในเื่ที่ตนไม่เข้าใจเพราะตนนั้นได้สลบไสลไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จึงรีบเอ่ยถามขึ้นในทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พูดเื่อะไรกันนะ” เธอตาโต แทรกร่างเข้าไประหว่างกลางของคุนและปอยแทนที่วงแขนของวิษณุ “ขอรู้ด้วยดิ”
“ก็ตอนที่แกน๊อคไปนะ มีเด็กมาทำนายทายทักว่าสองคนนี้เป็เนื้อคู่กันนะซิไอ้ดาว” วิษณุยิ้มอย่างยียวน “ทั้งยังบอกว่าเป็มาหลายภพหลายชาติด้วยนะ ฮาๆๆๆ”
“จริงดิ!” ดาวอุทาน ก่อนจะปล่อยกากออกมาตามวิษณุ “น้องปอยจะดวงซวยขนาดนั้นเลยเหรอ”
“โหว…ไอ้ดาว” คุนถลึงตามองเพื่อนของตน “ฉันเพื่อนแกนะ”
“ก็เพราะว่าเป็เพื่อนกันไง ฉันถึงได้บอกว่าน้องปอยดวงซวยนะไอ้คุน”
“โหว…ไอ้เพื่อนเวร!” คุนทำท่าจะคว้าจับดาว ที่ตัวของดาวเองก็รู้ตัวจึงได้หลบหลีกหนีทำให้กลายเป็เหมือนการวิ่งไล่จับไปรอบๆ ปอยและวิษณุ
ซึ่ง่เวลานั้นเองก็มีรถเอสยูวีหรูสามคันขับเขามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ และนั้นก็ทำให้การกระทำทั้งหมดของพวกเขาหยุดลงในทันที
แพรวาที่อยู่ในชุดแซ็กกระโปรงสีขาวก้าวขาลงมาจากรถคันแรก โดยมีภาวิณีในชุดสูทกางเกงสีดำทั้งร่างก้าวตามลงมาติดๆ ประหนึ่งเงาตามตัว ส่วนรถคันที่สองนั้นเป็ของภาคินณ์ ไพศาล และ ซินแสหวัง คันสุดท้ายนั้นเป็บุรุษชราสองคนที่พวกเขาไม่รู้จักเป็การส่วนตัว แต่รู้จักจากตามหน้าสื่อต่างๆ และแผนผังของบริษัท เพราะทั้งสองคือเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ และ เป็เ้าของบริษัทที่พวกตนทำงานอยู่
“สวัสดีครับ/ค่ะ”
ทั้งสี่คนกล่าวคำทักทาย ยกมือประนมไหว้ระหว่างอกอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันเอาไว้
“ตามสบาย…ตามสบาย” หนึ่งในผู้าุโ ซึ่งเป็เ้าของบริษัทยกมือโบกเบาๆ ด้านหน้าตน ขณะที่แพรวาและภาคิณน์พาพวกของตนเดินตามเข้ามาสมทบ “เป็ยังไงบ้าง พอจะทำอะไรได้บ้างไหมวิษณุ”
“ทำได้เยอะเลยครับคุณท่าน เพียงแต่ว่า…” วิษณุว่าพลางก็เหลือบแลสายตาไปยังบุรุษชราอีกคน ที่กำลังเดินถือแผ่นจานที่เหล่าซินแสมักจะถือไว้เสมือนเครื่องแสดงฐานะและภูมิปัญญาความรู้ของตน
จากเดิมที่ผู้าุโทั้งสองเคยรับไหว้คนอื่นๆ มาบัดนี้ทั้งสองพลันเปลี่ยนเป็นอบน้อมขณะยกมือประนมไหว้บุรุษชราในเครื่องแบบคล้ายเหล่าจอมยุทธหรือนักพรตจีน
“สวัสดีครับ ท่านอาจารย์” บิดาของแพรวากล่าวคำทักทายก่อน ขณะที่ธานินร์ ผู้เป็บิดาของภาคิณน์สำทับตามมาอีกคน
“ไม่เจอกันนานเลยนะครับอาจารย์ หวังว่าอาจารย์คงจะสบายดีนะครับ”
คำพูดเ่าั้ถูกแปลโดยลูกศิษย์ให้ซินแสหวังฟัง ซึ่งหลังจากอาจารย์ชรารับฟังก็คลี่ยิ้มพร้อมกับตอบกลับเป็ภาษาจีน ซึ่งผู้เป็ลูกศิษย์ก็แปลกลับอีกครั้งเช่นกันว่า
“อาจารย์บอกว่าสบายดีครับ” เขาบอกบุรุษชราสองคนตรงหน้า ก่อนที่จะแปลประโยคที่ซินแสชราพูดต่อมา “ท่านบอกว่าพวกเรารีบเข้าไปดูบ้านกันดีกว่าครับ เพราะท่านต้องไปดูที่อื่นต่อ”
“ครับ” ภาคิณน์แทรกตัวเข้ามา “ถ้าอย่างนั้นเชิญเลยครับ” ว่าพลางภาคิณน์ก็ผายมือโค้งตัวลงเล็กน้อย ให้เหล่าผู้าุโทั้งเดินผ่านไป ขณะที่ตัวเองหันกลับมายังแพรวาที่เดินมารวมอยู่กับทีมงานของเธอ “ไปกันเถอะครับน้องแพร”
“ค่ะ” แพรวาพยักหน้ารับ ก่อนจะเป็คนเดินนำทีมทั้งหมดของตนเดินเข้าไปพร้อมกับภาคินณ์และไพศาล
การดูบ้านผ่านไปด้วยดี โดยที่ซินแสหวังบอกให้แก้ไขเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องสร้าง หรือ ทุบอะไรที่ใหญ่โตมากมายเหมือนกับบ้านก่อนหน้าที่พวกเขาไปดูมา ซึ่งนั้นก็ได้สร้างความดีอกดีใจให้กับทีมอย่างมาก เพราะนั้นหมายความว่า พวกเขาไม่ต้องทำงานมาก เลยทำให้ตลอดทางที่พวกเขาเดินทางไปยังที่พัก วิษณุ คุน และ ดาวจึงดูร่างเริง กับการวางแผนคร่าวๆ เกี่ยวกับบ้านและการเที่ยวก่อนกลับกรุงเทพ ยกเว้นเพียงแค่ปอยเท่านั้นที่นิ่งเงียบมาตลอดทาง จนคุนที่เป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดอดที่จะทักแซวๆ กึ่งเหน็บแนมไม่ได้เช่นเดิม