บทที่ 121 คำถาม
องค์รัชทายาทรับอาสาที่จะทำอาหารสำหรับทุกคนในขบวน พวกเขาได้เตรียมเสบียงจำนวนมากเอาไว้เพื่อการนี้อยู่แล้ว ดังนั้นขบวนของหวงซีเฉิงจึงไม่ต้องเตรียมอะไรมาก พวกเขามีเวลาว่างก็เริ่มให้ความสนใจกับการโค่นต้นไม้ เลือกสรรกิ่งไม้ที่เหมาะสมแล้วเตรียมทำหอกไม้แหลมขนาด 1 เมตร บางคนก็เริ่มทำธนูเพิ่มเติม
เห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นงานเป็นการและจริงจังเช่นนี้ ผู้คนต่างก็นั่งตัวลีบ กองทัพภายใต้การควบคุมของหวงซีเฉิงนั้นไม่เหมือนใครจริงๆ ก่อนหน้านี้กองทัพก็เหมือนเด็กวิ่งเล่น บัดนี้กองทัพจึงควรจะเรียกว่ากองทัพอย่างแท้จริง
ในขณะที่ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่หายตัวไปราวกับเทพเซียน คนของเขาก็เริ่มแบ่งกำลังออกทำงานในส่วนต่างๆแล้ว หลี่ชิงหมินออกมานั่งเล่นอยู่ข้างนอกเพื่อยืดเส้นยืดสาย นับเป็นครั้งแรกที่เขาเดินออกมาจากรถม้าและเลิกซ่อนตัว นี่ก็เพราะเขาต้องการจะออกมาแอบดูการเคลื่อนไหวของคุณหนูจางนั่นเอง
หญิงสาวไม่ได้เข้ามารบกวนแต่อย่างใด นางยังยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือผู้คนทำอาหาร แม้ว่าจะไม่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง แต่แค่นางอยู่ที่นั่นและคอยสั่งการสาวใช้ให้ช่วยลงมือ ผู้คนก็แทบจะบูชานางลอยสู่ฟ้าแล้ว
จางหลิวอี้เห็นว่าหลี่ชิงหมินออกมาเช่นกัน หญิงงามใช้เวลากับการทำครัวเล็กน้อยแล้วเดินนวยนาดมาหาเขา ฝูเซ่าเกือบจะเสียมารยาทด้วยการลุกขึ้นบังไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้เจ้านายตนเองเกินไปอยู่แล้ว ดีที่ชิงหมินเอ่ยห้ามเขาเอาไว้ก่อน
“คุณชายหลี่” รอยยิ้มจริงใจมอบให้เขา ทำเอาชายหนุ่มต้องพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“คุณหนูจาง”
“คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายหลี่จะร่วมทำภารกิจด้วย ข้าเองก็ได้รับคำเชิญจากองค์รัชทายาทเพื่อร่วมขบวนไปช่วยเหลือผู้คนเหมือนกัน นับว่าเป็นครั้งแรกที่สตรีเช่นข้าสามารถมีบทบาทช่วยเหลือผู้คนได้ และมันก็เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ออกเดินทางเช่นกัน” จางหลิวอี้กล่าว
“โอ้ เช่นนั้นท่านก็จะได้ประสบการณ์ดีๆกลับมาแน่นอน”
“ใช่ ข้าก็คาดหวังเช่นนั้น คุณชายหลี่เองก็ได้รับประสบการณ์ดีๆจากการเดินทางครั้งแรกหรือไม่”
จางหลิวอี้ไม่เป็นศัตรูกับหลี่ชิงหมิน แต่ไม่ได้หมายความว่านางชื่นชอบเขานัก อย่างไรก่อนหน้านี้ก็เคยมีประเด็นกันมาก่อน หากไม่ใช่เพราะกำลังสนับสนุนของแม่ทัพใหญ่จะเป็นประโยชน์ต่อนางในอนาคต นางคงจะตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับหลี่ชิงหมินไปแล้ว
คำพูดของจางหลิวอี้กำลังหมายถึง การเดินทางของหลี่ชิงหมินกับแม่ทัพใหญ่ เมื่อเขากลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้ง สถานะของเขาก็เปลี่ยนจากบุตรชายคนเล็กสกุลหลี่ขั้นต่ำ กลายเป็นว่าที่ฮูหยินท่านแม่ทัพขุนนางระดับสูง และยังได้ตำแหน่งพระราชทานคือ ฮูหยินขั้น 1 ติดตัวไปจนกว่าจะตายอีก
นางย่อมหมายความถึงว่า ตัวนางเองก็ต้องการโอกาสนั้นเช่นกัน หลี่ชิงหมินมั่นใจแล้วว่าจางหลิวอี้ผู้นี้เปลี่ยนเป้าหมายจากแม่ทัพใหญ่ไปเป็นองค์รัชทายาทเสียแล้ว หากเป็นแบบนั้น...นางจะต้องดีต่อเขาแทนที่จะต่อสู้กัน ถือว่าสตรีผู้นี้รู้ความมากจริงๆ
“ขอให้คุณหนูจางสนุกไปกับการเดินทางนี้” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อยืนยันสิ่งที่อยากรู้แล้ว เขาก็ปล่อยวางจากจางหลิวอี้ได้มาก ขอเพียงแค่อีกฝ่ายไม่คิดจะมาวุ่นวายหรือทำร้ายเขาในอนาคต พวกเขาก็ยังสามารถแยกกันอยู่ได้
สตรีที่มีความฉลาดเกินไปนี้ แม้แต่หลี่ชิงหมินก็คร้านจะมีปัญหาด้วย
“ขอบคุณ อย่างไรก็ตาม...ข้ามีความรู้สึกว่าคุณชายหลี่นั้นมีบางอย่างที่ไม่รู้และไม่เข้าใจอยู่”
“ข้าหรือ?”
“ใช่ ข้าสังเกตเห็นมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าท่านจะเป็นคนฉลาด แต่...สายตาที่ท่านมองท่านแม่ทัพใหญ่แตกต่างออกไป อันที่จริง...เพราะสายตาของท่านเป็นเช่นนี้ ข้ายังเคยคิดว่าตนเองอาจจะมีโอกาสแทรกเข้าไปอยู่ระหว่างกลางความสัมพันธ์ของพวกท่านได้” จางหลิวอี้ยักไหล่ เสียงของนางเบาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาเหงื่อตก พวกนางรีบมองไปรอบๆ และพยายามจะเฝ้าระวังให้เจ้านายทันที คำพูดเช่นนี้หากถูกผู้อื่นได้ยินเข้าคงจะถูกนำไปติฉินนินทากันสนุกสนานเลยทีเดียว ยิ่งคุณหนูของพวกนางไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียด้วยแล้ว หากผู้คนพูดออกไปว่าคุณหนูของนางต้องการแย่งบุรุษของผู้อื่น นี่ไม่เท่ากับว่าแท้จริงแล้วนางเป็นสตรีร้ายกาจหรอกหรือ?
“.............” หลี่ชิงหมินได้ยินย่อมไม่เข้าใจ นางกำลังหมายถึงอะไร สายตาของเขามีปัญหาอะไร?
เมื่อจางหลิวอี้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายเช่นนั้น นางก็หัวเราะออกมาเบาๆ บุรุษผู้นี้ฉลาดในหลายๆเรื่อง แต่พอเป็นเรื่องนี้เขากลับไม่เข้าใจเสียอย่างนั้น นับว่าเป็นคนที่อยู่ในการดูแลของผู้อื่นมาตลอดจริงๆ เขาไม่อาจจะแยกระหว่าง “ความรัก” กับ “ความสนิทสนม” แบบทั่วไปได้ด้วยซ้ำ
เห็นเช่นนี้แล้ว จางหลิวอี้ก็นึกอิจฉา ทุกคนอาจจะเห็นว่าตอนนี้นางเป็นที่รักของครอบครัว แต่ก่อนหน้านี้นางไม่ได้มีสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้หรอก แต่เพื่อให้ได้รับความใส่ใจจากครอบครัว นางจะต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ขนาดการมองหาบุรุษ...นางยังต้องมีเหตุผลมารองรับ ดังนั้นหลี่ชิงหมินที่ไม่ต้องพยายามแต่ได้รับความรักจากครอบครัวและผู้อื่นง่ายดายเช่นนี้ ไม่เรียกว่าน่าอิจฉาแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก
“ความสัมพันธ์ของท่านและแม่ทัพใหญ่คืออะไรกันแน่ ท่านรู้หรือไม่ว่าฐานะ “สามีภรรยา” หมายถึงสิ่งใด” คิ้วของชิงหมินขมวดเมื่อได้ยินคำพูดของนางเช่นนี้
“ข้ารู้สึกว่าท่านก็อาจจะเข้าใจท่านแม่ทัพใหญ่ผิดไป ข้าเพียงกลัวว่าท่านจะเชื่อเหมือนที่คนอื่นเชื่อ ท่านคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีหัวใจหรือไม่? คิดว่าเขาสามารถรักใคร่ใครสักคนเป็นพิเศษหรือไม่?” จางหลิวอี้ถามต่อ
นางจะรู้ได้อย่างไรว่าหลี่ชิงหมินคิดว่าการแต่งงานของเขาเป็นเพราะชาโม่ลี่ฮวา หากนางรู้ความจริง...นางก็คงจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่แน่ๆ
ตอนนี้ที่จางหลิวอี้เข้าใจ และคนอื่นๆก็อาจจะเข้าใจเหมือนกันก็คือ หลี่ชิงหมินอาจจะมีใจต่อท่านแม่ทัพใหญ่ หรือไม่ก็สนิทสนมกันทางร่างกาย แต่เขาไม่เคยคาดหวังความรักจากท่านแม่ทัพใหญ่เลย
เหมือนกับที่จางหลิวอี้คิดก่อนหน้านี้ นางไม่ต้องการความรักจากใคร นางต้องการเพียง “อำนาจ” จากคู่ครองของนางเท่านั้น นางสามารถแต่งกับแม่ทัพใหญ่ที่น่ากลัวและไร้หัวใจได้ แต่...ทันทีที่รู้ว่าเขามองเพียงหลี่ชิงหมินเท่านั้น และความรู้สึกของเขาฝังลึกเข้าจิตใจจนไม่สามารถมองคนอื่นได้อีก นางจึงทำได้แค่ถอย
สิ่งที่นางกลัวที่สุดก็คือ “ความรัก” นางรู้ว่าความรักที่ฝังลึกนี้ทำอะไรได้บ้าง ยิ่งถ้าผู้นั้นคือท่านแม่ทัพใหญ่ที่ปกติก็มองชีวิตคนเป็นเพียงกิ่งไม้แห้ง นางยิ่งไม่กล้าวุ่นวายกับสิ่งที่เขาหวงแหน
นี่คือเหตุผลที่นางออกมา
อันดับแรก นางอยากให้คุณชายหลี่รู้ว่าสถานะของตนเองไม่ได้ต่ำในใจของแม่ทัพใหญ่ เขาควรจะรู้ว่าความรู้สึกของเขามีความหวังได้ เขาสามารถมองท่านแม่ทัพใหญ่เหมือนกับคู่รักคู่หนึ่งได้ ไม่จำเป็นต้องกดดันตนเองให้อยู่ในตำแหน่งต่ำเช่นนั้น ทว่า...หลี่ชิงหมินไม่ได้คิดเข้าข้างตนเองเกินไป
ความสัมพันธ์ของเขากับแม่ทัพใหญ่มันไปถึงจุดนั้นได้แล้วหรือ? แน่นอนว่าในเนื้อเรื่อง แม่ทัพใหญ่คนนี้ก็รักคนเป็นเช่นกัน เขารักนางเอกซือซือมาก แต่ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ซือซือช่วยเหลือเขายามทุกข์ยาก เมื่อคนเริ่มเห็นความเมตตาที่คนอื่นมีให้ พวกเขาก็เริ่มเปิดใจต่อกันมากขึ้น
แต่กับตนเองที่ได้ตำแหน่งฮูหยินใหญ่เพียงเพราะความดีความชอบในกองทัพ เจอหน้ากันครั้งก็แค่มาดื่มชาด้วยกัน หลี่ชิงหมินไม่เห็นเลยว่ามีจุดไหนที่จะทำให้พระเอกของเรื่องเปิดใจได้
“สายตาของท่านเหมือนไม่เชื่อข้า”
“คุณหนูจาง ท่านกำลังทำตัวเหมือนกับว่ามีพลังในการอ่านใจ”
“ฮ่าๆ ข้าคาดเดาได้ถูกต้องสินะ คำถามมันปรากฏบนใบหน้าของท่านทั้งหมดนั่นแหละ ท่านไม่ได้มองออกยากเย็นถึงเพียงนั้น” จางหลิวอี้ยักไหล่ นางหันไปมองด้านหลังที่เริ่มส่งกลิ่นหอม สมควรจะได้เวลาที่นางต้องไปทำงานแล้ว
การปล่อยให้ข้ารับใช้ของตนเองช่วยเตรียมอาหารนั้นแค่ขั้นแรก หากต้องการได้รับใบหน้าและชื่อเสียงที่แท้จริง นางต้องเป็นคนตักอาหารแจกจ่ายพวกเขาด้วยตนเอง ดังนั้นเวลาที่จะพูดคุยเล่นจึงไม่เหลืออีกแล้ว
“ถ้าท่านยังไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ลองถามท่านแม่ทัพใหญ่ด้วยตนเองสิ อยากรู้ว่าเขารักท่านหรือไม่ก็เพียงแค่ถาม ข้าเชื่อว่าเขาจะพูดความจริงต่อคนซื่อบื้อเช่นท่าน” จางหลิวอี้ไม่วายหลอกด่าหลี่ชิงหมินมาคำหนึ่ง ถือว่าเป็นการเอาคืนที่ก่อนหน้านี้ทำให้นางบาดเจ็บก็แล้วกัน
หลี่ชิงหมินมองดูคนที่หันหลังกลับไปเช่นนั้นแล้วหันไปมองฝูเซ่า เขาเกิดความสงสัยขึ้นมา คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนทำให้ฝูเซ่ารู้สึกหวั่นใจ แล้วเรื่องที่เขาไม่อยากจะพูดมากที่สุดก็ถูกถามขึ้นมาจริงๆ
“คุณหนูจางผู้นั้นพูดเหมือนกับต้องการบอกข้าว่าแม่ทัพปีศาจนั่นมีใจต่อข้า...” หลี่ชิงหมินพูดขึ้นด้วยความสงสัย จางหลิวอี้ทำให้เขาคิดทบทวนความสัมพันธ์ของพวกเขาจริงๆ ทั้งๆที่หลี่ชิงหมินไม่เคยคิดถึงเรื่องรักๆใคร่ๆมาก่อน
“เฮ้อ ข้าคงคิดมากเกินไปแล้ว หวงซีเฉิงผู้นั้นจะมีใจต่อข้าได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลยนอกจากปรุงยา แต่ถ้าเขารักข้าจริงๆ ข้าก็ไม่รังเกียจหรอกนะ ดีเสียอีก...ถ้ารักข้าก็ต้องปกป้องข้า ฟังคำขอของข้าด้วย ข้าจะขอให้ตัวเองไม่ต้องทำงานของจวนสกุลหวง เจ้าว่าดีหรือไม่”
หลี่ชิงหมินหัวเราะอย่างชั่วร้าย ถ้าปีศาจร้ายผู้นั้นรักเขาจริงๆ ชิงหมินก็พร้อมที่จะแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา เขาเป็นพวกที่ไม่ชอบทำงานแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว แต่งเข้าจวนสกุลหวง ต่อให้รักซีเฉิงหรือไม่รักก็ยังกลายเป็นคนของเขาแล้ว ในเมื่อหนีไปไหนไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องหาโอกาสให้ตนเองอยู่อย่างสงบสุขให้ได้
ฝูเซ่ามองดูคุณชายของตนเอง เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ คุณชายของเขาเหมือนที่คุณหนูจางพูดจริงๆ เรื่องอื่นๆเข้าใจง่ายดาย แต่พอเป็นเรื่องแม่ทัพใหญ่กลับมีความคิดเช่นนั้นเสียได้
ถ้าคุณชายไม่อยากทำงาน เชื่อเถอะว่าท่านแม่ทัพใหญ่ย่อมไม่ทำให้ลำบากใจแน่ มัวแต่คิดกังวลไปเอง สู้ทำเช่นคุณหนูจางพูดยังจะดีกว่า ฝูเซ่าก็อยากจะยุยงให้คุณชายของเขาเอ่ยถามออกไป แต่ถามตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก รอจนกว่าจะแต่งงานกันก่อนก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น...หากสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถูกต้อง แล้วคุณชายเข้าใจได้ถูกต้อง งานแต่งงานที่มาถึง...เขาคงจะแสดงความยินดีต่อคุณชายไม่ได้
ในขณะเดียวกัน บทสนทนาของจางหลิวอี้ และคำพูดทุกคำของหลี่ชิงหมินล้วนถูกได้ยินโดยแม่ทัพปีศาจเสียแล้ว คนคลี่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขารับรู้ว่าเจ้าเด็กตัวแสบนั้นไม่ได้กลัวหากเขาจะแสดงความรู้สึกออกไป ดูเหมือนว่าคืนวันดีๆที่เขาวาดฝันไว้น่าจะเป็นจริงได้
“ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ มีคนขององค์ชายสามตามมาจริงๆ” ชายในชุดสีดำปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เขาเข้ามารายงานสถานการณ์หลังจากที่ลอบเข้าจวนองค์ชายสาม เล่าข้อมูลที่ได้รู้ให้อีกฝ่ายทันที
“จุดประสงค์ล่ะ” ออร่าที่อบอุ่นก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา ชายชุดดำสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกว่าแม่ทัพใหญ่เป็นแบบนี้เขาคุ้นเคยมากกว่า
เดิมทีเขามาถึงสักพัก แต่ไม่กล้าออกมารบกวนคนเป็นเจ้านาย รู้สึกว่าบรรยากาศเช่นนี้ไม่ควรจะทำลายทิ้ง หากไม่ใช่เพราะบรรยากาศเยือกเย็นเริ่มก่อตัวรอบๆเขา เขาย่อมไม่กล้าออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า
“ดูเหมือนว่าต้องการทำให้การทำงานขององค์รัชทายาทเกิดข้อผิดพลาดขอรับ”
“ไม่เกี่ยวกับพวกเรา?”
“ขอรับ ได้ยินว่าจะทำลายเส้นทางสันดินที่เคยสร้างเอาไว้ โดยกล่าวหาว่าขบวนองค์รัชทายาทเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายนี้ ซึ่งจะทำให้ขบวนขององค์รัชทายาทเข้าไปในหุบเขาได้ แต่ไม่สามารถออกมาได้ตามกำหนด พวกเขาจะต้องกลายเป็นภาระของชาวบ้านแทน และอาจจะได้รับคำร้องทุกข์มากขึ้น หากโชคร้ายมีน้ำฝนลงพอดี หุบเขาที่ไร้สันดินกั้นจะถูกท่วมอย่างฉับพลัน ทำให้ชาวบ้านโกรธมากขึ้น ในขณะที่องค์รัชทายาทและผู้ร่วมขบวนอาจจะได้รับบาดเจ็บ”
“สารเลว”
หวงซีเฉิงไม่พูดมาก องค์ชายสามผู้นี้เป็นคนชั่วโดยกำเนิดจริงๆ วางแผนใช้ความเป็นความตายของประชาชนเพื่อทำลายคู่แข่ง แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการวุ่นวายกับการต่อสู้กันของสองพี่น้อง การต่อสู้ระหว่างสายเลือดเดียวกันมีอยู่ตลอด ขนาดตระกูลหวงไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็ยังคิดแย่งอำนาจกันเลย
เขาทำได้แค่หลับตาข้างหนึ่ง แล้วคิดว่าองค์รัชทายาทจะมีดีกว่าแค่มีสายเลือดเดียวกับองค์จักรพรรดินีเท่านั้น
หากครั้งนี้เขาปล่อยให้ชาวบ้านได้รับความทุกข์อย่างมากจนมีคนตายหลายสิบคน เช่นนั้นเขาก็ไม่ควรจะขึ้นตำแหน่งองค์จักรพรรดิแล้ว ถือว่านี่เป็นการทดสอบความสามารถของเขาไปในตัว
“ให้คนตรวจสอบต่อไป”
“ขอรับ นายท่าน...” ชายชุดดำกล่าวแค่นั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงคนเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ยืนอยู่บนยอดไม้ มองดูกลุ่มเล็กๆที่กำลังเตรียมกินอาหารอยู่ด้านล่างด้วยสายตาเย็นชา
…………………………………………………..