บทที่ 15 ลุงเฉิง
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ซูอวี้จู๋ไม่ได้ให้เสิ่นหนานซิงช่วยเก็บกวาด แต่จัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง จากนั้นยังไปต้มน้ำร้อนในครัว แม่ลูกสองคนจึงได้อาบน้ำอย่างสบายตัวก่อนจะเตรียมตัวเข้านอน
เสิ่นหนานซิงนอนอยู่บนเตียงหลังเล็ก สวมเสื้อผ้าตัวเก่าของตัวเอง แม้จะดูซีดไปบ้าง แต่กลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ในใจเธอครุ่นคิดวุ่นวายไปหมด เมื่อแหงนมองขื่อบ้านที่มีฝุ่นร่วงหล่นลงมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้าสมัยรอบตัวนี้ทำให้เสิ่นหนานซิงตระหนักว่าตนเองมีภาระหน้าที่มากมายที่ต้องจัดการ
ตอนนี้เธออายุเพียงสิบหกปี หากอยากให้พ่อแม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเธอ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้พวกเขาประทับใจเสียก่อน
เมื่อพวกเขามั่นใจในตัวเธอแล้ว แผนการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตถึงจะสามารถดำเนินไปได้โดยง่าย
อีกอย่าง ความรู้ทางการแพทย์ระดับสูงที่เธอมีอยู่ก็จำเป็ต้องมีที่มาที่ไปอันน่าเชื่อถือ ตามหลักการแพทย์แผนจีนดั้งเดิมแล้ว ต้นกำเนิดและสายอาจารย์เป็สิ่งสำคัญที่สุด ลุงเฉิงจึงเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้
ในอดีต ลุงเฉิงเคยปฏิเสธผู้มีอิทธิพลหลายคนในหมู่บ้านเพื่อปกป้องเธอ และยอมเจียดเงินเดือนตัวเองมาจ้างเธอให้ทำงานด้วย
เพราะชาติก่อนเธอมีความชำนาญทั้งด้านสรรพคุณและการปรุงยาขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว หลังจากที่เธอเสียชีวิต ระบบหมอเทวดาจึงได้เลือกผูกมัดกับเธอ และเคี่ยวเข็ญพัฒนาจนเธอก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสิ่นหนานซิงก็ค่อย ๆ จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา และฝันถึงเื่ราวของตนเองในชาติภพก่อน
เอก อี๊ เอ้ก เอ้ก~
เสียงไก่ขันประสานเสียงดังขึ้น ควันไฟเริ่มลอยอ้อยอิ่งจากปล่องไฟของแต่ละบ้าน แม้จะไม่ใช่วันที่ต้องลงแรงทำไร่ทำนาอย่างหนัก แต่ชาวบ้านก็ตื่นกันแต่เช้าตรู่ แทบไม่มีใครนอนตื่นสายเลย
“หนานซิง รีบตื่นได้แล้วลูก กินข้าวเสร็จจะได้รีบไปสถานีอนามัย” ไม่นานหลังจากเสียงไก่ขัน ซูอวี้จู๋ก็เดินเข้ามาปลุกเสิ่นหนานซิงถึงข้างเตียง
เสิ่นหนานซิงไม่อาจขัดคำสั่งมารดาได้จึงค่อย ๆ ลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าและจัดเก็บที่นอนให้เป็ระเบียบเรียบร้อย
ซูอวี้จู๋ทำอาหารเช้าไว้รอแล้ว แต่เพราะไม่มีเวลาเตรียมอะไรมาก จึงทำได้เพียงต้มบะหมี่ธรรมดา ๆ ให้ตนเองและลูกคนละชาม แต่เนื่องจากไข่ไก่ดี ๆ ทั้งหมดถูกนำไปมอบให้หลี่เซียงหลานเพื่อเอาใจไปแล้ว ในชามจึงมีเพียงเส้นบะหมี่เปล่า ๆ จืดชืด
ชีวิตแบบนี้มันน่าน้ำตาไหลจริง ๆ!
เสิ่นหนานซิงกลืนบะหมี่ลงคอพลางร่ำร้องในใจ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเธอต้องหาทางแก้ไขเื่ปากท้อง ก่อนอื่นต้องทำให้ครอบครัวมีเนื้อสัตว์กินในทุกมื้อให้ได้!
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย แม่ลูกก็แยกย้ายกันออกจากบ้าน เสิ่นหนานซิงไม่ลืมกำชับซ้ำอีกรอบเื่ให้เก็บแก้วน้ำของพ่อกลับคืนมา หลังจากแน่ใจว่าซูอวี้จู๋จำได้แม่นยำแล้ว เธอจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัย
สถานีอนามัยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านหยวนไห่ มีเพียงลุงเฉิงคนเดียวที่ทำหน้าที่เป็หมอประจำตำบล เพื่อความสะดวกในการดูแลคนไข้ ลุงเฉิงจึงปักหลักอาศัยอยู่ภายในสถานีอนามัยแห่งนี้ด้วย
เสิ่นหนานซิงเดินตามเส้นทางในความทรงจำจนมาถึงหน้าสถานีอนามัย ทันทีที่เลี้ยวเข้าประตู กลิ่นอายยาสมุนไพรอันเป็เอกลักษณ์เข้มข้นก็ลอยมาเตะจมูกทันที
เสิ่นหนานซิงค่อย ๆ ผลักประตูรั้วไม้แล้วก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ ในลานบ้านมีกระด้งตากสมุนไพรหลายชนิดวางเรียงราย ซึ่งเธอเพียงแค่กวาดตาดูก็จำแนกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเข้าไปพินิจใกล้ ๆ
มีทั้งตังกุย เทียนหม่า ผูกงอิง ซู่ตี้... เพียงแค่ก้าวเข้ามาัับรรยากาศแห่งนี้ ความตื่นเต้นท้าทายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในกระแสเื จนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังตื่นตัวเต็มที่
“หนานซิง?”
ขณะที่เสิ่นหนานซิงกำลังดื่มด่ำกับกลิ่นยา ลุงเฉิงก็แบกตะกร้าสานเดินออกมาจากในตัวบ้านพอดี
“ลุงเฉิง? ลุงกำลังจะออกไปข้างนอกเหรอคะ?” เสิ่นหนานซิงสะดุ้งเล็กน้อยคล้ายเพิ่งตื่นจากภวังค์ เธอรีบส่งยิ้มสดใสแล้วเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
“ใช่แล้วล่ะ ่นี้อากาศร้อนจัดจนคนไข้เป็ลมแดดกันเยอะ ที่ร้านมีพิมเสนต้นไม่พอใช้ ฉันเลยว่าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพิ่มสักหน่อย ว่าแต่พ่อของเธออาการเป็ยังไงบ้าง ไม่เป็ไรแล้วใช่ไหม?”
ลุงเฉิงเป็ชายรูปร่างผอมเพรียว อายุเพิ่งจะสี่สิบปีเท่านั้น แต่กลับมีผมขาวแซมอยู่ประปราย สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมเ็า ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับแฝงความห่วงใยอบอุ่นมาก
“ค่ะ ขอบคุณลุงเฉิงที่เป็ห่วงนะคะ เมื่อวานพ่อออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ คุณหมอบอกว่ากลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านก็พอ” เสิ่นหนานซิงรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างประหลาด ลุงเฉิงยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นิสัยภายนอกดูเ็าแต่เนื้อแท้เป็คนใจดีที่สุด
“ดีแล้วล่ะ ไว้มีเวลาว่างฉันจะแวะไปเยี่ยมนะ ในเมื่อเธอมาทำงานแล้วฉันก็จะไม่ล็อกประตู ไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว”
ลุงเฉิงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าขึ้นเขาไปตามทางลาดเล็ก ๆ
‘พิมเสนต้น’ เป็สมุนไพรสรรพคุณดับร้อนขจัดความชื้นชั้นดี มักขึ้นอยู่ชุกชุมบริเวณกึ่งกลางเขา จึงไม่ใช่ของหายากเย็นอะไร ลำพังเขาไปเก็บคนเดียวก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
เสิ่นหนานซิงมองตามแผ่นหลังของลุงเฉิงจนกระทั่งลับสายตาไปบนทางขึ้นเขา จากนั้นจึงหันกลับมาสำรวจสิ่งรอบตัว ภายในสถานีอนามัยแบ่งเป็ห้องหับชัดเจนเพียงสามห้อง ห้องหนึ่งเป็ห้องบดยาและเก็บสมุนไพร อีกห้องเป็ห้องตรวจโรค และห้องในสุดคือห้องนอนส่วนตัวของลุงเฉิง
ที่นี่คือสถานีอนามัยของส่วนรวม ในปีก่อน ๆ ชาวบ้านสามารถมารักษาโรคได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ั้แ่ปีก่อนเป็ต้นมาได้มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้ต้องเริ่มจ่ายค่ายาบ้างแล้ว
สถานีอนามัยจึงปรับรูปแบบมาเป็สถานกึ่งรัฐกึ่งเอกชน ค่ายาที่เก็บได้ส่วนหนึ่งก็คือเงินเดือนเลี้ยงชีพของลุงเฉิงเอง และทุก ๆ ปีลุงเฉิงจะต้องแบ่งเงินรายได้ส่วนหนึ่งมอบส่งคืนให้ทางส่วนกลางหมู่บ้าน แม้จำนวนเงินจะไม่มากมายแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
สมุนไพรหลากหลายชนิดที่ตากอยู่เต็มลาน ล้วนเป็ของที่ลุงเฉิงออกแรงขึ้นเขาไปเก็บมาปรุงและตากแห้งด้วยตัวเองทั้งสิ้น มีเพียงไม่กี่ชนิดที่จำเป็ต้องสั่งซื้อจากภายนอก ด้วยเหตุนี้ค่ายาและค่ารักษาของที่นี่จึงค่อนข้างถูกและเป็มิตรกับชาวบ้านมาก
ผู้คนจากหมู่บ้านรอบ ๆ ทั่วสารทิศต่างเลื่องลือในฝีมือการรักษาอันเฉียบขาดของลุงเฉิง ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บป่วยไข้แบบไหนก็มักจะดั้นด้นมาหาเขาที่สถานีอนามัยแห่งนี้เสมอ
และบางครั้งหากเจอคนไข้ที่ขัดสนจนกรอบไม่มีเงินจ่ายจริง ๆ ลุงเฉิงก็มักจะใจดีลดค่ายาให้อยู่เป็ประจำ
เสิ่นหนานซิงรู้ดีว่าเขาไม่ได้เป็คนละโมบเห็นแก่เงินทองมากมาย มิเช่นนั้นชาติก่อนคงไม่ยอมควักเนื้อจ่ายเงินเดือนให้เธอเพื่อให้เธอได้มีงานทำ
เสิ่นหนานซิงกวาดสายตามองรอบ ๆ ก่อนจะเริ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดห้องหับ เพื่อให้สถานที่ดูเป็ระเบียบเรียบร้อย เธอจึงเริ่มจากการจัดเก็บเศษสมุนไพรที่ตกกระจัดกระจายอยู่บนพื้นก่อน
เธอคัดแยกสมุนไพรที่แห้งสนิทได้ที่นำมาจัดเก็บเข้าที่ ส่วนสมุนไพรส่วนที่ยังตากไม่ได้ที่ก็นำมาพลิกกลับด้านเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความอับชื้น
เมื่อจัดการคัดแยกสมุนไพรในห้องเสร็จสิ้น เสิ่นหนานซิงก็ย้ายกลับออกมาที่ลานบ้าน และเริ่มลงมือพลิกกลับด้านสมุนไพรที่ตากแดดอยู่กลางลานอย่างแคล่วคล่อง
ตลอด่เช้ายังไม่มีคนไข้แวะเวียนมา รักษาความเงียบสงบไว้ได้ดี เธอจึงใช้เวลานี้ทำความสะอาดจัดระเบียบทุกซอกทุกมุมทั้งภายในและภายนอกอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เมื่อลุงเฉิงแบกตะกร้ายากลับมาถึงใน่สาย เขาก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่สะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยผิดหูผิดตา ััได้ถึงความใส่ใจั้แ่ลานบ้านทอดยาวไปจนถึงภายในห้องตรวจ
สมุนไพรที่ปรุงเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บก็ถูกคัดแยกเข้าที่อย่างสวยงาม ส่วนที่ต้องพลิกด้านตากแห้งก็ได้รับการดูแลจนทั่วถึง
แม้กระทั่งสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เขาเพิ่งทำค้างไว้เพียงครึ่งทาง ก็ยังถูกเสิ่นหนานซิงนำมาจัดการจนแห้งได้ที่และนำออกตากแดดให้อย่างไร้ที่ติ
ลุงเฉิงเดินตรงไปยังกระด้งตากสมุนไพรชิ้นนั้น เขาหยิบชิ้นยาขึ้นมาบดเคี้ยวในปากเพื่อทดสอบรสชาติก่อนจะคายทิ้ง โดยที่สีหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ทว่าเสิ่นหนานซิงที่กำลังจัดแต่งโต๊ะตรวจโรคอยู่แอบสังเกตเห็นการกระทำนั้นผ่านทางหางตา และลอบยิ้มกริ่มออกมาในใจ
ดูท่าว่าอุบายเล็ก ๆ ที่เธอแกล้งวางไว้จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมทีเดียว ก่อนหน้านี้เธอยังแอบกังวลอยู่บ้างว่าเขาจะไม่ทันสังเกตเห็น จึงจงใจนำมันมาวางตากไว้ในตำแหน่งที่เด่นชัดสะดุดตาที่สุด
“หนานซิง ไฉหูตัวนี้เธอเป็คนลงมือปรุงต่อใช่ไหม?” ลุงเฉิงวางตะกร้าเก็บยาลงบนพื้นแล้วเอ่ยปากถามขึ้นลอย ๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจนัก
“ค่ะ หนูเห็นลุงยังทำค้างไว้ไม่เสร็จ กลัวว่าปล่อยทิ้งไว้นานสรรพคุณทางยาจะเสื่อมถอยไปเสียก่อน ก็เลยถือวิสาสะช่วยจัดการส่วนที่เหลือให้เรียบร้อยค่ะ”
เสิ่นหนานซิงหันกลับมาสบตาลุงเฉิง แสร้งทำดวงตาให้ดูสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายมีความประหม่ากลัวโดนดุ
“อืม ทำได้ดีมาก” หลังจากทิ้งท้ายประโยคสั้น ๆ นี้ ลุงเฉิงก็เงียบเสียงไปและเดินเลี่ยงเข้าห้องไป
เสิ่นหนานซิงแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เดิมเธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถทำให้หมอผู้เก่งกาจยอมรับได้ั้แ่ครั้งแรกอยู่แล้ว ย่อมต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกหน่อย
“เที่ยงแล้วล่ะ เธอกลับบ้านไปพักกินข้าวเถอะ!” ก่อนจะหายเข้าห้องส่วนตัว ลุงเฉิงหันมาสั่งความไว้ จากนั้นจึงหันไปจัดการแยกแยะตัวยาที่เพิ่งเก็บมาต่อ
เสิ่นหนานซิงเอ่ยปากรับคำพลางเงยหน้ามองดูเวลา ก็พบว่าใกล้จะเที่ยงวันแล้วจริง ๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้มารดาจะกลับมาจากเหมืองหรือยัง และเธอเองก็ต้องรีบกลับบ้านไปเตรียมทำมื้อเที่ยงด้วย
หลังจากมั่นใจเต็มร้อยว่าเสิ่นหนานซิงเดินพ้นเขตสถานีอนามัยไปแล้ว ลุงเฉิงจึงค่อยๆ ละมือจากงานตรงหน้า แล้วเดินย้อนกลับไปที่กระด้งตากไฉหูผืนนั้นอีกครั้ง เขาหยิบชิ้นยาขึ้นมาชิมรสชาติพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกรอบ
สูตรลับการปรุงยาเฉพาะตัวของเขาก็คือ 'น้ำส้มสายชูไฉหู' ซึ่งมีกรรมวิธีซับซ้อนคลุกเคล้าชิ้นไฉหูกับน้ำส้มสายชูให้เข้าเนื้อ หมักบ่มจนกระทั่งน้ำส้มซึมซาบเข้าไปจนหมดสิ้น จากนั้นจึงต้องใช้ไฟอ่อนเคี่ยวคั่วอย่างใจเย็นจนแห้งสนิท แล้วจึงนำมาผึ่งแดดตากให้เย็นตัวลง
ตอนที่เขารีบเดินทางกลับมา ก็เพราะเป็ห่วงขั้นตอนการคั่วไฟที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงระเบียบนี้ คาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นหนานซิงจะมอบของขวัญชิ้นโบแดงที่น่าทึ่งให้แก่เขาเช่นนี้
เห็นได้ชัดแจ้งว่าทักษะการควบคุมไฟและการคั่วหมักของเด็กสาวคนนี้มีความช่ำชองสูงมาก สามารถจัดการดึงสรรพคุณยาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แม้แต่ตัวเขาเองลงมือทำก็คงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้
ไม่นึกไม่ฝันเลยจริง ๆ ว่าเด็กสาวชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่เขาตั้งใจรับเข้าทำงานเพียงเพื่อ้าตอบแทนน้ำใจช่วยเหลือของครอบครัวเธอในคราวนั้น จะซุกซ่อนความสามารถอันน่าประหลาดใจครั้งใหญ่ไว้ให้เขาได้ทึ่งขนาดนี้!