เช้าวันรุ่งขึ้น ในครัวเล็ก ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อสัตว์อสูรย่างไฟ ราดด้วยน้ำซุปข้นที่เคี่ยวจากสมุนไพรป่า ไป๋เหยียนอวี่จัดจานอย่างตั้งใจ ตักข้าวร้อน ๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ยกมาให้ลูกทั้งสองพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
หลี่เซียนเซียนนั่งแกว่งขา ดวงตาเป็ประกาย นางตักเนื้อเข้าปากคำแล้วคำเล่า แก้มตุ่ย ตาโต แล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ท่านแม่..เนื้ออันนี้อาหย่อยที่สุดในโหรกเลยเ้าค่ะ”
หลี่เซ่าหยางยังคงเงียบ แต่ข้าวในถ้วยของเขาก็พร่องลงรวดเร็ว จนคนเป็แม่แอบยิ้มเงียบ ๆ อย่างอุ่นใจ
หลังมื้อเช้าจบลง ไป๋เหยียนอวี่ลูบหัวลูกสาวแล้วหันมาถามเบา ๆ
“วันนี้แม่จะเอาสัตว์อสูรไปขายในเมือง...พวกเ้าอยากไปกับแม่ไหม?”
หลี่เซียนเซียนตาโตทันที พยักหน้าหงึก ๆ “ข้าอยากไปน้า ท่านแม่ ข้ายังมะเคยเข้าเมืองเลยเ้าค่ะ”
นางฟังแล้วก็อดรู้สึกะเืใจไม่ได้ เด็กสองคนนี้ ั้แ่เกิดมายังไม่เคยได้ออกไปเห็นโลกข้างนอกเหมือนเด็กทั่วไปเลย
นางลูบหัวลูกสาวเบา ๆ ก่อนพยักหน้าให้เซ่าหยาง ซึ่งแม้จะยังไม่ตอบ แต่มือเล็ก ๆ ก็หยิบถุงสะพายของตัวเองขึ้นมาเงียบ ๆ
นางตั้งใจไว้แล้ว หลังขายเนื้ออสูรเสร็จ จะซื้อของกินเข้าบ้าน และชุดใหม่ให้ลูกทั้งสอง อย่างน้อย... ก็ทำให้ชีวิตเล็ก ๆ ของพวกเขา ได้รู้จักคำว่า “ความสุข” บ้าง ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ อย่างอดทน
โชคดีที่บ้านหลังนี้ยังพอมีเกวียนลาเก่า ๆ อยู่คันหนึ่ง ถึงแม้ตัวเกวียนจะผุพังไปบ้าง ไม้บางส่วนจะซีดจางด้วยกาลเวลา แต่โครงสร้างโดยรวมยังมั่นคง แข็งแรงพอใช้งานได้ เกวียนเล่มนี้เป็ของที่สามีของเ้าของร่างเดิมเคยซื้อไว้แต่ที่น่าแปลกก็คือ คราวนี้เขากลับไม่ได้เอามันติดตัวไปตอนเดินทางดั่งเช่นเคย
ไป๋เหยียนอวี่กวาดตามองเกวียนและเ้าลาตัวผู้ที่ผูกอยู่ใต้ต้นไม้ มันยืนพิงตัวกับเสาไม้ ดูอ่อนแรง ไม่ต่างจากสัตว์แก่ที่ถูกหลงลืม
'สงสัยที่สามีของเ้าของร่างนี้ไม่เอามันไปด้วย คงเพราะมันใกล้หมดสภาพ' ไป๋เหยียนอวี่ครุ่นคิดในใจ
แต่ทันใดนั้น นางนึกถึง "น้ำวิเศษ" ในมิติของเหลวใสบริสุทธิ์ที่นางเคยดื่มไปเพียงน้อยนิด แต่กลับฟื้นฟูพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์
'ในเมื่อมันช่วยคนได้...ทำไมจะช่วยเ้าลาตัวนี้ไม่ได้'
ไป๋เหยียนอวี่บรรจงหยดน้ำในมิติผ่านทางปลายนิ้วลงในถังน้ำที่เตรียมไว้เพียงไม่กี่หยด น้ำใสบริสุทธิ์ก็แผ่รัศมีเย็นเยียบ สะอาดจนดูกระจ่างใสผิดธรรมชาติ
"มากินเสียหน่อยเถิด เ้าลาเฒ่า"นางดันถังน้ำเข้าไปใกล้
ลาตัวนั้นตอนแรกเพียงเหลือบตามองเฉย ๆ แต่แล้ว...กลิ่นหอมบางอย่างก็ทำให้มันขยับตัวเข้ามาเพียงแค่ริมฝีปากแตะน้ำ มันก็กระดกกินอย่างเอร็ดอร่อยเสียงซู้ดน้ำดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหยดสุดท้ายของน้ำในถังหมดลง
เพียงครู่เดียว เ้าลาตัวเดิมที่ดูอิดโรยกลับยกหัวขึ้นสูงหูตั้งชัน ขนตามตัวที่เคยหยาบกร้านกลับเงาขึ้นเล็กน้อยขาทั้งสี่ข้างขยับอย่างกระฉับกระเฉงมันสะบัดหางเบา ๆ ก่อนจะก้าวเดินไปมาอย่างคล่องแคล่ว
ไป๋เหยียนอวี่มองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบา ๆ เกวียนนี้จะกลายเป็พาหนะของนางอีกครั้ง ร่างบางลากเกวียนลาออกมาหน้าบ้านเพื่อจัดเรียงของไปในเมือง
ระหว่างจัดวางเสื้อสัตว์อสูรใส่เกวียน ไป๋เหยียนอวี่ก็หันไปถามเด็กด้วยความใคร่รู้
“ท่านพ่อของพวกเ้า... ไปเมืองบ่อยหรือไม่?”
หลี่เซ่าหยางที่กำลังจัดที่นั่งเงยหน้าขึ้น “เดือนละครั้งขอรับ ท่านแม่ ไปแต่ละทีก็อยู่ 2-3 วัน...แล้วค่อยกลับเรือนขอรับ”
คำตอบนั้นไม่ได้แปลก แต่ก็ไม่ธรรมดาในสายตาคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะถามต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก
“แล้วเหตุใดคราวนี้... เขาถึงไม่เอาเกวียนลาไปด้วยล่ะ?”
หลี่เซียนเซียนตอบแทนอย่างร่าเริง “พอดีมีสะหายของท่านพ่อมายับเ้าค่ะ~ ใช้รถม้าคันหย่ายเยยเ้าค่ะ”
ไป๋เหยียนอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แต่ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลก ๆ
‘สหาย? ใช้รถม้าคันใหญ่? ทั้งที่บ้านเรายังลำบากอยู่แท้ ๆ?’
...หรือว่า เขามีอะไรปิดบังอยู่? นางไม่ได้พูดความคิดในใจออกมาเพียงแค่จัดของให้เรียบร้อยแล้วพาลูกทั้งสองขึ้นเกวียน
เกวียนไม้คันเล็ก ๆ ถูกเทียมไว้หน้าบ้าน พวกเขานั่งเรียงกันบนเบาะฟาง สองพี่น้องนั่งเบียดกันใต้ผ้าคลุมเก่า ในขณะที่เกวียนเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ไปตามถนนดินของหมู่บ้าน
ทันใดนั้นเสียงกระแนะกระแหนดังแว่วตามหลัง “นังตัวี้เีจะพาลูกเข้าตัวเมืองหรือ? ไม่กลัวเขาไล่ออกมาเรอะ?”
“เมื่อวานยังเห็นทุ่มเ้าอี้ชานลงดินอยู่เลย” แต่ไป๋เหยียนอวี่กลับไม่หันไปมอง นางเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วดึงผ้าคลุมให้ลูกทั้งสองแน่นขึ้น
สายตาจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้า... ที่เริ่มทอดยาวไปสู่ตัวเมืองข้างหน้า
ไม่ถึงชั่วยาม เกวียนลาก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านแนวทุ่งเข้าสู่ประตูเมืองหนานอวิ๋น แม้ไม่ใช่เมืองหลวงใหญ่โต แต่มันก็เต็มไปด้วยผู้คน ร้านรวง และเสียงจอแจที่พลุกพล่าน
สองข้างทางเรียงรายด้วยร้านค้าเล็กใหญ่ มีทั้งแผงขายขนม ขายผลไม้ ผ้าผืน เครื่องเรือน ไปจนถึงน้ำมัน ยา และอาวุธ ทั้งหมดผสานกันเป็ความมีชีวิตชีวาที่ทั้งคึกคักและวุ่นวาย
หลี่เซียนเซียนตาโตั้แ่ยังไม่ทันเข้าเขตตลาด นางโผล่หน้าออกจากผ้าคลุม มองทุกสิ่งราวกับโลกใหม่
“ท่านแม่.. นั่นคืออะไลอะเ้าคะ..หนมนั่นมีแสงด้วย” นางชี้ไปทางขนมหวานที่โรยผงน้ำตาลแล้วสะท้อนแสงแดดวิบวับ
ส่วนหลี่เซ่าหยาง แม้จะเงียบกว่า แต่ดวงตาก็คอยสังเกตไปทั่ว บางครั้งก็ชำเลืองมองคนที่เดินสวนมาอย่างระแวดระวัง เป็นิสัยเดิมของเด็กน้อยที่ยังไม่จาง
ไป๋เหยียนอวี่จอดเกวียนไว้ในเขตจอดสัตว์ตรงมุมเมือง นางปลดตะกร้าเนื้อจากหลังเกวียน ก่อนจะสะพายไว้ด้านหลัง จากนั้นก็หันไปยื่นมือให้ลูกทั้งสอง โดยไม่พูดอะไร หลี่เซียนเซียนรีบคว้ามือผู้เป็แม่ทันที หลี่เซ่าหยางแม้ลังเลไปครู่หนึ่ง... แต่สุดท้ายก็วางมือลงบนฝ่ามือนางอย่างช้า ๆ
นางจูงเด็กทั้งสอง เดินไปยังตรอกด้านข้างที่มีป้ายไม้เขียนว่า “ตลาดรับซื้อวัตถุดิบสัตว์อสูร” เมื่อมาถึง นางวางตะกร้าเนื้อลงบนโต๊ะไม้หน้าร้าน
พ่อค้าหนุ่มที่กำลังตรวจของหันมามอง ในสายตาเขามีแววประหลาดใจ หญิงสาวตัวเล็กๆ กับเด็กสองคน…แต่กลับขนเนื้ออสูรเต็มตะกร้ามาได้
“เ้าเป็คนล่าเอง?” เขาถามเสียงต่ำ แต่มีแววประเมิน
ไป๋เหยียนอวี่ไม่ตอบตรง ๆ นางเพียงเปิดตะกร้า เผยให้เห็นเนื้อสัตว์อสูร ที่เต็มไปด้วยพลังปราณ “ฝีมือธนูแบบนี้... ข้ายังไม่ค่อยเจอในเหล่าสตรีมากนัก” เสียงหัวเราะของเขาสั้นและจริงใจ ก่อนจะรีบยกตะกร้าไปชั่งน้ำหนักด้วยความกระตือรือร้น
เพียงไม่นาน เขากลับมาพร้อมถุงเงิน “ทั้งหมดแปดตำลึงเงิน กับเศษอีกสามอีแปะ” บุรุษผู้นั้นยื่นให้โดยไม่แม้แต่จะต่อรอง
“ฝีมือแบบเ้า ถ้าได้สัตว์อสูรมาอีก ลองแวะมาที่ร้านข้า ข้ารับไม่อั้น”
ไป๋เหยียนอวี่รับเงินด้วยสีหน้านิ่งแต่ในใจกลับโล่งขึ้นอย่างเงียบงัน อย่างน้อย... มื้อนี้และของใช้ในบ้าน ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
หญิงสาวรับเงินไว้แน่น แล้วหันกลับไปหาลูก ๆ “ไปเถอะ เราไปซื้อของกัน”
“ท่านแม่... เยาจะไปที่หนายยือเ้าคะ?” เสียงเซียนเซียนเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายระยิบ
นางหันมายิ้มเบา ๆ “แม่จะพาพวกเ้าไปซื้อชุดใหม่กัน”
เพียงได้ยินคำว่า "ชุดใหม่" เซียนเซียนตัวน้อยก็ตบมืออย่างดีใจ ส่วนผู้เป็พี่ชายแม้ยังเงียบ แต่ก็ลอบมองเสื้อผ้าในร้านด้วยแววตาเป็ประกายไม่แพ้กัน
ไป๋เหยียนอวี่เลือกชุดใหม่ให้ลูกทั้งสองด้วยความตั้งใจ ผ้าลินินเนื้อนุ่มสีฟ้าหม่นสำหรับหลี่เซ่าหยาง ดูเรียบร้อยและคล่องตัว เหมาะกับเด็กชายที่เริ่มโตและขี้ระแวงอยู่เสมอ
ส่วนหลี่เซียนเซียน เด็กน้อยผู้สดใสร่าเริง นางได้ชุดผ้าฝ้ายสีพีชอ่อนแต่งลายดอกไม้เล็ก ๆ พอเด็กหญิงลองสวม คนขายยังเอ่ยชมเสียงใสว่าชุดนี้เหมือนเกิดมาเพื่อเซียนเซียนโดยเฉพาะ
ไป๋เหยียนอวี่ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ก่อนจะเลือกชุดให้เด็ก ๆ เพิ่มอีกคนละสองสามชุด เพื่อให้เพียงพอสำหรับฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน
จากนั้นนางจึงหันไปเลือกของตนเอง ไม่ใช่ผ้าแพรหรูหรา นางเลือกเพียงชุดเรียบง่ายสีอ่อน เนื้อผ้านุ่มและสวมใส่สบาย เหมาะสำหรับใช้ชีวิตในเมืองเล็ก ๆ โดยไม่สะดุดสายตาผู้ใด
...ส่วนของสามีน่ะหรือ? ดวงตานิ่งสงบของไป๋เหยียนอวี่แม้ไม่แสดงอารมณ์ แต่กลับเ็าอย่างเห็นได้ชัด
นางไม่แม้แต่จะเหลือบตามองไปยังชุดบุรุษแม้เพียงชั่วขณะ ชายผู้นั้น...ผู้ที่ไม่เห็นค่านางในวันนั้น วันนี้…ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปรากฏในความคิดของนางเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่กำลังจะจ่ายเงิน หญิงสาวเหลือบไปเห็นหมวกใบหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อบดบังใบหน้าของเช่นนี้ อาจจำเป็ในวันที่ไม่อยากให้ใครจดจำใบหน้าได้
ในวินาทีนั้นเอง นางพลันนึกถึงผักสมุนไพรในมิติ สมุนไพรหายากที่มีค่าเหนือเงินทองในโลกนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะนำออกมาแลกเปลี่ยนได้ตามใจ
'เอาหมวกใบนี้เพิ่มอีกใบดีกว่า...' นางคิดในใจ ก่อนหยิบมันวางลงบนโต๊ะคิดเงิน
หลังจากชำระเงินเรียบร้อยนางก็พาลูกทั้งสองไปเปลี่ยนชุดที่มุมแต่งตัวหลังร้านทันที หลี่เซียนเซียนยิ้มจนแก้มตุ่ย หมุนตัวเล็ก ๆ หนึ่งรอบ พลางถาม
“ท่านแม่... เซียนเซียนเหมือนฉาวน้อยในนิดทานรึเปล่าอะเ้าคะ” นางยิ้มบาง ลูบผมนุ่มของลูก
“เ้าน่ารักกว่านั้นอีก”
สำหรับเด็กชายตัวน้อยแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่เมื่อคนเป็แม่ช่วยจัดปกเสื้อให้ เขาก็ยืนนิ่ง ไม่ขัดขืน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เมื่อลูกทั้งสองแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมไป๋เหยียนอวี่ก็หันไปมองพวกเขาอีกครั้งความภาคภูมิใจเงียบ ๆ
“เวลาเดินในเมือง จะได้ไม่มีใครกล้ารังเกียจลูกของแม่อีก”
นางพาเด็กทั้งสองไปยังร้านขายของแห้ง เพื่อซื้อข้าวสาร แป้ง เกลือ พริกแห้ง และเครื่องปรุงที่จำเป็หลายห่อใหญ่ของมากเสียจนหลี่เซียนเซียนอดถามไม่ได้
“ท่านแม่... เราจะขนของพวกนี้หมดเหยอเ้าคะ? เกวียนของเยาก็เล็กนิ๊ดเดียวง่า”
ไป๋เหยียนอวี่หัวเราะเบา ๆ ลูบผมนางอย่างเอ็นดู “พวกเ้าไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าเราจัดวางดี ๆ ก็ขนได้หมดนั่นล่ะ”
เมื่อเด็กทั้งสองขึ้นนั่งรอในเกวียน นางก็อาศัยจังหวะเงียบ ๆ ลอบย้ายของบางส่วนเข้ามิติผ่านแหวนที่นิ้ว เพียงอึดใจเดียว สินค้าเกือบครึ่งก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงกองเล็ก ๆ ที่วางในเกวียนอย่างพอดีและไม่สะดุดตา
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงหันกลับมาหาลูกทั้งสอง เอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พวกเ้าหิวกันหรือยัง? ... เดี๋ยวแม่พาไปกินของอร่อย ๆ ที่โรงเตี๊ยมกัน”
ดวงตาทั้งสองคู่เป็ประกายทันที หลี่เซียนเซียนพยักหน้ารัว ๆ อย่างดีใจ แม้แต่หลี่เซ่าหยางที่มักสงวนท่าที ก็เผลออมยิ้มจาง ๆ ขณะกระชับถุงสะพายของตัวเองแน่นขึ้น
และในเช้าวันนั้น ความอบอุ่นของคำว่า "ครอบครัว" ก็เริ่มหยั่งรากลึกลงไปในใจเด็กทั้งสองทีละน้อย... โดยไม่รู้ตัว

ยัยน้องพอได้เงินปุ๊บ ก็เข้าสู่โหมด แม่สายเปย์แห่งปี ทันทีแปดตำลึงสามอีแปะ
ไม่ทันอุ่นกระเป๋า ก็ละลายหายไปกับชุดใหม่ลูกสาว,เสื้อผ้าลูกชาย,ของกินของใช้
และหนึ่ง “หมวกปิดหน้าแต่เปิดความคูล” ของแม่มาลุ้นกันตอนหน้านะคะ
น้องจะได้เจอคุณสามีแล้ว กลิ่นอายโชคชะตาเริ่มลอยมาแล้วค่ะทุกคน~
มาลุ้นกันค่ะ ว่าทั้งคู่จะเจอกันในสภาพไหน