คิมหันต์กับก๊วนปราบผี!

    ตอนที่ 4 ความลับของเพื่อนร่วมห้อง

    วันนี้เป็นวันที่สองของการเปิดเทอม คิมหันต์มาโรงเรียนเช้าเหมือนเดิมแต่ว่าก็ไม่ได้เช้าเหมือนวันแรกเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆทำให้เธอตื่นช้ากว่าปกติเล็กน้อย

    “ คาบโฮมรูมวันนี้ไม่มีอะไรมาก จะให้นักเรียนออกมาจับฉลากเลือกที่นั่งกันนะจ๊ะ” ครูประจำชั้นพูดพร้อมกับหยิบกล่องสำหรับจับฉลากมาตั้งไว้บนโต๊ะแล้วให้นักเรียนต่อแถวกันจับฉลาก

    หลังเสร็จสิ้นการจับฉลากนั้นมีทั้งคนที่ดีใจและคนที่แอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้นั่งข้างเพื่อนตัวเอง ยกเว้นเด็กสาวผมสีน้ำตาลคนนี้เพราะผลที่ออกมานั้นก็คือ คิมหันต์ได้ที่นั่งริมหน้าต่างโดยข้างขวาเป็นไพลินส่วนด้านหลังของเธอเป็นซูซาคุ

    เด็กสาวถึงกับเหงื่อตกเพราะด้วยท่าทางนักเลงของซูซาคุไหนจะยังเป็นที่หมายปองของสาวๆทั้งห้องอีก นี่มันเวรกรรมอะไรของเธอเนี่ย เจ้าตัวกรีดร้องอยู่ภายในใจ

    เวลาได้ล่วงไปจนถึงพักเที่ยง ทันทีที่เสียงออดดังขึ้นเตือนว่าหมดคาบเรียนแล้ว เด็กสาวรีบเก็บหนังสือเรียนเข้าใต้โต๊ะเพราะเธอตั้งใจไว้แล้วว่ายังไงวันนี้ก็จะต้องชวนเพื่อนร่วมห้องที่คุยกันเมื่อวานไปกินข้าวด้วยกันให้ได้

    “ ไปกินข้าว ---“

    “ รีบไปข้าวกันเถอะเดี๋ยวโรงอาหารคนจะเต็มเอานะ !”

    คิมหันต์ที่พูดไม่ทันจะครบประโยคก็โดนเพื่อนคนอื่นในห้องตัดหน้าไปเสียก่อน เด็กสาวลดมือที่กำลังจะทักเพื่อนคนนั้นลง ดวงตาสีม่วงของเธอก้มมองกับพื้นด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

    สุดท้ายเราคงต้องไปคนเดียวอีกแล้วสินะ ..

    เจ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองนั่งซึมอยู่นานแค่ไหนรู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องเธอ เด็กสาวค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาของเธอและบุคคลที่มาจ้องเธอนั้นประสานกัน ทำให้เธอตกใจเล็กน้อยแล้วรีบหันไปมองทางอื่น

    คนตรงหน้าของเธอคือเด็กหนุ่มสุดฮอตของโรงเรียนที่มีนามว่า มินาโมโตะ ซูซาคุ

    “ ไปไหม ยัยบื้อ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

    “ ปะ .. ไปไหนหรอ ?” เด็กสาวถามด้วยความสงสัย แต่เมื่อกี้เธอคงไม่ได้คิดไปเองแน่ๆว่าคนตรงหน้าเขาเรียกเธอว่า ยัยบื้อ

    “ ก็ไปกินข้าวน่ะสิ ถามมาได้ เอาไงไปไม่ไป ? มัวแต่นั่งบื้ออยู่นั่นแหละ น่าหงุดหงิดชะมัด !” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

    “ เอ๊ะ ? อะ .. เอ่อ ไปค่ะ” เธอตอบเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาตามประสาคนไม่ค่อยมั่นใจตัวเองสักเท่าไหร่ แต่การที่เธอทำแบบนี้กลายเป็นว่าทำให้ซูซาคุนั้นรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก

    “ ฉันไม่ได้ยิน พูดให้ดังกว่านี้ !!”

    “ ปะ .. ไปค่ะ !!” คิมหันต์ที่ตกใจเสียงของซูซาคุรีบตอบกลับเสียงดัง

    “ ดีมาก ! ทีหลังหัดพูดให้ดังกว่านี้หน่อย ไม่ใช่มามัวแต่อ้ำอึ้ง คนอื่นเขาไม่ได้ยินหรอกนะ จำไว้ด้วย” จากตอนแรกที่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใส่เด็กสาวตอนนี้เด็กหนุ่มกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

    “ ส่วนเธอก็ตื่นได้แล้วนะ นอนอยู่นั่นแหละ !” เขาหันมาปลุกเพื่อนสาวที่นอนราบไปกับโต๊ะ

    “ นายเล่นเสียงดังขนาดนั้นใครมันจะไปทนหลับต่อได้” ไพลินลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินนำทั้งสองไปก่อน

    “ เอ้า ตามมาสิ ถ้าโรงอาหารไม่มีที่นั่ง ฉันจะโทษเธอ ยัยบื้อ”

    “ อะ อืม”

    เด็กสาวเดินตามเพื่อนร่วมห้องทั้งสองของเธอไป เขาจ้องแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังเดินเถียงกับไพลิน ก่อนจะคิดในใจว่า แสดงว่าเขาคงเห็นสินะถึงได้พูดแบบนั้น ถึงจะดูน่ากลัวไปบ้างแต่ดูท่าแล้วคงจะเป็นคนดีแหละนะ


    โรงอาหาร


    พอทุกคนเดินมาถึงโรงอาหารไพลินอาสาไปจองที่นั่งให้เพราะเนื่องจากไม่อยากไปต่อคิวซื้ออาหารเธอจึงไหว้วานให้ซูซาคุซื้อให้ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ยอมพร้อมกับทำท่าทางหงุดหงิด

    คิมหันต์ที่เห็นดังนั้นเลยรับหน้าที่ไปซื้อให้เองจึงตกลงกันได้ เมื่อซื้ออาหารกลางวันเสร็จแล้วทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปหาไพลินที่กำลังโบกมือเรียก

    “ ตอนนี้เธอมีกลุ่มยัง ยัยบื้อ ?” ซูซาคุที่กินข้าวเสร็จแล้วเอ่ยถามเด็กสาวผมน้ำตาลที่นั่งอยู่ตรงข้าม

    “ ยังไม่มี แล้วฉันก็ชื่อ คิมหันต์ ไม่ใช่ ยัยบื้อ” ดูเหมือนว่าคิมหันต์จะเริ่มชินกับซูซาคุขึ้นมานิดหน่อยแล้วเธอจึงพูดจาตามปกติออกไปซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเด็กสาว

    “ งั้นมาอยู่ด้วยกันสิ ครบ 3 คนพอดี ง่ำ” ไพลินพูดพลางใช้ส้อมของตนไปจิ้มลูกชิ้นในจานของเพื่อนชายกินหน้าตาเฉยพร้อมกับเคี้ยวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

    โห ท่าจะชอบมากเลยนะเนี่ย คิมหันต์ที่สังเกตใบหน้าของไพลินคิดในใจ

    “ แล้วเธอจะมาแย่งฉันกินทำไมเนี่ย ! ของตัวเองก็กินไปแล้วแท้ๆ”

    “ ขี้งกจังเลยนะ ~” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆต่างกับเด็กหนุ่มที่พร้อมจะกินหัวเธอทันทีถ้าแย่งเขากินอีก

    “ เฮ้อ แล้วสรุปยังไง ? ตกลงมั้ย” เขาถอนหายใจกับการกระทำของเพื่อนสาวก่อนจะหันมาทวงคำตอบกับเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่ดูเหมือนจะกำลังคิดอะไรอยู่

    “ อยู่สิ ! อยู่แน่นอน ! ขอบใจทั้งคู่มากเลยนะที่ชวนฉัน” ทันที่เด็กหนุ่มพูดจบ คิมหันต์ก็ตอบรับทันทีพร้อมกับมองพวกเขาด้วยแววตาซาบซึ้ง