จิ่งเยี่ยนกุยใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปพลางถามว่า “ฉันว่าพวกเราไม่เหมือนกันนะ ฟางเสียนจือ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”
เธอจิ้มลงไปตรงบริเวณขาของเขาที่มีรอยฟกช้ำดำเขียว การจิ้มแบบนี้ต้องเจ็บแน่ๆ แต่ทว่าเขากลับทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “รู้สึกดีมาก”
จิ่งเยี่ยนกุยมองสบสายตาที่เหมือนจะยิ้มแต่ไม่คล้ายยิ้มของเขา เธอรู้สึกว่าเขาช่างเป็พวกชอบหาเื่เจ็บตัว จึงทำเสียงฮึดเบาๆ แล้วพูดว่า “งั้นทนเอาหน่อยแล้วกัน!”
ในขณะนั้นเอง เจียงอี่โหลวถือแก้วกระเบื้องเคลือบสีขาวขึ้นมา รินน้ำผสมน้ำตาลทรายขาวลงไป แล้วยื่นให้เธอ “อากาศร้อน ดื่มน้ำก่อนนะ!”
ในยุคนี้ น้ำตาลผสมน้ำเป็เครื่องดื่มที่ใช้ต้อนรับแขกคนสำคัญ
จิ่งเยี่ยนกุยรับแก้วน้ำมาแล้วกล่าวขอบคุณ แต่จริงๆ แล้วเธอไม่อยากจะดื่มน้ำเลย น้ำรสหวานแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบนัก
วันนี้ฟางเสียนจือได้บรรลุเป้าหมายแล้ว เมื่อเจียงอี่โหลวยืนอยู่ตรงนี้ เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ และพูดว่า “น่าอัศจรรย์มากจริงๆ ครับ หลังจากที่เยี่ยนกุยช่วยนวดให้ ผมก็รู้สึกดีขึ้นมากเลย ไม่ปวดเท่าเมื่อก่อนแล้ว ขอบคุณนะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองเขาไปแวบหนึ่ง เธอรู้สึกว่าถึงแม้เขาจะเอาแต่ใจ เขี้ยวลากดิน และหน้าไม่อายไปหน่อย แต่ก็ดูเหมือนจะรู้จักหยุดในเวลาที่พอดี
แถมเธอยังเข้าใจแล้วว่าวันนี้ที่เขาเรียกเธอมานวดขาให้นั้นเป็แค่ข้ออ้าง ที่จริงเขาแค่อยากจะคุยกับเธอ
เธอหัวเราะกลบเกลื่อน “แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องเกรงใจค่ะ”
“พวกเราเป็คนกันเอง ไม่จำเป็ต้องเกรงใจจริงๆ นั่นแหละ” ฟางเสียนจือพูดพลางค้างยิ้มบางนั้นไว้ “เพราะงั้นพรุ่งนี้ก็ต้องรบกวนเธออีกแล้ว อ้อ ใช่แล้ว พรุ่งนี้ว่างไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุย “… ”
นี่เขาตั้งใจจะนัดเธอต่อหน้าแม่ของเขาเลยเหรอ? เขาทำแบบนี้ดีแล้วเหรอ?
เจียงอี่โหลวพูดขึ้นว่า “เยี่ยนกุย ขาของเสียนจือคงต้องรบกวนหนูด้วยนะ พรุ่งนี้ที่บ้านจะยุ่งหน่อย ฉันอาจจะไม่มีเวลาไปรับหนู หนูมาเองได้ไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยกำลังจะปฏิเสธ แต่เจียงอี่โหลวก็พูดต่อไปว่า “ถ้าหนูรู้สึกไม่สะดวก งั้นพรุ่งนี้ฉันจะหาเวลาไปรับหนูที่บ้านป้าหยางก็แล้วกัน”
จิ่งเยี่ยนกุยกระแอมไอเบาๆ แล้วพูดว่า “คุณป้าเจียง ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ พรุ่งนี้หนูมีธุระ อาจจะมาไม่ได้ ตอนนี้ที่บ้านหนูยังมีธุระเหมือนกัน ขอตัวกลับก่อนนะคะ”
เธอพูดจบก็หันหลังเดินจากไป เจียงอี่โหลวกลับรู้สึกสนใจ จึงหันไปมองฟางเสียนจือแล้วพูดว่า “เ้าลูกชาย ดูเหมือนว่าลูกสาวบ้านเขาจะไม่สนใจแกนะ!”
ฟางเสียนจือรู้สึกกลัดกลุ้มในใจเช่นกัน รู้สึกว่าแม่ของเขานี่ช่างเก่งเื่พูดซ้ำเติม จึงตอกกลับไป “จะเป็ไปได้ยังครับ เธอเป็ผู้หญิงขี้อายเลยต้องสงวนท่าทีนิดหน่อย”
แต่เดิมเจียงอี่โหลวคิดว่าเมื่อตระกูลฟางแสดงท่าทีเข้าหา จิ่งเยี่ยนกุยก็คงจะเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่มักจะพุ่งเข้าใส่ แต่เธอกลับไม่ได้ทำตัวไร้สติแบบนั้น กลับปฏิเสธการแสดงท่าทีของตระกูลฟางด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ เจียงอี่โหลวจึงรู้สึกประทับใจในตัวจิ่งเยี่ยนกุยมากขึ้นไม่น้อย
ความจริงแล้ว ในวันนี้เจียงอี่โหลวมีความคิดอยากจะลองหยั่งเชิงอยู่ภายในใจ ถึงแม้สิ่งที่จิ่งเยี่ยนกุยแสดงออกมาในวันนี้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือว่าผ่าน
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เลยว่าการปฏิเสธของเธอกลับทำให้ผ่านการทดสอบของเจียงอี่โหลวไปฉลุย วันนี้ที่เธอมาก็เพราะอยากจะพูดกับฟางเสียนจือให้ชัดเจน ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ ก็ไม่จำเป็ต้องหมั้นหมายกัน
แต่หลังจากที่ได้เสวนากันวันนี้ เธอกลับรู้สึกกลุ้มใจยิ่งกว่าเดิม รู้สึกว่าวันนี้เหมือนถูกเขาล่อลวงซะแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านเก่า เธอก็สะบัดหัวไล่ความคิดนี้ออกไป เธอย้อนกลับมาเกิดใหม่ก็มีเื่ที่ต้องให้ทำเยอะแยะ มีคนเลวๆ ตั้งมากมายที่ต้องจัดการ ส่วนเื่ของเธอกับฟางเสียนจือก็ปล่อยให้เป็ไปครรลองของมัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
หยางหว่านซิ่วเห็นเธอกลับมาก็แค่ยิ้มให้ และไม่ได้ถามด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านตระกูลฟางบ้าง ส่วนตัวเธอกลับรู้สึกเขินอายจากรอยยิ้มคุณย่า
วันต่อมาบังเอิญเป็วันที่มีตลาดนัด จิ่งเยี่ยนกุยตัดสินใจออกไปดูว่ามีธุรกิจอะไรที่สามารถทำได้บ้าง ไม่ว่าเธอจะ้าลงโทษคนในตระกูลจิ่ง หรือ้าแยกตัวออกจากตระกูล ต่างก็ต้องก่อร่างสร้างตัวเองให้แกร่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็ยุคไหน ความเข้มแข็งก็หนีไม่พ้นเื่ของเงินเสมอ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เธอต้องทำเป็อันดับแรกในตอนนี้คือ การหาเงิน
แต่ในมือของเธอมีเงินเพียงสิบหยวนที่คุณย่าให้มาเท่านั้น ทุนน้อยขนาดนี้ แถมเธอก็ไม่มีความสามารถในการแบกรับความเสี่ยง เพราะอย่างนั้นธุรกิจที่ทำก็ต้องมั่นคงปลอดภัย
เธอเดินวนไปในตลาดนัด แล้วพบว่ากำลังซื้อของคนชนบทในยุคนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ ไม่มีธุรกิจอะไรที่เหมาะให้ทำเลย
เธอมาทบทวนจุดแข็งของตัวเองอีกครั้ง เธอเองก็มีความสามารถอยู่ไม่น้อย สิ่งที่เก่งกาจที่สุดแน่นอนว่าเป็ความสามารถทางการแพทย์ของเธอ แต่จะใช้ความสามารถนี้ในการหาเงินอย่างไรนั้น เธอคิดว่าต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ยังเด็กเกินไป และยังไม่มีประวัติว่าเคยเรียนแพทย์มาก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าเธอมีฝีมือทางด้านนี้ที่ล้ำเลิศ
และเื่เรียนหนังสือก็ไม่ได้แค่พูดเล่นๆ ต่อหน้าหยางหว่านซิ่ว แต่เธอตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ เพียงแต่ว่าเมื่อจบแต่ละภาคเรียน หลิวชุนฮวาจะขายหนังสือเรียนของเธอทั้งหมดให้กับคนรับซื้อของเก่า ถ้าเธออยากจะเรียนก็ต้องหาหนังสือเรียนให้ครบเสียก่อน
เส้นทางที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้น ช่างขรุขระเต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน
เธอวางแผนจะเสี่ยงดวงไปดูที่ร้านขายหนังสือเก่าในตลาดนัด เผื่อว่าจะหาซื้อหนังสือเรียนที่้าได้
เพิ่งเดินไปได้ครึ่งทาง เธอก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งมุงกันอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนจะมีใครบางคนเป็ลมอยู่
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ใช่คนชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน แต่ชาติที่แล้วเธอเป็หมอ เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็มิอาจนิ่งเฉยได้
เธอรีบแหวกฝูงชนเข้าไป ก็เห็นชายชราวัยประมาณเจ็ดสิบปีนอนอยู่บนพื้น ใบหน้าแดงก่ำ หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าฉายแววเ็ปยิ่ง เมื่อมองอย่างละเอียด ก็เห็นว่าขาของชายชราดูเหมือนจะเป็ตะคริว หน้าท้องยังเกร็งแน่น และเหมือนกำลังมีอาการชักกระตุก
เพียงแค่มองปราดเดียว เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่คืออาการของโรคลมแดดขั้นรุนแรง หรือก็คืออาการตะคริวจากความร้อนชนิดหนึ่ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการอาจจะลุกลามจนกลายเป็โรคลมแดด ซึ่งเป็อันตรายถึงชีวิตได้
จิ่งเยี่ยนกุยรีบขอให้คนที่อยู่รอบๆ ช่วยกันย้ายชายชราไปที่ร่มใกล้เคียง แล้วหยิบยาหม่องน้ำที่เธอพกไว้กันยุงมาทาที่หน้าผากและลำคอของชายชรา จากนั้นก็กดจุดฝังเข็มต่างๆ อย่างเช่นจุดเหรินจงที่อยู่ระหว่างปีกจมูกกับริมฝีปาก จุดเหอกู่บริเวณหลังมือระหว่างหัวแม่มือกับนิ้วชี้ และจุดเสินเหมินที่ข้อมือด้านใน
ขณะที่เธอกำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ เธอก็บอกให้คนรอบๆ ไปหาน้ำมาให้ชายชรา พร้อมกำชับพวกเขาให้ใส่เกลือลงไปด้วยเล็กน้อย
เมื่อเป็โรคลมแดดถึงขั้นเป็ตะคริว ผู้ป่วยจะขาดเกลือแร่ในร่างกาย การเพิ่มน้ำพร้อมใส่เกลือเล็กน้อยจึงเป็สิ่งที่เหมาะสมที่สุด
หลังจากที่เธอทำแบบนี้ไปได้สองถึงสามนาที ชายชราก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา แต่สติของเขาก็ยังเบลอๆ เมื่อน้ำมาถึง เธอจึงประคองชายชราขึ้นมาแล้วป้อนน้ำให้เขาดื่ม
ถ้ามีสือตีสุ่ย [1] หรือฮั่วเซียงเจิ้งชี่ [2] ก็จะเหมาะสมยิ่งกว่านี้ แต่ว่าในตลาดนัดไม่มีร้านขายยา จึงหาซื้อสิ่งของเหล่านี้ไม่ได้ ทำได้แค่ต้องใช้สิ่งที่มีไปก่อน
เธอนึกถึงน้ำจากลำธารภายในมิติของเธอ เธอเคยดื่มน้ำนั้นตอนที่อยู่ในมิติแล้วรู้สึกว่าหวานชื่นกว่าน้ำทั่วไปมาก และหลังจากดื่มแล้วยังรู้สึกสบายตัวกว่าเดิม เมื่อเธอรับชามมา ก็ใช้ปลายนิ้วชี้ข้างซ้ายแตะเบาๆ ที่ผนังด้านในของชาม ทันทีที่ขับเคลื่อนความคิด น้ำในลำธารก็ไหลลงในชามจากปลายนิ้วของเธอ
ที่นี่มีคนเยอะ แม้ว่าเธอจะทำอย่างลับๆ แต่ก็กลัวว่าอาจจะมีคนเห็น จึงใส่น้ำนั้นไปแค่ประมาณสิบห้ามิลลิลิตร
ชายชราที่ตอนนี้รู้สึกกระหายน้ำมาก จัดการซดน้ำเกลืออ่อนๆ ในชามจนหมดเกลี้ยงในครั้งเดียว หลังจากที่ดื่มน้ำแล้ว เขาก็รู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำอุ่นๆ มาหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในทั้งห้าที่แห้งผาก แล้วก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก
เชิงอรรถ
[1] สือตีสุ่ย (十滴水) เป็ยาที่มีสรรพคุณบำรุงม้ามและบรรเทาอาการร้อนใน
[2] ฮั่วเซียงเจิ้งชี่ (霍香正气) หมายถึงส่วนผสมหลักในตำรับยา และเจิ้งชี่หมายถึงการปรับสมดุลตามธรรมชาติของร่างกาย ยานี้สามารถแก้ไขโรคหรืออาการที่เกิดจากพลังชี่ที่ไหลเวียนผิดปกติ ั้แ่ปวดหัว ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ไปจนถึงประจำเดือน