อาหารค่ำส่งท้ายปีมื้อนั้นหาได้รื่นรมย์ไม่แม้บนโต๊ะจะเต็มไปด้วยของเลิศรส แต่พออันซิ่วเอ๋อร์ลิ้มลองกลับรู้สึกว่าจืดชืดไร้รสชาติ ไม่รับรู้รสใดๆ เลย
จนกระทั่งอูซื่อเอ่ยปากชวนไปดูงิ้วทุกคนถึงค่อยผ่อนคลายลงได้นับว่าหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่ต้องนั่งมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนไปได้ที
อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังชอบดูงิ้วอยู่บ้างตัวนางตัวพระบนเวที ต่างขับขานบทเพลงด้วยท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวานชวนเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก เพียงวาจาไม่กี่คำ ท่าทางไม่กี่ท่าก็ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตหนึ่งได้
คณะงิ้วนี้ย่อมไม่ใช่คณะงิ้วบ้านนอกจะเทียบได้ที่ต่างกันไม่ใช่เรื่องฝีมือ แต่เป็นเครื่องดนตรีที่หลากหลายกว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามกว่า และเสียงขับขานที่ไพเราะกังวานกว่า
แต่ไม่รู้เหตุใดครานี้อันซิ่วเอ๋อร์กลับดูงิ้วไม่สนุกเหมือนเคยในหัวพลันคิดถึงคำพูดของเย่จิ้งซูขึ้นมานางรู้สึกว่าเรื่องราววุ่นวายในจวนสกุลจางนี้ ช่างเหมือนละครโรงใหญ่ยิ่งกว่างิ้วตรงหน้าเสียอีก
นางฟังไปฟังมาก็เริ่มใจลอยโชคดีที่เมื่อกลางวันได้งีบไปบ้าง มิเช่นนั้น ป่านนี้นางคงเผลอสัปหงกไปแล้วเป็นแน่
พอคณะงิ้วลงเวทีก็ต่อด้วยการแสดงกายกรรมและมายากล ทางจวนเชิญนักแสดงชาวบ้านมาโดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นการแสดงพ่นไฟ กลืนดาบ และเสกคนหายตัว เป็นต้น
อันซิ่วเอ๋อร์กลับสนใจการแสดงเหล่านี้มากจ้องมองตาไม่กะพริบ นางคิดไม่ออกจริงๆ ว่าคนเราพ่นไฟจากปากได้อย่างไร?กลืนดาบเข้าไปได้อย่างไร? เมื่อครู่ยังเห็นคนอยู่ในหีบอยู่เลยพอเปิดออกมาอีกทีกลับหายตัวไปเสียแล้ว?
นางอดสงสัยไม่ได้ จึงหันไปถามจางเจิ้นอันแต่เขากลับส่ายหน้า ไม่ยอมบอก เพียงกล่าว "เจ้าดูเอาสนุกก็พอถ้าเฉลยออกมาก็หมดสนุกสิ"
"ก็จริงเจ้าค่ะนั่นเป็นวิชาหากินของเขา ท่านพี่พูดถูก รู้แต่ไม่พูดทำลาย" นางพยักหน้า จึงไม่เซ้าซี้ถามอีก หันไปตั้งใจดูการแสดงต่อ
พอถึงยามจื่อทั่วทั้งเมืองก็พลันคึกคักขึ้นมาเสียงประทัดดังสนั่นต่อเนื่อง ทางจวนสกุลจางก็เริ่มจุดดอกไม้ไฟเช่นกัน
อันซิ่วเอ๋อร์แหงนคอมองท้องฟ้าจางเจิ้นอันเห็นดังนั้นจึงจับมือนาง "ไปเถอะเราไปดูที่ลาน"
นางเดินตามจางเจิ้นอันออกไปยังลานหน้าเรือนบ่าวกำลังทยอยขนดอกไม้ไฟมาจุด บริเวณรอบๆ มีบ่าวหญิงชายยืนมุงดูกันเนืองแน่นอันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วก็ดึงจางเจิ้นอันกลับ
"ทำไมไม่เข้าไปเล่า?" จางเจิ้นอันถาม
"ถ้าเราเข้าไปพวกบ่าวก็ต้องวุ่นวายมาทำความเคารพ นานๆ ทีพวกเขาจะได้พักผ่อนเราอย่าไปรบกวนดีกว่า อย่างไรเสียเมื่อคืนเราก็ไปดูบนเขากันมาแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบ
จริงดังว่า หากพวกเขาเข้าไปพวกบ่าวคงเกร็งจนดูไม่สนุก จางเจิ้นอันไม่อยากขัดใจอันซิ่วเอ๋อร์ จึงพยักหน้า"ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามใจเจ้า งั้นเรากลับไปพักผ่อนกัน?"
"เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า ทั้งสองสบตากันรู้ใจแล้วจูงมือกันเดินกลับเรือนสดับไผ่
วันปีใหม่เป็นวันดีแต่ความหนาวเย็นก็ไม่ได้ลดน้อยลงตามไปด้วย ยิ่งดึก ลมเหนือยิ่งพัดแรงบนท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงดอกไม้ไฟสีแดงสาดส่อง เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาดุจขนนกอันซิ่วเอ๋อร์มองดู แล้วเอ่ยเบาๆ "หิมะตกแล้ว"
"นั่นสิ" จางเจิ้นอันกลัวนางหนาวจึงกางเสื้อคลุมของตนออก ห่มคลุมร่างนางไว้มิดชิดอันซิ่วเอ๋อร์ยืนชมเกล็ดหิมะต้องแสงไฟอยู่ครู่หนึ่ง พอรู้สึกหนาว จึงเริ่มออกเดินทั้งสองจึงเดินกลับเรือนสดับไผ่ด้วยกัน ท่ามกลางหิมะโปรย
รุ่งเช้าวันปีใหม่หิมะซึ่งตกมาตลอดคืนทำให้ลานบ้านขาวโพลนไปหมดโลกทั้งใบถูกห่มคลุมด้วยสีขาวราวปูด้วยเงินเหมือนของขวัญปีใหม่ที่ฤดูหนาวมอบให้ผืนดิน
น่าเสียดายที่เหล่าบ่าวไพร่พากันรีบออกมาแต่เช้ากวาดหิมะไม่ช้า พื้นดินก็เผยสีเดิมให้เห็น
อันซิ่วเอ๋อร์กับจางเจิ้นอันไปคารวะอูซื่อด้วยกัน ระหว่างทาง นางกลับแกล้งไม่เดินบนทางที่กวาดไว้แต่จงใจย่ำไปบนหิมะฟูๆ ให้เกิดเสียงกรอบแกรบ ทิ้งรอยเท้าเล็กๆ ไว้เป็นทางท่าทางยังสนุกไม่พอ
"ระวังหน่อยสิ อย่าให้ล้ม"จางเจิ้นอันประคองนางไว้ ยามนางทำตัวเช่นนี้เขามักรู้สึกว่านางยังเป็นอยู่ในวัยเยาว์ เป็นหญิงสาวบอบบางที่เขาต้องคอยทะนุถนอม
"มีท่านพี่อยู่ข้างๆข้าไม่ล้มหรอกน่า" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบพลางปล่อยมือจากเขาวิ่งเล่นไปบนหิมะคนเดียว
จางเจิ้นอันกลัวนางจะล้ม ได้แต่วิ่งไล่ตามพอเห็นเขาตามไม่ทัน อันซิ่วเอ๋อร์ก็หันมาทำหน้าทะเล้นใส่พลางหัวเราะคิกคัก
ขณะเขากำลังจะไล่ตามต่อ นางกลับหยุดเสียเฉยๆแล้วกลับเดินบนทางหินอย่างเรียบร้อย
จางเจิ้นอันเงยหน้ามองก็ถึงเรือนท่านแม่แล้ว
พอเห็นว่าเป็นจางเจิ้นอันกับอันซิ่วเอ๋อร์มาคารวะปีใหม่บ่าวในเรือนรีบเข้าไปแจ้ง อันซิ่วเอ๋อร์เตรียมอั่งเปามามากมายพอเจอบ่าวคนไหนก็ให้ซองแดงไปคนละซอง ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย
สีหน้าอูซื่อยังคงเรียบเฉยเหมือนเคยไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย อันซิ่วเอ๋อร์อดหวั่นใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นสีหน้าเช่นนี้
พอไปถึงเบื้องหน้าอูซื่อทั้งสองกล่าวคำอวยพร แล้วโค้งคารวะอย่างนอบน้อม อูซื่อพยักหน้ารับ ไม่พูดอะไรเพียงผายมือเป็นสัญญาณให้ทั้งสองนั่งลง
บ่าวข้างกายยกถาดขึ้นมา บนถาดมีห่อผ้าอ้วนๆสองห่อ อูซื่อหยิบมอบให้คนละห่อ แล้วจึงพยักเพยิดให้พวกเขานั่ง
ไม่ช้าเย่จิ้งซูกับจางเจิ้นผิงก็มาคารวะปีใหม่ อูซื่อก็มอบห่อผ้าให้คนละห่อแล้วให้พวกเขานั่งลงเช่นกัน
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าการมาคารวะปีใหม่ที่นี่ช่างเป็นไปตามแบบแผนคนที่นั่งอยู่คงไม่มีใครมีความสุขจากใจจริง แม้แต่คำพูดก็คงเตรียมกันมาอย่างดี
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่านั่งร่วมอยู่ที่นี่น่าเบื่อยิ่งกว่าอยู่ในห้องคนเดียวเสียอีกกว่าจะถึงมื้อเที่ยงอันน่าอึดอัด พอกินอาหารเสร็จนางกับจางเจิ้นอันก็ลากลับเรือนตน
พอกลับถึงเรือนจางเจิ้นอันก็ออกไปแจกรางวัลบ่าวไพร่ ส่วนอันซิ่วเอ๋อร์นั่งรอในห้องให้ป่านเซี่ยกับแม่นมฟู่นำบ่าวในเรือนมาคารวะปีใหม่
วันนี้วันปีใหม่ พวกบ่าวต่างก็ดูมีความสุขพวกนางตามป่านเซี่ยเข้ามาคารวะอันซิ่วเอ๋อร์อย่างนอบน้อม
อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มสั่งให้ป่านเซี่ยกับแม่นมฟู่แจกอั่งเปาบ่าวทุกคนที่เข้ามาคารวะต่างได้รับคนละซองตุงๆ ทำให้ทุกคนยิ้มแก้มปริอันซิ่วเอ๋อร์ยังให้หยุดงานช่วงบ่าย ให้ได้พักผ่อนอิสระหนึ่งวันทำให้รอยยิ้มบนหน้าพวกนางดูจริงใจมากขึ้นไปอีก
พอส่งพวกบ่าวไปแล้วอันซิ่วเอ๋อร์จึงหยิบห่อผ้าสองห่อที่ได้จากท่านแม่ออกมาจากอกเสื้อมอบให้แม่นมฟู่กับป่านเซี่ย "ท่านแม่นมป่านเซี่ย หลายเดือนมานี้ พวกเจ้าลำบากแล้ว ขอบคุณที่ดูแลข้า"
"เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้วเจ้าค่ะฮูหยินเมตตาเช่นนี้ บ่าวแก่ๆ ละอายใจเหลือเกิน" แม่นมฟู่รีบโค้งกายกล่าว
ป่านเซี่ยรีบเสริม"ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยิน ท่านให้เกียรติพวกเราเกินไปแล้วนี่เป็นหน้าที่ของพวกเราเจ้าค่ะ"
อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ"เอาเถอะๆ ไม่ต้องพูดมากแล้ว หวังว่าปีนี้ทุกอย่างจะราบรื่นทุกคนสุขภาพแข็งแรงมีความสุขกันถ้วนหน้า"
"ต้องเป็นเช่นนั้นแน่เจ้าค่ะ!"ป่านเซี่ยพยักหน้า รีบกล่าว "ปีนี้ฮูหยินจะคลอดคุณชายน้อยแล้วถึงตอนนั้นฐานะของฮูหยินก็จะยิ่งมั่นคงแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่กล้าทำอะไรฮูหยินได้ง่ายๆ"
เดิมทีนางแค่อยากพูดให้อันซิ่วเอ๋อร์ดีใจแต่พออันซิ่วเอ๋อร์ลูบหน้าท้อง ก็กลับชะงักไป อดกังวลไม่ได้"แล้วถ้าคลอดลูกสาวเล่า? หรือว่าตอนนี้ฐานะข้าในจวนยังไม่มั่นคงพอ?"
"ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ!"ป่านเซี่ยรีบโบกมือปัด พลางตบปากตัวเองเบาๆ "ข้าปากเสียเอง! นายท่านกับฮูหยินรักกันดีจะตาย!ไม่มีใครแยกท่านทั้งสองได้หรอก! ฮูหยินได้รับความเอ็นดูจากนายท่านฐานะมั่นคงยิ่งกว่าใคร!"
อันซิ่วเอ๋อร์เผลอยิ้มออกมา"เจ้านี่พูดเก่งจริงเชียวแต่ไม่ว่าต่อไปข้าจะคลอดลูกชายหรือลูกสาว ข้าก็จะรักพวกเขาเท่ากัน"
"เจ้าค่ะถึงตอนนั้นป่านเซี่ยก็จะช่วยดูแลพวกเขาอย่างดี" ป่านเซี่ยรีบกล่าว
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆ"เอาล่ะๆ ป่านเซี่ย ท่านแม่นม ทั้งสองคนยุ่งมาทั้งวันแล้วไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะนอนพักผ่อน ไม่ต้องให้ใครดูแล"
"ถ้าเช่นนั้นบ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะหากฮูหยินมีอะไรก็เรียกหาได้นะเจ้าคะ" แม่นมกล่าวพลางดึงป่านเซี่ยทั้งสองจึงถอยออกจากห้องไป
หลังจากทั้งสองออกไปอันซิ่วเอ๋อร์ก็พลันเหมือนคนหมดแรง ทิ้งตัวนอนแผ่บนตั่งตัวโปรดปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย
นางคิดถึงบรรยากาศฉลองปีใหม่ตอนอยู่บ้านนอกชาวบ้านอาศัยฟ้าดินทำมาหากิน หากปีไหนเก็บเกี่ยวได้ผลดี ก็ฉลองกันเต็มที่ มีปลามีเนื้อ ในหมู่บ้านก็จะมีงานรื่นเริง ตีฆ้องร้องป่าว เชิดมังกร ครึกครื้นเป็นพิเศษ
แต่ถ้าปีไหนทำนาไม่ดีทุกคนก็ได้แต่ไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน เซ่นไหว้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางขอพรให้ปีหน้าฟ้าฝนเป็นใจ ส่วนเชิดสิงโตเชิดมังกรนั้นหมดสิทธิ์พูดถึง
อันซิ่วเอ๋อร์จำได้ ปีที่บ้านจนที่สุดเคยร่วมเงินกับเพื่อนบ้านซื้อเนื้อหมูมาครึ่งชั่ง แบ่งกันคนละครึ่งเหลียงซื่อไม่ได้หั่นเนื้อ แต่เอาไปต้มซุปหม้อใหญ่ต้มกินตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของเทศกาล จนเนื้อเปื่อยยุ่ยแทบไม่เหลือรสชาติกระนั้น ทุกคนในบ้านก็ยังแย่งกันกินอย่างอร่อย
แต่ถึงปีนั้นจะจนเพียงใดพี่ชายทั้งสองก็จะหาเรื่องสนุกๆ มาทำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วยกันทำโคมไฟหรือทำโคมลอย จุดเทียนกุดๆ ไว้ข้างใน มองดูโคมค่อยๆ ลอยขึ้นฟ้าว่ากันว่าโคมจะนำความปรารถนาไปบอกเทพเจ้าบนสวรรค์
อันซิ่วเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนเดินวนไปวนมาในห้องเงียบๆ ในห้องนั้นมีกิ่งเหมยงามหลายกิ่งปักในแจกันกำลังบานสะพรั่ง อันซิ่วเอ๋อร์กลับเดินเข้าไปเด็ดดอกเหมยออกมาทีละดอก
ดอกเหมยฮวาน่ะรึ?พ้องเสียงกับเหมยฟาไม่ใช่หรือ? ความหมายช่างไม่ดีนางจึงขยี้กลีบดอกในมือ แล้วทิ้งไปจนหมด พอทิ้งกลีบดอกไปแล้ว ก็ยกมือขึ้นดมกลิ่นหอมจางๆ อันงดงามยังคงติดอยู่ที่ฝ่ามือ
"กลิ่นก็ยังหอมดีอยู่รอให้พ้นปีใหม่ไปก่อน ค่อยให้บ่าวไปตัดดอกเหมยมาอีกเยอะๆ ปักแจกันไว้กลิ่นหอมอ่อนๆ แบบนี้ ต้องดีกว่ากลิ่นธูปเป็นไหนๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์คิดพลางเดินวนไปมาในห้องเห็นอะไรที่ไม่เข้าที นางก็อดไม่ได้ต้องขยับแก้ไขเปลี่ยนที่วางเครื่องประดับบางชิ้น เก็บของที่ดูแล้วความหมายไม่ดีออกไปนางหวังว่าปีใหม่นี้ จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างจะราบรื่นสมบูรณ์พูนสุข