ณ เมืองหลวงหลังจากผ่านฝนฤดูใบไม้ร่วง ไอความชื้นยังลอยล่องอยู่ในอากาศ บนพื้นบริเวณรอบๆวังหลวงมีแอ่งน้ำขังอยู่มาก
ร่างสูงกำยำร่างหนึ่งกำลังสาวเท้าเดินอย่างเร่งรีบ เขาถูกรายล้อมด้วยองครักษ์สวมชุดเกราะสีดำที่เดินติดตามั้แ่กลางลานด้านหน้ารองเท้าหนังกวางสีดำทรงสูงขอบขาวก้าวเหยียบลงบนแอ่งน้ำ จนน้ำสกปรกสาดกระจายเลอะบริเวณส่วนปลายของชุดลายกิเลน
มหาดเล็กที่กำลังสาดน้ำทำความสะอาดอยู่ เมื่อเห็นเขาต่างก็พากันหลีกทางและคุกเข่าลงราวกับเกรงกลัวต่อบารมีของผู้มาเยือนอันผู้มีใบหน้าแลดูเ็า จวบจนร่างของเขาค่อยๆ หายลับตาออกไปจึงได้กล้าหยัดกายลุกขึ้น
ซู่อ๋องเข้าไปในพระราชวังแล้ว เมื่อครู่ที่พวกเขาได้ทันชำเลืองมองก็พบว่าสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโมโหมีเื่ไม่ลงรอยกับฝ่าาอีกแล้วอย่างนั้นหรือ
มหาดเล็กต่างก็พากันคาดเดาไปเอง พลันได้ยินขันทีร้องขานขึ้น “ซู่อ๋องเสด็จ”
น้ำเสียงที่สูงและแหลมเล็กของขันที ร้องขานตอบรับกันเป็ทอดๆ เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วทั้งอาณาเขตรอบวังหลวงที่เงียบสงัด
ประตูใหญ่อันหนักอึ้งของตำหนักจงเหอที่แง้มไว้อยู่ครึ่งหนึ่งก็ถูกผลักออกซู่อ๋องสาวเท้าอย่างเร่งรีบมาถึงเบื้องหน้าของราชบัลลังก์
“ฝ่าา นี่มันหมายความว่ายังไง”
เขาจ้องไปยังฮ่องเต้ที่ดูอ่อนวัยซึ่งประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงานด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความดุดันเขาไม่เพียงไม่ถวายความเคารพ น้ำเสียงไม่พอใจนั้นยังเต็มไปด้วยคำถาม
พู่กันหมึกจูซา[1]ที่ใช้เขียนตรวจรายงานของจ้าวอวี้หร่านค่อยๆ หยุดลงผ่านไปพักใหญ่จึงได้ช้อนตามองผู้มาเยือน
ในจังหวะที่เบนสายตาไปนั้น ก็เห็นซู่อ๋องเหยียดกายตั้งตรง ท่าทีวางอำนาจคอยข่มคนอย่างที่ทำจนเป็นิสัยหากไม่ใช่ว่านางกำลังสวมชุดฉลองพระองค์ลายั คงเป็เขาเสียมากกว่าที่ดูเหมือนเป็ฮ่องเต้
มุมปากของนางกระตุกขึ้น วางพู่กันลง หยัดกายลุกขึ้นจากหลังโต๊ะทรงงาน แขนเสื้อทรงกว้างปักลวดลายด้วยด้ายสีทองสว่างสดใสค่อยๆขยับเป็ระลอกวาดผ่านไปตามขอบโต๊ะด้วยท่าทางสงบนิ่ง ตรงไหล่มีตราักางห้ากรงเล็บด้วยท่าทางดุดันซึ่งเป็สัญลักษณ์แสดงสถานะของนางอันเป็ประมุขของแผ่นดิน
นางไม่ได้เดินลงจากบัลลังก์ แต่ยืนอย่างมั่นคงอยู่บนนั้น มองสบตาตรงๆ กับซู่อ๋องที่ใบหน้าแสดงออกถึงความโกรธจัด
ซู่อ๋องซ่งิเจิง เป็แม่ทัพใหญ่ผู้กล้าหาญเกรียงไกรและเป็ที่เคารพยำเกรงทั่วราชสำนักเขาเคยช่วยชีวิตเสด็จพ่อของนางที่ออกรบด้วยการตีฝ่าวงล้อมของข้าศึกออกมา เขามีชื่อเสียงจากการศึกาโดยใช้กำลังทหารเพียงสามร้อยนายเอาชนะการล้อมโจมตีของทหารฝ่ายตรงข้ามที่มีถึงสองพันนายด้วยกัน
ในปีนั้นเขาอายุสิบสี่ เสด็จพ่อก็รับเขาไว้ในฐานะน้องชายร่วมสาบาน เป็เสด็จอาต่างสกุลกับนางในวัยแปดปี
เสด็จพ่อของนางปฏิบัติต่อเขาราวกับน้องชายร่วมสายเื ตอนที่เจ็บป่วยสาหัสก่อนจะสิ้นลมนั้นก็ได้ฝากฝังกับเขาขอให้เขาช่วยเหลือนางขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ และมีพระราชบัญชาออกไปเป็ที่รับรู้กัน
แต่ผลก็คือ...เมื่อเขาพบว่านางเป็พระธิดา ก็กุมอำนาจและขึ้นสำเร็จราชการแทนพยายามจะควบคุมนางและใต้หล้าแห่งนี้!
จ้าวอวี้หร่านมองสำรวจเขาพลางรำลึกถึงความทรงจำในอดีต จากสายตาของเขาที่กำลังโกรธเคืองจู่ๆ ก็เห็นนางหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงเล็กแฝงความสัพยอก “นี่เสด็จอากำลังโกรธเื่อะไร หลานผิดตรงไหนหรือเสด็จอารับสั่งมาตรงๆ เลยก็ได้”
ซ่งิเจิงได้ยินเสียงหัวเราะของนาง ั์ตาฉายแววเย็นเยียบ ตะคอกใส่ขันทีและมหาดเล็กที่เฝ้าในตำหนัก “ไสหัวออกไปให้หมดแล้วปิดประตูเสีย!”
มหาดเล็กใลุกลี้ลุกลนถอยห่างออกไปในทันที ประตูตำหนักที่หนักอึ้งถูกปิดลงดัง ‘แอ๊ด’ ภายในตำหนักพลันมืดลงทันตา
จ้าวอวี้หร่านเริ่มรู้สึกหัวเสียกับความบุ่มบ่ามทำอะไรตามอำเภอใจของเขาแบบนี้
เขามักจะเป็แบบนี้อยู่เสมอ มักจะวางตัวอยู่เหนือนางและคอยออกคำสั่ง!
เมื่อซ่งิเจิงขับไล่ทุกคนออกไปหมดแล้ว ก็กลับมาจดจ้องนางอีกครั้ง เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อคืนฝ่าาทรงมอมสุรากระหม่อมเพื่อที่จะแลกมาซึ่งสิ่งเหล่านี้อย่างนั้นหรือ เพื่อที่จะส่งกระหม่อมไปจากเมืองหลวงแสดงละครใช้มารยาหญิงหลอกล่อด้วยองค์เอง ไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริงๆ!”
เขาพูดออกมาด้วยความดูแคลน จ้าวอวี้หร่านก็ยิ่งไม่พอใจ ใช้มารยาหญิงล่อลวงอะไรกันก็แค่เพื่อขจัดความระแวดระวังตัวของเขา เลยเข้าใกล้เขา คอยยกสุราหลายจอกให้เขาเพียงเท่านั้น
เป็ไปตามคาด เขารู้ดีที่สุดว่าจะทำให้นางโมโหได้อย่างไร การมีสถานะเป็พระธิดานับเป็จุดอ่อนที่ร้ายแรงมากที่สุดในชีวิตของนาง
สีหน้าของนางเคร่งขรึมลง “มีคำสั่งออกไปแล้ว เสด็จอาซู่ต้องไปจากเมืองหลวงในเร็ววันนี้”
ส่วนเขาเองก็มีสีหน้าท่าทางเช่นเดียวกันกับนาง แต่ก็ดูเหมือนกำลังพยายามอดกลั้นอะไรบางอย่างเอาไว้อยู่เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เขตตะวันตกเฉียงเหนือยังไม่ถึงระดับที่กระหม่อมจะต้องไปดูด้วยตนเอง”
เมื่อจ้าวอวี้หร่านได้ยินเข้าก็เชิดหน้าขึ้น วางท่าทีอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่า “เสด็จอา้าจะขัดคำสั่งเช่นนั้นหรือ”
น้ำเสียงที่ตอบกลับนั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ซ่งิเจิงถลึงตาขึ้น แล้วก้าวไปเบื้องหน้าทันที
เขาเป็คนรูปร่างสูงใหญ่และขายาว เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็พุ่งเข้ามาถึงด้านหน้าของนางนางเองก็ถอยหลบไปตามสัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้นก็ถูกมือของเขารวบเข้าที่เอว กระทั่งปลายคางก็ถูกเขาจับยึดเอาไว้
“คำสั่งอย่างนั้นหรือ!” เขาโกรธจัดจนขอบตาแดงก่ำ ขบกรามแน่นแล้วพูดขึ้นว่า “เมื่อวานพระองค์มอมเหล้ากระหม่อมถือโอกาสจัดการกับผู้ตรวจฎีกาอีกหลายคน เพื่อที่จะไล่กระหม่อมไปยังเขตตะวันตกเฉียงเหนืออย่างนั้นหรือ”
“ทำไมพระองค์ไม่จัดการกระหม่อมตรงๆ เลยล่ะ!”
เขาโอบรัดรอบเอวของนางไว้ การได้ัักับรูปร่างผอมบางราวกับไร้กระดูกนั้นด้านที่ดูบอบบางของนางก็ปรากฏออกมาให้เห็นไม่รู้ว่าที่จริงนางจะรู้หรือไม่ว่าถ้าไม่มีเขาอยู่ในราชสำนักแล้ว มีคนอยู่มากน้อยแค่ไหนกันที่จ้องจะเขมือบนาง!
จ้าวอวี้หร่านถูกเขาโอบรัดเอาไว้จนรู้สึกเจ็บ แต่ก็รู้ดีว่าศิลปะป้องกันตัวระดับนางใช้ต่อกรกับแม่ทัพใหญ่อย่างเขาไม่ได้นางจึงจ้องมองเขาด้วยสายตาเ็า คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“เสด็จอาทำงานด้วยความเหนื่อยยากสร้างคุณูปการไว้มากมายข้าจะไปจัดการกับเสด็จอาได้อย่างไร นี่จะไม่เป็การทำให้บรรดานายทหารจากเขตตะวันตกเฉียงเหนือต้องพากันสิ้นหวังแล้วอย่างนั้นหรือ”
คำพูดของนางทิ่มแทงหัวใจของซ่งิเจิงจนมือสั่น
จนถึงตอนนี้นางก็ยังคงคิดว่าเขาจะเข้ามาแย่งชิงราชบัลลังก์อยู่ใช่ไหม
“หากกระหม่อม้าแผ่นดินนี้จริง เหตุใดจึงต้องรอจนถึงตอนนี้ด้วย!”
น้ำเสียงของเขาต่ำและแหบพร่าจนน่าใ เขาจ้องมองดวงตาคู่งามของนางด้วยสายตาอันเยือกเย็น
ฮ่องเต้องค์หนึ่ง ที่มีสถานะเป็พระธิดา แต่มีรูปคิ้วดุจกระบี่แหลมคม ท่วงท่าดูสง่างามมีความกล้าหาญแบบที่หญิงสาวทั่วไปไม่อาจมี ร่างเล็กที่ดูงดงามเช่นนี้ ถูกเลี้ยงดูด้วยสถานะโอรสผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทมาั้แ่ยังเล็กถูกอบรมให้มีท่วงท่าเป็ที่เคารพยำเกรงแบบที่ฮ่องเต้พึงมี และด้วยความน่ายำเกรงนี้เองที่ทำให้แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครสงสัยว่าแท้จริงแล้วนางมีสถานะเป็พระธิดา
นั่นน่ะสิ หญิงสาวคนหนึ่ง จะไปมีกลวิธีที่เด็ดขาดดุดัน และนิสัยเ็าไร้หัวใจเช่นนี้ได้ที่ไหนกัน!
ซ่งิเจิงถลึงตาด้วยความโมโห ราวกับอยากจะกลืนนางลงไปทั้งเป็ ในที่สุดความบ้าคลั่งเช่นนี้ของเขาก็กระตุกต่อมความโกรธของจ้าวอวี้หร่านให้ปะทุขึ้นมาได้
นางแผดเสียงตอบกลับ “ถ้าเช่นนั้นท่าน้าอะไร! จะกุมข้าให้อยู่ในกำมือเพื่อเติมเต็มความกระหายในอำนาจของท่านอย่างนั้นหรือ?!”
ในตอนที่นางอายุได้สิบห้าปี เสด็จพ่อก็ทรงประชวรหนักจนต พี่ชายมีใจทุรยศก่อฏนางทำได้เพียงกำจัดเขาทิ้งด้วยน้ำมือของตนเอง และค่อยๆ จัดการคิดบัญชีกับคนในครอบครัวที่มีจิตใจโเี้อำมหิตตามลำดับ
นางทำให้เืของพี่น้องต้องไหลริน ในท้ายที่สุดซ่งิเจิงก็มารู้เข้าจนได้ว่านางมีสถานะเป็พระธิดาจากนั้นจึงถูกตามไปขัดขวางอยู่ทุกหนทุกแห่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เห็นทีจะต้องแสดงตัวตนที่แท้จริงให้ซ่งิเจิงได้เห็นเสียทีนางเองก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้วเช่นกัน!
นางถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาที่อยู่ตรงหน้าเด่นชัดมาก จึงมองเห็นสีหน้าอันดุดันเพราะคำพูดของตัวนางเองนางจ้องเส้นเืตรงขมับที่ปูดโปน จนแทบจะะเิออกมาของเขา แล้วหัวเราะเสียงเย็น มันทำให้นางคลายความโมโหไปได้จากนั้นนางก็เริ่มไล่เรียงความผิดของเขาทีละข้อ
“ท่านก่อเื่ร้ายแรงก็ต้องรับผิดชอบ วางตัวเผด็จการทำตามอำเภอใจ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา ควบคุมผู้ตรวจฎีกา เอามาใช้ต่อกรกับสภาขุนนางที่สนับสนุนข้าเสด็จอาซู่ของข้า เหตุใดช่างเก่งกล้าสามารถได้ถึงเพียงนี้”
“สุดท้ายก็เพราะว่าท่านแบกรับหน้าที่ไว้มากจนเกินไปจนท้ายที่สุดต้องล้มลง ทำไม รับไม่ได้งั้นหรือ”
“จ้าวอวี้หร่าน!”
เขาเหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง เสียงจากลำคอของเขาดังขึ้นเป็สัญญาณเตือนภัยร้าย
แต่นางกลับหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นยังแฝงไว้ด้วยความสะใจ “ขันทีผู้ตรวจฎีกาพวกนั้นตายไปแล้วมีพระราชโองการออกไปแล้ว หากท่านไม่ไปก็เหมือนกับคนคิดทรยศ! ต่อให้ท่านได้ตำแหน่งนี้ไป บนหน้าประวัติศาสตร์ก็จะต้องจารึกแผนการฏของท่านเอาไว้!”
ซ่งิเจิงถูกนางจี้ถูกจุดเข้าให้แล้วจริงๆ ทุกพยางค์ล้วนเป็เหมือนมีดที่เชือดเฉือนลงบนหัวใจของเขา
ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนต้องมาผิดใจกันด้วยเื่ทางการเมือง นับวันยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆแต่เขาก็ทำตามใจตัวเองไปจริงๆ ที่ยอมทนให้นางกระทำเยี่ยงนี้กับตัวเองได้?!
เขาจับปลายคางที่ดูงดงามของนางเอาไว้ พลันหัวเราะเสียงเย็น แล้วก้มหน้าลงจรดริมฝีปากข้างใบหูของนาง “วางแผนก่อฏหรือบางทีจนถึงตอนนี้ฝ่าาดูจะเข้าพระทัยกระหม่อมมากยิ่งนัก”
ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว รินรดตามผิวเปลือยเปล่าที่ไม่ได้ถูกปกคลุมไว้ของนางโดยมีเจตนาจะคุกคาม สีหน้าของจ้าวอวี้หร่านซีดลง ตัวสั่นเทิ้ม
นางทั้งโกรธทั้งอับอาย ยกมือขึ้นข่วนไปที่ลำคอของเขา
เขาไม่ทันได้ป้องกันตัว จึงถูกปลายเล็บของนางกรีดเข้าจนเป็แผลเืไหลซิบออกมาทันทีซ่งิเจิงถูกนางยั่วให้โมโหจนแทบสิ้นสติสัมปชัญญะ เขาเงยหน้าจ้องนาง ั์ตาฉายแววเย็นเยียบ
หากเป็ไปได้ เขาแทบอยากจะบีบรัดให้คนที่เ็าไร้ความรู้สึกเช่นนี้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
มือเขาของที่จับอยู่ตรงคางของนางอย่างสั่นเทา ค่อยๆ เลื่อนลงมาอยู่ตรงลำคออย่างไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัวลำคอเรียวระหงนั้น เขาเพียงแค่ต้องใช้แรง แค่ออกแรงเท่านั้น...เขาพลันััได้ถึงชีพจรที่เต้นอยู่ของนางใบหน้าที่แลดูมีชีวิตชีวาอยู่ตรงหน้าของเขา เขาผละมือออกเดี๋ยวนั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ทำไม่ลงจริงๆ
ต่อให้ถูกนางมองเป็ศัตรูและเข้าใจผิดอีกสักเท่าไร เขาก็ยังทำไม่ลงอยู่ดี!
ซ่งิเจิงรู้สึกโกรธ แต่กลับได้ยินน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นของตนเอ่ยขึ้น “กระหม่อมจะทำตามพระประสงค์ของฝ่าา”
ก็แค่ออกไปทำศึกสักตั้ง รอให้เขาได้กลับมาก่อน รอให้เขาได้กลับมาแล้วทำให้นางได้รู้ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าถูกกุมไว้อยู่ในกำมือของเขา!
ไม่ว่าจะเป็พระที่นั่งหรือแท่นบรรทม!
ก่อนจะจากไป ซ่งิเจิงมองนางอีกครั้งด้วยแววตาลึกล้ำ ดวงตาแดงก่ำด้วยความโมโหถึงขีดสุดมีทั้งความรู้สึกที่อัดแน่นซึ่งถูกนางเมินเฉยมาโดยตลอด และยังมีความปรารถนาที่้าจะอย่างแรงกล้าแบบที่นางไม่อาจจะปฏิเสธได้เลย
ประตูใหญ่ที่ปิดสนิทถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาในตำหนักใหญ่จ้าวอวี้หร่านยืนอยู่บนแท่น มองไปยังตำหนักที่ว่างเปล่าอย่างเหม่อลอย รอยเปรอะเปื้อนของโคลนที่หลงเหลืออยู่ตามพื้นแสดงให้เห็นว่าเคยมีคนเข้ามาในนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางกลับไปทรุดกายนั่งลงยังเื้ัโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์หนังสือรายงานของวันนี้ที่สภาขุนนางได้ส่งขึ้นมาถึงมือของนางอย่างไม่ขาดสายนั้น นางกลับอ่านไม่เข้าหัวเลยแม้สักตัวอักษรเดียว
หนึ่งเดือนหลังจากที่ซ่งิเจิงได้รับราชโองการให้ออกไปทำศึก จ้าวอวี้หร่านมายังจุดสูงสุดของเขตวังหลวงชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ลอยพลิ้วไหวสายลมใน่ใกล้เข้าฤดูหนาวพัดกระทบกับใบหน้า สร้างความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นเล็กน้อย
นางเอามือไพล่หลังทอดสายตาออกไปไกล ทางเดินลายัเก้าตัว ณในใจกลางเขตวังหลวงอยู่ใต้เท้าของนาง ศีรษะของัทะยานขึ้นฟ้า ส่วนเขาของันั้นดูดุดันผืนแผ่นดิน ลำธารและภูผาล้วนศิโรราบอยู่แทบเท้าของนาง
นับั้แ่นางขึ้นครองบัลลังก์มา ในที่สุดอำนาจสูงสุดที่นางปรารถนาก็ตกมาอยู่ในมือของนางอย่างมั่นคงแล้วแต่เมื่อมองไปยังดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ในใจของนางกลับรู้สึกเรียบเฉยอย่างคาดไม่ถึงไร้ซึ่งความคิดและความรู้สึกใดๆ นางยืนที่จุดสูงสุดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง รสชาติแห่งความว่างเปล่าสุดจะบรรยายก็ปรากฏขึ้นในเบื้องลึกของหัวใจ
วังหลวงและท้องพระโรงที่ไม่มีซ่งิเจิง ก็เงียบสงัดไม่ต่างกับน้ำทะเลที่หยุดนิ่งไม่ไหวติง
ั์ตาของนางเกิดประกายเล็กๆ เห็นแสงสีทองทะลุผ่านกลุ่มเมฆส่องกระทบปลายยอดหลังคาของพระราชวังต้องห้ามจนตาพร่าในตอนที่เหม่อลอยอยู่นั้นก็เหลือบเห็นเงาดำเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมาจากไกลๆ
“รายงาน!”
เสียงะโร้องอย่างสุดกำลังดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งเขตวังหลวงอันเงียบเชียบทำเอาจ้าวอวี้หร่านได้สติกลับมา
“รายงาน!รายงานด่วนจากเขตตะวันตกเฉียงเหนือ”
เงาดำพุ่งผ่านประตูวังหลวงมาตามทาง พอได้ยินคำว่าเขตตะวันตกเฉียงเหนือเข้าสีหน้าของจ้าวอวี้หร่านก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรวบเอาชายแขนเสื้อทรงกว้างที่ถูกลมพัดปลิวไสวเข้าไว้ด้วยกันแล้วหมุนกายเดินลงจากหอสังเกตการณ์
เมื่อคนผู้นั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงรายงานที่ออกจากปากของเขาก็ยิ่งดังสะท้อนก้องในหูของนางพอถูกลมพัดเข้า ก็สั่นคลอนไปทั้งหัวใจ ทำให้นางรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไม่มีสาเหตุ
คนส่งข่าวคุกเข่าลงแทบเท้าของนาง ลมหายใจหอบเหนื่อยนั้นแฝงความตื่นตระหนก “ทูลฝ่าารายงานด่วนจากเขตทางตะวันตกเฉียงเหนือ...ซู่อ๋องถูกดักซุ่มโจมตี ทรงสู้รบ และสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ในจังหวะนั้นเอง จ้าวอวี้หร่านรู้สึกราวกับโลกใบนี้หยุดนิ่งไปชั่วขณะ ต่อมานางได้ยินน้ำเสียงเรียบเฉยของตนเองเอ่ยขึ้น“ซู่อ๋องสิ้นพระชนม์จากการทำศึก ไปตามขุนนางาุโทั้งหมดของสภาขุนนางและเหล่าทัพทุกคนให้มาร่วมหารือ”
ขันทีข้างกายนางหลายคนรีบรับคำสั่งในทันที วิ่งไวปานเหาะมุ่งหน้าไปยังราชสำนักและกองบัญชาการเหล่าทัพนางหมุนกาย มือค่อยๆ กำหมัดแน่น ััได้ว่าเรียวนิ้วที่เย็นเฉียบของตัวเองกำลังสั่นเทาเล็กน้อย
ซู่อ๋องตายแล้ว เสด็จอาผู้รวบอำนาจสูงสุดและเข้าสำเร็จราชการแทนนับั้แ่นางขึ้นครองราชย์ได้จากไปแล้ว
ภาพในหัวของจ้าวอวี้หร่านคือภาพสายตาที่โกรธแค้นและอดกลั้นของเขาก่อนจะไปจากเมืองหลวงคือภาพเขาที่จับยึดตรงปลายคางของนางไว้ น้ำเสียงเยียบเย็นที่พูดขึ้นข้างหูว่าจะรับพระบัญชาตามประสงค์ของฝ่าา
คนที่รู้ว่าโอรส์เช่นนางมีสถานะที่แท้จริงเป็พระธิดา...จากไปแล้วเดิมทีนางเพียงตั้งใจจะย้ายเขาออกไปสักระยะ แล้วเริ่มรวบรวมอำนาจทางการเมืองเอาไว้...
เขาไม่ใช่เทพแห่งาผู้ไม่มีวันพ่ายแพ้หรอกหรือ แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยต้องปราชัยในการทำศึกา
จ้าวอวี้หร่านหลับตาลง สายลมที่พัดผ่านยังตำหนักที่เปิดโล่งนั้นราวกับแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของนางนางก้าวเท้าออกเดินด้วยหัวใจที่เย็นเยียบ ไม่รู้ว่าทำไมถึงทรงตัวไม่อยู่ จนแทบจะทรุดกายล้มลง
“ฝ่าา!”
องครักษ์เสื้อแพรข้างกายออกคำสั่งให้ประคองนาง โดยไม่ยอมให้ความสง่าผ่าเผยขององค์ประมุขต้องมาแตกออกเป็เสี่ยงๆ
การหารือในครั้งถัดมานั้น จ้าวอวี้หร่านรู้สึกว่าตัวเองดูสงบนิ่งเป็อย่างมากแต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนกระสับกระส่าย มีโองการต่อกองทัพออกไปแล้ว พอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นแสงอาทิตย์ผ่านเข้ามาในครรลองสายตาแสงแดดทอดเฉียงลงภายในตำหนักใหญ่ เมื่อสะท้อนเข้ากับอิฐสีทองก็ดูเข้มขึ้นราวกับสีโลหิต
นางหวนคิดถึงวันนั้นหลังจากที่เขาได้จากไปแล้วอีกครา ที่รอยโคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่ในตำหนักใหญ่
ตกกลางคืน นางนอนหลับไม่ค่อยสนิท ในความฝันล้วนเป็เหตุการณ์าในเขตตะวันตกเฉียงเหนือและยังมีเงาร่างที่เต็มไปด้วยเื
นางะโไปทางเขา “ซ่งิเจิง”
เขาถือหอกยาวที่ส่วนปลายมีพู่สีแดงห้อยประดับอยู่ และหันหลังให้นางอยู่ตลอด
นางะโออกไปอีกครั้ง “ซ่งิเจิง!”
เขาก็ยังไม่หันกลับมา จนกระทั่งเสียงะโของนางห่างไกลออกไป ในวันนี้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกตอนอยู่บนราชฐานก็เกิดขึ้นในใจอีกครั้งราวกับว่านางกำลังลิ้มรสความขมขื่น
ในตอนนี้เองที่ข้างหูกลับมีเสียงต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงใกล้ขนาดนี้ดูสมจริงขนาดนี้ เสียงของอาวุธที่ทิ่มแทงเข้าตามร่างกายราวกับดังอยู่ที่ข้างหูของนาง…แม้กระทั่งความเ็ปที่อกก็รุนแรงถึงเพียงนี้
ความเ็ป...นางลืมตาขึ้นทันที ได้ยินเสียงองครักษ์เสื้อแพรกำลังตะเบ็งเสียงะโร้องเรียกฝ่าาน้ำเสียงแหบพร่าและเศร้าโศก ในตอนที่เขาะโคำว่าฏออกไปสองพยางค์ด้วยความโมโห เสียงนั้นก็พลันหยุดชะงักลงทันที
นางได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกลิ้งตกลงบนพื้น นางจ้องเขม็งไปยัง แสงริบหรี่เบื้องหน้าแต่กลับถูกเงาคนบดบังเอาไว้ ร่างนั้นช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน
มือของคนผู้นั้นรวบเข้าที่คอของนางอย่างเบามือตรงส่วนที่ชีพจรได้หยุดเต้นในจังหวะต่อมา นางก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังคลำที่ลูกกระเดือกของนาง พลันได้ยินเสียงกระซิบพูดออกไปด้วยความตื่นตระหนกปนสับสน “เป็ไปได้อย่างไรเป็ไปได้อย่างไรกัน...” เสียงกระซิบนั้นพลันดังขึ้นในทันที เสียงแหลมสูงจนเสียดเข้าไปถึงแก้วหูเขาหมุนกายออกไปแล้วร้องะโ “หมอหลวง รีบตามหมอหลวง เร็ว!!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] หมึกจูซา หรือชาดผงเป็ส่วนประกอบอนินทรีย์ ประกอบขึ้นจากสารปรอทมีสีแดงสดไม่ละลายน้ำ โดยมักจะนำมาใช้ในการทำยา หรือผสมน้ำมันเพื่อเขียนหรือประทับตราสิ่งของ