บทที่ 12 ภารกิจฝึกฝน
คำขู่ของน้องสาวทำให้ยูเมะแอบสะดุ้งเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเท่าไหร่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอใช้คำขู่แบบนี้
แต่มันก็ทำให้เขาอดคิดถึง่เวลาที่พวกเขาสองพี่น้องเล่นด้วยกันในอดีตไม่ได้ใน่เวลานั้นพวกเขายังไร้เดียงสา ยังคงเล่นสนุกและเล่นอะไรที่เกินเลยไปหลายครั้งทำให้มีหลายครั้งที่โนโซมิโดนแกล้งให้โกรธจนต้องงัดคำขู่แบบนี้ออกมา
ซึ่งทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เขาก็มักจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบเสมอและสุดท้ายก็ต้องยอมน้องสาวตัวแสบคนนี้เป็ประจำ
ทว่าครั้งนี้ยูเมะเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาเขาจึงก้มหน้าลง กระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่ติดจะอ่อนโยนและนุ่มนวลเป็ที่สุด
“คิดดีแล้วหรือโนโซมิ”
เสียงกระซิบที่แ่เบานี้ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวแดงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมหัวใจของเธอเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ความขัดเขินจะกลายเป็ความถือดีเพราะเธอถือไพ่ที่เหนือกว่า
“ทำไม! พี่กลัวแล้วหรอ!”
ยูเมะยิ้มขำให้กับท่าทางของน้องสาว แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากเป็เขาในอดีตเขาคงจะกลัวและยอมอ่อนข้อให้เธอเหมือนเดิมไปแล้ว
ทว่าตอนนี้คนที่ถือไพ่เหนือกว่าไม่ใช่น้องสาวตัวแสบของเขาแต่เป็เขา
“กลัวสิ..พี่กลัวจนเกิดอยากกินพริกหวานขึ้นมาเลย กลัวจนอดคิดไม่ได้เลยว่าจะทำเมนูพริกหวานสักอาทิตย์”
คำขู่ที่ฟังดูไม่เหมือนคำขู่นี่ทำเอาเด็กสาวถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเธอรีบหันกลับมามองหน้าพี่ชายในทันทีจนใบหน้าของทั้งสองขยับเข้ามาชิดกันจนแทบจะัักันได้
สีหน้าของเด็กสาวแดงขึ้นไปอีกชั่วขณะก่อนที่ความไม่พอใจจะเข้ามาแทนที่และเริ่มเม้มปากด้วยความอดกลั้น
“พี่ห้ามทำแบบนั้นนะ!”
“ทำไมละ พี่ว่ามันก็อร่อยดีนะ พริกหวาน ต้นหอม ผักชี..อ่ามีเมนูหลายอย่างที่น่าสนใจ”
สารพัดเมนูที่ถูกร่ายออกมาทำเอาเด็กสาวถึงกับหน้าซีดเพียงแค่คิดว่านับจากนี้ไปอีกอาทิตย์หนึ่งจะต้องกินของพวกนั้นเด็กสาวก็ขมไปทั้งปาก
“พอแล้ว! หนูไม่ฟ้องแม่แล้ว!!”
“เอ๋ ไม่ฟ้องแล้วหรอ น่าเสียดายจังพี่กำลังคิดเมนูที่จะเอาของพวกนี้มายำรวมกันได้พอดี”
ได้ยินแบบนั้นเด็กสาวก็เบ้ปากด้วยความขมขื่นที่ตอนนี้เธอไม่สามารถต่อต้านพี่ชายได้เลยแต่หลังจากความขมขื่น เด็กสาวก็แอบยิ้มน้อยๆ เพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่โหยหาได้กลับมาหาเธออีกครั้ง
หลังจากทะเลาะกันเล็กน้อยสองพี่น้องก็เริ่มจริงจังอีกครั้ง ยูเมะสอนวิธีใช้มีดกับน้องสาวอย่างตั้งใจซึ่งเด็กสาวก็พยายามอย่างเต็มที่ ทั้งสองจึงฝึกฝนและเรียนรู้ไปจนลืมเวลา
ผ่านไปหลายชั่วโมงกรอบข้อความก็ปรากฏขึ้นในสายตาของยูเมะมันเป็ข้อความแจ้งเตือนว่ามีคนขอเข้ามาร่วมห้องด้วย
“เมลงั้นหรือ ว่างแล้วหรือเนี่ยเวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันแฮะ”
คิดแล้วยูเมะก็กดนิ้วลงไปยังปุ่มอนุญาต แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นที่มุมห้องครัวก่อนจะกลายมาเป็ร่างอวตารของเมโลดี้ที่ใช้ร่างอวตารพื้นฐานจากบัตรประชาชน
วินาทีที่เมโลดี้ปรากฏตัวโนโซมิก็สังเกตเห็นได้ในทันที สีหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนเป็ใก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“พี่สาวเมโลดี้!!”
เสียงเรียกที่หวานใสของเด็กสาวทำให้เมโลดี้ที่เพิ่งจะปรากฏตัวหยุดชะงักไปด้วยความแปลกใจก่อนที่เธอจะสังเกตเห็นโนโซมิที่วิ่งเข้ามาหา เธอก็ยิ้มออกอย่างเป็มิตร
“โนโซมิสินะคะ ยินดีที่ได้พบค่ะ”
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันค่ะพี่สาวเมโลดี้! หนูนะอยากเจอพี่มาตั้งนานแล้ว!!”
การทักทายที่เต็มไปด้วยความสนิทสนมของน้องสาวและแฟนสาวนั้นทำให้ยูเมะยิ้มออกมาบางๆด้วยความยินดีแล้วปล่อยให้สองสาวทำความรู้จักกันไปตามสะดวก
ส่วนตัวเขาก็หันไปจัดการกับวัตถุดิบทั้งหมดที่น้องสาวจัดเตรียมไว้ก่อนเขายิ้มฝืนๆ ให้กับสภาพของวัตถุดิบที่ดูไม่สวยงามนัก แต่ก็ยังดีกว่าครั้งแรกมากการปรุงอาหารจึงไม่ใช่เื่ยาก ซึ่งพอจะทำให้เขาได้ ‘คะแนน’ กลับคืนมาบ้าง
ยูเมะปรุงอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่นานกว่าสองสาวจะรู้สึกตัวและเข้ามาช่วยการฝึกฝนการทำอาหารจึงกลายเป็ละเล่นที่สนุกสนาน
ซึ่งตอนแรกทุกคนก็ดูจะตั้งใจอยู่แต่หลังจากโนโซมิอดใจไม่ไหวจนลงมื้อแกล้งพี่ชายของเธอไปครั้งหนึ่งการฝึกฝนทำอาหารก็เริ่มจะเบนไปจากทิศทางที่ควรจะเป็
จนสุดท้ายก็กลายเป็การต่อสู้กันด้วยการขว้างปาวัตถุดิบและลามไปถึงเมโลดี้ที่ถูกลูกหลงจากการต่อสู้ของสองพี่น้องและตัดสินใจร่วมวงด้วยอย่างเหนือความคาดหมาย
ผลลัพธ์สุดท้ายการฝึกฝนก็เลยกลายเป็การต่อสู้จนกระทั่งคะแนนเหลือ 0 ทำให้ซื้อวัตถุดิบไม่ได้อีก การต่อสู้จึงยุติลงในที่สุด เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบมาขว้างปากันได้อีกแล้ว
หลังจากการต่อสู้จบลงสภาพของทั้งสามก็ไม่น่าดูนัก ยังดีที่ทั้งหมดนี้เป็แค่เกมจึงไม่มีปัญหาอะไรกับการเก็บกวาด เพียงแต่คะแนนกลายเป็ 0 ไปแล้วจึงไม่สามารถเลือกคำสั่ง ‘ล้างอัตโนมัติ’ ได้ ทั้งสามจึงต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องครัวด้วยตัวเอง
พอทำความสะอาดเสร็จเวลาก็ผ่านไปนานหลายชั่วโมง โนโซมิที่คล้ายกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงขอตัวลาแล้วจากไปโดยไม่รอคำตอบจึงเหลือเพียงยูเมะและเมโลดี้ที่มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองคาดเดาได้ไม่ยากว่าโนโซมิคิดอะไรจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ ด้วยความเอ็นดู
“โนโซมิจังกับยูเมะคุงสนิทกันมากเลยนะคะ น่าอิจฉาจริงๆ”
“ก็พอสมควรละนะ เพราะพวกเราโตมาด้วยกันในเมืองแห่งนี้พวกเราก็เลยสนิทกันมากกว่าพี่น้องทั่วไปเป็ธรรมดา”
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มของเมโลดี้อ่อนลงเล็กน้อยเพราะเธอเข้าใจว่าทำไม
แม้ว่าเธอจะเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและมีทุกอย่างพร้อมไม่ว่าจะเป็รูปร่างหน้าตา การศึกษาและมารยาท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้จักด้านมืดของเมืองแห่งการศึกษาแห่งนี้
เมืองแห่งการศึกษาถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะหลอมรวมประชาชนจากหลายเชื้อชาติให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
แต่ความตั้งใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเป็จริงได้ง่ายๆโดยเฉพาะใน่เริ่มต้นโครงการ ไม่ว่าจะเป็กระแสต่อต้าน การเหยียดเชื้อชาติหรือชนชั้นก็ล้วนแต่มีอยู่ทั้งสิ้น
ยูเมะกับน้องที่เติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งการศึกษาที่แฝงไว้ด้วยการแบ่งแยกและเงื่อนปมของปัญหามากมายจึงมีเพื่อนไม่มากนัก
ส่วนหนึ่งเป็เพราะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงอีกส่วนก็เป็เพราะพื้นที่ไม่อำนวย ทำให้ยากแก่การหาเพื่อนใหม่นอกจากการหาเพื่อนจากในโรงเรียนเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้สองพี่น้องต้องเล่นด้วยกันเสียส่วนใหญ่ทั้งสองจึงสนิทสนมกันมากกว่าพี่น้องทั่วไป
จะมีก็่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ยูเมะเริ่มโตเป็หนุ่มเขาจึงเริ่มเว้นระยะห่างจากน้องสาวเพราะความแตกต่างทางด้านเพศและอายุ นอกจากนั้นเขาก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้นทำให้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรวมกลุ่มกับเพื่อน
ใน่นั้นยูเมะกับน้องสาวก็ค่อนข้างจะห่างเหินกันไปบ้างทำให้ไม่สนิทเหมือนเดิม จนกระทั่งเขา ‘กลับมา’มุมมองความคิดของเขาจึงเปลี่ยนไปและให้ความสนใจกับครอบครัวมากกว่าเดิม
สองพี่น้องจึงกลับมาสนิทสนมกันมากขึ้นและนี่ก็เป็สาเหตุที่โนโซมิพยายามแกล้งยูเมะจนทำให้การฝึกทำอาหารกลายเป็การต่อสู้
คิดถึงตรงนี้ยูเมะก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความขบขันเพราะอันที่จริงตัวเขาเองก็มีความ้าคล้ายๆกัน หากไม่แล้วเขาคงไม่เลือกที่จะตอบสนองความ้าของน้องสาวจนทำให้การฝึกทำอาหารกลายเป็การต่อสู้
“เอาละ มาเริ่มกันอีกทีก็แล้วกันนะเมล”
“ค่ะ”
เมื่อไม่มีน้องสาวตัวแสบที่คอยกลั่นแกล้งการฝึกทำอาหารของยูเมะกับเมโลดี้จึงดำเนินไปอย่างสงบและราบรื่น ทั้งสองช่วยกันทำอาหารชิมอาหารที่ทำอย่างมีความสุข เสพสุขกับรสชาติของอาหารเมนูต่างๆ ที่แตกต่างกันดื่มด่ำกับเครื่องดื่มมากมายที่ปรุงแต่งขึ้น
ความสุขจากการปรุงอาหารและชิมนั้นทำให้สองหนุ่มสาวลืมเวลาไปอย่างสมบูรณ์
โดยไม่รู้ตัวเช้าวันใหม่ก็มาถึง การแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทั้งสองทำให้พวกเขาส่งยิ้มให้กันแล้วบอกลา
“แล้วเจอกันใหม่นะเมล”
“ค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะยูเมะคุง”
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ยูเมะก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในเคบิน เขาหลับตาอยู่อีกครู่ใหญ่เพื่อทำสมาธิขณะที่รอให้ฝาเครื่องเปิดออกอย่างช้าๆ
เนื่องจากเล่นเกมมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้นอนยูเมะจึงมีความรู้สึกเพลียอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนักเพราะเกมที่เล่นเป็เพียงเกมทำอาหารที่ไม่ได้ใช้พลังเยอะ
การเล่นเกมตลอดทั้งคืนจึงไม่ใช่เื่ใหญ่และไม่ส่งผลรบกวนต่อการพักผ่อน
จะมีบ้างก็แค่ความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนักเมื่อวันก่อนทว่าความเ็ปนี้ก็น้อยกว่าที่คิดเอาไว้
“ไม่เลวเลยแฮะ ยาตัวนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิดอีก ขนาดไม่ได้นอนพักจริงๆนะเนี่ย”
ยูเมะลุกขึ้นมาช้าๆ พลางบิดตัวไปมา ัักับอาการปวดตามแขนขาซึ่งเบากว่าที่คาดเอาไว้มาก มันมีเพียงความรู้สึกปวดหนึบที่ไม่รุนแรงนัก คล้ายกับความรู้สึกหลังออกกำลังกายตามปกติ
หลังจากทอดถอนใจด้วยความทึ่งปนยินดีเขาก็ลุกขึ้นมายืดเส้นสายแล้วเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาอีกครั้ง
ค่าสถานะในตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นมาก็เป็เพียงค่าสถานะยิบย่อยที่มีผลน้อยที่สุดเพียง 3 อย่างและเพิ่มขึ้นมาเพียง0.1 หน่วย
แต่ถึงจะเพิ่มขึ้นมาเพียง 0.1 ยูเมะก็พบว่าร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว
ถึงจะััได้ไม่ชัดเจนแต่การที่เขาสามารถผ่านการฝึกฝนที่ท้าทายขีดจำกัดมาได้นั้นก็บอกได้แล้วว่าค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นมานั้นมีค่ามากขนาดไหน
ในตอนนี้ยูเมะยังไม่มั่นใจว่าค่าสถานะ0.1 หน่วยนั้นเพิ่มพลังให้เขาได้มากขนาดไหน แต่ด้วยประสบการณ์การเล่นเกมที่มีมาอย่างยาวนานเขาก็พอจะคาดเดาได้ส่วนหนึ่ง
‘หากค่าเริ่มต้นคือ 1 เช่นนั้นก็อาจจะบอกได้ว่าค่าสถานะ1 หน่วยนั้นเทียบเท่ากับพลังของคนปกติ เช่นนั้น 0.1 หน่วยก็น่าจะเท่ากับ 10เปอร์เซ็นต์’
การคาดเดานี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน สิ่งเดียวที่เขาทำได้จึงมีเพียงการพยายามต่อไปเพิ่มค่าสถานะต่อไปจนกว่าจะมีข้อมูลการเปรียบเทียบที่ชัดเจนพอ
ขณะที่คิดแบบนั้นยูเมะก็เปิดหน้าต่างภารกิจขึ้นมาเพื่อดูภารกิจประจำวันของวันนี้
แต่เมื่อเห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นในหน้าต่างภารกิจดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ก่อนจะกลายเป็รอยยิ้ม
“ภารกิจฝึกฝน..ในที่สุดก็มีให้ทำสินะแล้วก็..ภารกิจประจำวัน ‘ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ’ งั้นหรือ”
ยูเมะเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจและมองดูหน้าต่างภารกิจอีกครั้งข้อความที่ปรากฏในภารกิจประจำวันก็ยังเป็เหมือนเดิม
ภารกิจนี้ทำให้ยูเมะต้องขมวดคิ้วเพราะถ้าพูดถึงสวนสาธารณะแล้วสถานที่ที่เขาคิดถึงก็หนีไม่พ้นสวนสาธารณะของโรงเรียนมัธยมที่ 3ซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะเมืองแห่งการศึกษานั้นมีส่วนสาธารณะไม่มากนักและสวนที่พอจะใช้ออกกำลังกายได้ก็มีเพียงสวนที่อยู่หน้าโรงเรียนมัธยมแต่ละแห่งเท่านั้น
การออกกำลังกายนั้นยูเมะไม่คิดว่าเป็ปัญหาเท่าไหร่ แต่การออกกำลังกายในสวนสาธารณะนั้นกลับมีปัญหาอยู่บ้างทั้งนี้ก็เพราะสวนแห่งนั้นเป็เหมือนสถานที่พักผ่อนและนัดพบของนักเรียนในโรงเรียน
ซึ่งถ้าเขาไปออกกำลังกายที่สวนแห่งนั้นสิ่งที่เขาต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ เพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนเดียวกัน
แต่จะให้ไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะของโรงเรียนอื่นเขาก็มองว่ามันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
ยูเมะขมวดคิ้วอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตัดสินใจทำภารกิจประจำวันให้สำเร็จเพราะเขาไม่อยากเสียโอกาสไปเพียงเพราะกลัวว่าจะถูกล้อเลียนจากเพื่อนในโรงเรียน
หลังจากนั้นเขาก็หันกลับไปมองภารกิจฝึกฝนซึ่งมีรายละเอียดคล้ายกับภารกิจประจำวันของเมื่อวานมันมีรายการที่ค่อนข้างเยอะ แต่มีจำนวนครั้งที่ให้ทำไม่มากนักจึงพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงถูกเรียกว่าภารกิจฝึกฝน
‘ก็ดี ถ้าต้องฝึกแค่นี้ก็ฝึกให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปออกกำลังกาย่เย็นๆก็แล้วกัน ถือเสียว่าไปเปลี่ยนบรรยากาศ’
เมื่อตัดสินใจได้ยูเมะก็เริ่มวางแผนการของวันนี้แบบคร่าวๆ จากนั้นก็จัดการตัวเองแล้วออกไปเตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคน
ในวันนี้โนโซมิก็มาช่วยอีกครั้งซึ่งดูเหมือนเธอจะตั้งใจมากเป็พิเศษ ราวกับ้าทดสอบทักษะที่ฝึกฝนมาจากในเกมทำให้มื้อเช้าเตรียมเสร็จเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
แม้หน้าตาจะยังไม่น่าทานสักเท่าไหร่นักแต่ก็ยังดีกว่าเมื่อวาน ทำให้เด็กสาวมีกำลังใจมากทีเดียว
พอถึง่สายยูเมะก็เตรียมตัวไปศูนย์ฝึก ไม่มีใครในบ้านที่ประหลาดใจเพราะปกติเขาก็ออกไปศูนย์ฝึกเป็ประจำอยู่แล้วโดยเฉพาะวันหยุดที่จะออกไปทุกครั้งหากไม่มีธุระอะไรเป็พิเศษ
แต่คนที่แปลกใจก็ยังมีอยู่นั่นคือแพทย์หนุ่มที่เป็ผู้จ่ายยาให้กับยูเมะเมื่อวันก่อนที่ไม่คิดเลยแม้แต่น้อยว่ายูเมะจะเข้ามาที่ศูนย์ฝึกวันนี้ด้วย
ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อวานเขาฝึกหนักเกินไปจนร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุดในสภาพเช่นนี้สิ่งที่ดีที่สุดก็คือหยุดพัก 1วันเพราะต่อให้ได้ยารักษาที่ช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ แต่ยาตัวนั้นก็ไม่ใช่ยาที่จะสามารถฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้าได้ภายใน1 วัน
ด้วยเหตุนี้ทันทีที่ยูเมะปรากฏตัวขึ้นเขาจึงถูกแพทย์หนุ่มจับตามองทันที
แต่พอเห็นว่ายูเมะแค่ออกกำลังกายเบาๆไม่หักโหมเหมือนเมื่อวาน สีหน้าของแพทย์หนุ่มก็ผ่อนคลายลงทว่าแพทย์หนุ่มก็ยังไม่มั่นใจ จึงจับตามองต่อไปจนกระทั่งยูเมะจากไปถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง
ถึงตอนนั้นเพื่อนร่วมงานก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามด้วยความสงสัยแต่แพทย์หนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากคำสั่งที่ได้รับนั้นมาจากหัวหน้าทั้งยังเป็คำสั่งที่เหมือนคำขอทำให้ไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆแพทย์หนุ่มจึงไม่คิดที่จะพูดออกไปเพราะกลัวว่าจะมีปัญหาได้หากมีใครรู้ว่าตนเองถูกสั่งให้จับตามองลูกค้าคนใดคนหนึ่งเป็พิเศษ
ยูเมะที่ไม่ทราบเลยว่าตัวเองเพิ่งจะทำให้แพทย์หนุ่มคนหนึ่งต้องลำบากใจก็นั่งรถประจำทางไปยังสวนสาธารณะหน้าโรงเรียนมัธยมที่ 3
ระหว่างทางยูเมะยังไม่พบเจอใครที่เขารู้จักแต่เขาก็สังเกตเห็นรุ่นน้องบางคนที่ดูเหมือนจะรู้จักเขา ซึ่งหันมามองเขาหลายครั้งพลางส่งเสียงพูดคุยกันเบาๆ ซึ่งเื่ที่คุยก็หนีไม่พ้นเื่ของเขากับเมโลดี้
จนถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันกระแสของเขากับเมโลดี้ย่อมไม่สงบลงเร็วขนาดนั้น จึงไม่น่าแปลกที่จะถูกมองและถูกพูดถึง
ทว่ายูเมะก็ไม่สนต้องบอกว่าเขาพยายามไม่สนใจจะถูกต้องกว่าเพราะเขาตั้งใจแล้วว่าจะมาทำภารกิจให้สำเร็จ
ความคิดของเขาจดจ่ออยู่ที่ภารกิจจึงไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นนักซึ่งนับว่าโชคดีที่คนที่มา ‘ออกกำลังกาย’ในสวนสาธารณะนั้น ไม่ใช่คนที่ชอบนินทาใคร คนกลุ่มนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การออกกำลังกายในบรรยากาศที่ร่มรื่นของสวนสาธารณะจึงไม่ได้สนใจยูเมะนัก
อาจจะมีบ้างที่มองมาแล้วคุยกันด้วยความสนใจเนื่องจากยูเมะในตอนนี้ถือเป็คนดังคนหนึ่ง แต่ทุกคนก็มีมารยาทพอที่จะไม่เข้ามารบกวนการออกกำลังกายของยูเมะจึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
ใน่สุดท้ายของการออกกำลังกายเขาก็มาหยุดพักที่จุดพักซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนหนึ่งคอยบริการคนที่มาออกกำลังกาย
ยูเมะหยุดพักที่นี่่สั้นๆเพื่อดื่มน้ำทดแทนเหงื่อที่เสียไป
ซึ่งในขณะที่เขานั่งพักอยู่นั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเป็ชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานคนหนึ่งนั่งพักอยู่บนเก้าอี้หิน
ครั้งแรกที่เห็น ยูเมะก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็พิเศษเขาเพียงแปลกใจเล็กน้อยที่คนอายุขนาดนี้มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะแห่งนี้ แทนที่จะเป็สวนสาธารณะที่เงียบสงบกว่า
แต่เขาก็คิดว่าอาจจะเป็ผู้ปกครองของนักเรียนคนใดคนหนึ่งที่มาวิ่งเป็เพื่อนลูกก็เป็ได้เขาจึงไม่คิดมากนัก
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเป็ครั้งที่สองและสังเกตเห็นสีหน้าที่โศกเศร้าและว่างเปล่าของชายวัยกลางคนสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ความสงสัยเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจควบคุมตามมาด้วยความรู้สึกเป็ห่วงที่ทำให้ยูเมะนึกแปลกใจตัวเองเพราะเขาไม่ใช่คนที่จะเป็ห่วงคนที่ไม่รู้จักและเขาก็มั่นใจว่าเขาไม่รู้จักชายวัยกลางคนคนนี้มาก่อน
ความเป็ห่วงนั้นเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมยิ่งเห็นสายตาของชายวัยกลางคนที่มองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาใครบางคนก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความโศกเศร้าด้วยแล้ว เขาก็รู้สึกว่าไม่อาจควบคุมความคิดของตัวเองได้
สุดท้ายยูเมะก็ตัดสินใจเดินเข้าไปคุยกับชายวัยกลางคนอย่างที่ตัวเขาไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้
“คุณลุงครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับผมเห็นคุณลุงนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว มีปัญหาอะไรก็บอกได้นะครับ”
ขณะที่ยูเมะเดินเข้าไปสอบถามด้วยความเป็ห่วงนั้น ชายวัยกลางคนก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าว่างเปล่าก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นคล้ายกับมีประกายแห่งชีวิตปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง
พริบตานั้นยูเมะรู้สึกคล้ายกับเห็นใครบางคนซ้อนทับกับชายวัยกลางคนตรงหน้าจนเกิดเป็ความรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยเห็นชายวัยกลางคนผู้นี้มาก่อน หรือไม่ก็เคยเห็นใครบางคนที่หน้าตาคล้ายกัน
ความอึดใจต่อมาความคิดของยูเมะก็ถูกปฏิกิริยาตอบสนองที่แปลกประหลาดของชายวัยกลางคนทำลายไป
ชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าโศกเศร้าคล้ายกับมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อได้เห็นยูเมะราวกับเห็นเขาเป็ใครสักคนที่มองหาจนเกิดความตื่นเต้นยินดีอย่างสุดระงับจนเผลอยื่นมือออกมาคว้าแขนของเขาเอาไว้
ทว่าอึดใจต่อมาชายวัยกลางคนก็ราวกับตระหนักว่าเขาไม่ใช่คนที่ตามหาดวงตาที่ทอประกายวาววับจึงดับแสงไป กลายเป็ดวงตาที่โศกเศร้าและว่างเปล่าเหมือนเดิมก่อนจะปล่อยแขนยูเมะอย่างช้าๆ
“ขอโทษนะ ลุงจำคนผิดนะ..ลุงไม่เป็อะไรหรอก ไม่ต้องห่วงลุงก็แค่..มองหาบางสิ่งที่ลืมไปเท่านั้น ขอบใจนะพ่อหนุ่มที่เป็ห่วง”
ยูเมะพยักหน้ารับเป็เชิงตอบรับแล้วบอกลาชายวัยกลางคนเบาๆ ก่อนจะจากไปขณะที่ภายในใจก็คิดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีกครั้ง จนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองชายวัยกลางคนเป็ครั้งที่สอง
คราวนี้ความรู้สึกแปลกๆที่ััได้ก่อนหน้านี้ก็เด่นชัดขึ้นเพราะความโศกเศร้าในดวงตาของชายวัยกลางคนคล้ายกับทวีความรุนแรงขึ้นมันกลายเป็ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับความสิ้นหวัง
ชั่วขณะนั้นยูเมะรู้สึกราวกับเข้าใจความรู้สึกของชายวัยกลางคนคนนี้และรู้ว่าอีกฝ่ายเป็อะไร
‘ไม่มีทาง..เราจะไปรู้ได้ยังไง แต่ว่า..ถ้าความรู้สึกนี้เป็เื่จริงละก็เช่นนั้นก็หมายความว่ามีใครบางคนหายไปงั้นหรือ..’