ขณะพูดคุยหารือเื่รับมือกับเผ่ามารอยู่ในห้องลับของวังเฟิ่งหวงทุกคนได้ยินเสียงครืนครางดังเข้ามาจากด้านนอกก่อนจะได้รับรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวดังมาจากด้านทิศตะวันออกของหุบเขา ทั้งาาปีศาจประมุขน้อยและผู้ติดตามของพวกเขา รวมถึงเหล่าผู้าุโสามสี่คนต่างก็ออกมายืนดูเหตุการณ์ที่บริเวณผาเหยียบเมฆทั้งหมดััได้ถึงพลังอันรุนแรงอย่างที่นานๆ ครั้งจะรู้สึก
“ปีศาจงูั์เคลื่อนไหวต้องเกิดเหตุอะไรขึ้นที่ถ้ำชิงจันทราแน่” อี้เฟิ่งกล่าว เพราะเมื่อห้าร้อยปีก่อนเขาคือผู้ที่ผนึกิญญาปีศาจดุร้ายตนนั้นไว้ในถ้ำ เพื่อไม่ให้ออกมาทำร้ายและสร้างความโกลาหลให้แก่ดินแดนใกล้เคียง
เวลานั้นปีศาจจิ้งจอกน้อยลู่เสียนปรากฏกายขึ้นด้านหลังและวิ่งหน้าตาตื่นมากราบเรียนท่านาาและประมุขน้อยด้วยความร้อนรนใจ
“แย่แล้วเ้าค่ะ เยว่ซินกับแม่นางอวี้ออกไปยังหุบเขาชิงจันทร์เกรงว่าจะเกิดเื่”
อี้ฉางเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบซักถามทันทีว่าสองคนนั้นออกไปกันั้แ่เมื่อไหร่
“ราวๆ ยามเฉินเ้าค่ะวันนี้ข้าหาเยว่ซินทั้งวันก็ไม่พบ มารู้จากปีศาจในป่าเมื่อครู่ว่านางออกไปกับแม่นางอวี้”
สิ้นประโยคของลู่เสียนอี้ฉางเฟิงก็ถอนใจหนักทันที เพราะนี่ก็ยามโหย่ว[1]แล้วมิน่าวันนี้เขาไม่เห็นแม้แต่เงาของเยว่ซิน ส่วนอวี้หนิงเหอก็ไม่เข้าประชุม่เช้าเวลานั้นยังไม่ทันที่อี้เฟิ่งจะออกคำสั่ง ประมุขน้อยก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวไปที่ขอบผาและเผยปีกวิหคอัคคีเหาะขึ้นฟ้าไปทันทีปีกสีแดงทั้งสองกระพือด้วยพลังมหาศาล ทำเอาผืนดินและยอดไม้บริเวณใกล้เคียงสั่นไหวราวกับโดนพายุพัด
เฟยฉีเห็นดังนั้นก็รีบกล่าวขอตัวกับท่านาาอี้เฟิ่งแล้วกลายร่างเป็ปักษารัตติกาลขนขาวเหาะตามอี้ฉางเฟิงไปด้วยความร้อนใจ
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทั้งวิหคอัคคีและปักษารัตติกาลขนขาวก็ก้าวลงมาเหยียบยังอาณาบริเวณหุบเขาชิงจันทร์อี้ฉางเฟิงสั่งให้เฟยฉีไปสำรวจด้านในหุบเขาเพื่อค้นหาและดูว่ามีเหตุการณ์อะไรผิดปกติหรือไม่ส่วนตัวเขามุ่งหน้าไปที่ถ้ำชิงจันทรา เพราะอย่างไรเสียก็ต้องหาทางขัดขวางปีศาจงูั์ไม่ให้ออกมาจากถ้ำ
เฟยฉีเมื่อได้รับคำสั่งก็รวบรวมพลังจากกลางอกถ่ายทอดขึ้นสู่ท้องฟ้าทันใดนั้นฝูงนกสีดำทุกตัวในป่าก็บินมาเกาะเหนือต้นไม้รอบๆ เพื่อรอฟังคำสั่งจากเขาปีศาจปักษารัตติกาลขนขาวร่ายอาคมด้วยั์ตาสีแดงวาบ จากนั้นนกทุกตัวก็แตกฮือแยกย้ายกระจายกันไปค้นหาทั่วทั้งหุบเขา
เมื่ออี้ฉางเฟิงไปถึงก็พบว่าอาคมผนึกปากถ้ำไม่ได้ถูกทำลายแต่ถูกเจาะเข้าไปจากผู้ที่รู้วิชาหรือใช้อาวุธร้ายแรงอย่างดาบเขี้ยววง
ร่างสูงรีบพุ่งเข้าไปด้านใน และพบเห็นปีศาจที่กลับคืนร่างจริงเป็งูั์สีดำนอนนิ่งอยู่ภายในโถงถ้ำพลังชั่วร้ายของนางก็เหมือนจะสลายหายไปด้วย สภาพด้านในถ้ำเต็มไปด้วยซากปรักหักพังราวกับเกิดการต่อสู้กันรุนแรงและนี่อาจเป็ที่มาของพลังที่ััได้ตอนยืนอยู่บนผาเหยียบเมฆ
“เยว่ซิน” ในใจฉุกคิดถึงนางขึ้นมาทันทีเขาวาดพลังออกไปทำให้ในถ้ำนั้นสว่างไสวพอจะมองเห็นสิ่งต่างๆ โดยรอบ แต่เมื่อมองอย่างสำรวจแล้วกลับไม่พบร่างของภูตน้อยหรือแม้แต่อวี้หนิงเหอเลยใจหนึ่งเริ่มระส่ำระส่ายเมื่อคิดว่านางอาจตกลงไปในร่องแดนมาร
อี้ฉางเฟิงลอยตัวอยู่เหนือความว่างเปล่าของเหวลึกรวบรวมพลังและสำรวจลงไปใน่ความลึกและว่างเปล่าด้านล่างแต่เขาััไม่ได้ถึงพลังอะไรที่เกี่ยวกับเยว่ซิน หรือแม้แต่อวี้หนิงเหอก็ไม่พบและในตอนนั้นเอง เขากลับได้ยินเสียงของนางดังขึ้นบริเวณด้านหลังซากกองหินเสียงนั้นเอ่ยเรียกชื่อของเขาอย่างแ่เบา
“ฉะ...ฉางเฟิง”
ร่างสูงรีบพุ่งตัวไปยังบริเวณดังกล่าวทันทีและพบว่าอวี้หนิงเหอได้รับาเ็หนัก ปีศาจหนุ่มรีบประคองร่างของนางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนใช้พลังรักษานางจนอาการดีขึ้น
“หนิงเหอ เ้าเป็เช่นไรบ้าง?” เขาซักก่อนที่จะฟังนางเล่าว่าต่อสู้กับงูั์เพื่อช่วยเยว่ซินจนได้รับาเ็อี้ฉางเฟิงได้ยินดังนั้นจึงรีบซักถามต่อ “แล้วเยว่ซินนางอยู่ที่ใด?”
อวี้หนิงเหอส่ายหน้าอ้างว่านางสลบไปก่อนหลังจากที่ใช้พลังทั้งหมดสู้กับปีศาจงูั์ตอนนั้นเฟยฉีตามมาสมทบพอดี อี้ฉางเฟิงจึงให้เขาพาอวี้หนิงเหอกลับไปที่วังเฟิ่งหวงก่อนเพราะคิดว่าอี้เฟิ่งกับเหล่าผู้าุโทั้งหลายคงเป็กังวลอยู่
“แล้วประมุขน้อย?”
“ข้าจะอยู่ตามหาเยว่ซินไม่แน่นางอาจตกลงไปในแดนมารแล้ว”
“เช่นนั้นท่านจะลงไป...”
แทนคำตอบ อี้ฉางเฟิงพยักหน้ารับแต่เฟยฉีรู้ว่านั่นมันอันตรายมาก และถ้าหากว่าเยว่ซินตกลงไปจริงป่านนี้นางอาจจะถูกมารจับตัวไปแล้วก็ได้ แต่อี้ฉางเฟิงทราบดีเพราะเหตุนี้เขาถึงต้องยิ่งลงไปช่วยนาง
“เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วยนะขอรับ เอาไว้พาแม่นางอวี้ไปส่งแล้วข้าน้อยจะกลับมาหากท่านลงไปยังแดนมารก็ส่งสัญญาณให้ข้าน้อยด้วยนะขอรับข้าน้อยจะรีบลงไปช่วยพวกท่าน”
อี้ฉางเฟิงพยักหน้ารับคำก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังสะพานที่หักพังเพื่อข้ามไปยังถ้ำอีกฝั่งด้านหน้าไม่หันกลับมามองดูว่าอวี้หนิงเหอมองเขาด้วยสายตาทอดอาลัย
เวลานั้นไม่เหลือใครแล้ว มีแต่ร่างสูงที่ยืนพึมพำคนเดียวด้วยความกระวนกระวายใจก็นึกเป็ห่วงว่าเยว่ซินจะหลงเข้าไปด้านในสุดของถ้ำจึงได้ตามเข้าไปดูในใจก็ตั้งคำถามไปด้วยว่าเหตุใดนางถึงต้องเสี่ยงเข้ามาในถ้ำชิงจันทราแห่งนี้
บริเวณนี้เป็ทางเข้าไปเกือบจะสุดด้านในถ้ำแล้วด้านหน้าเป็โถงเล็กๆ โถงสุดท้าย ซึ่งอี้ฉางเฟิงคิดว่าเขาคงจะไม่พบเยว่ซินแล้วแต่ปรากฏว่าเมื่อพ้นจากปากโถงเข้าไปก็พบนางนอนตะแคงหมดสติอยู่บนพื้น
“เยว่ซิน!” ร่างสูงรีบปรี่เข้าไปประคองร่างบอบบางขึ้นมาทันทีแล้วเอ่ยเรียกนางอีกหลายครั้ง “เยว่ซิน! เ้าลืมตาสิ” เรียกพลางเขย่าตัวนางเบาๆสองสามครั้งกระทั่งได้สติ
“อะอี้ฉางเฟิง นี่ท่านหรือ?”
“ข้าเอง เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ เกิดอะไรขึ้นกับเ้า?”
ตอนนั้นอี้ฉางเฟิงประคองนางลุกขึ้นนั่งเยว่ซินยังดูมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางเห็นว่าอี้ฉางเฟิงใช้มือจับที่ต้นแขนของนางไว้จึงได้ใช้อีกมือกุมที่สร้อยไข่มุกเพราะเกรงว่าเขาจะได้รับอันตราย
เยว่ซินพยายามเล่าและนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่พอจะจำได้นางเห็นสตรีผู้หนึ่งดึงมือนางขึ้นมาจากร่องแดนมาร ก่อนที่จะถูกไอลาวาสังหารััร่างทั้งยังประคองนางเข้ามาในถ้ำและใช้พลังรักษาอาการนาง แต่เพียงแค่ครู่เดียวไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นั้นก็ลุกขึ้นและสะบัดตัวหายวับไป
“เป็หนิงเหอช่วยเ้าไว้หรือ?”
เยว่ซินส่ายหน้า ไม่แน่ใจว่าเป็นางหรือไม่เนื่องจากเวลานั้นในถ้ำมืดและตัวนางเองก็รู้สึกเหมือนสติลางเลือน อี้ฉางเฟิงไม่ได้คาดคั้นกล่าวว่าเขาพบอวี้หนิงเหอด้านนอกและให้เฟยฉีพากลับไปยังวังเฟิ่งหวงแล้ว จากนั้นก็ถามเยว่ซินถึงสาเหตุที่นางมาที่นี่กับอวี้หนิงเหอเยว่ซินจึงเล่าให้ฟังว่ารายนั้นอาสาจะช่วยนางตามหาเหยียนโม่โฉว
“แล้วพบหรือไม่?”
แทนคำตอบเยว่ซินส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
อี้ฉางเฟิงไม่ซักไซ้ต่อเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็เช่นนั้น เหยียนโม่โฉวไม่มีวันอยู่ที่นี่ เพราะเขาััได้ถึงพลังจิตที่พยายามตามติดตัวเขาและอาจวนเวียนอยู่ในป่าเทียนสุ่ย
“เราควรรีบออกไปจากถ้ำนี่ที่นี่ไอสังหารของปีศาจงูรุนแรงเกินไปอาจทำร้ายเ้าได้ อีกทั้งเวลานี้ร่องแดนมารได้รับแรงะเือีกไม่นานพวกมารอาจจะแห่กันมา” อี้ฉางเฟิงตัดบทแต่ดูเหมือนเวลานั้นสายตาของอีกฝ่ายกลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่เขา เยว่ซินกำลังตะลึงพรึงเพริดอยู่กับแท่งผลึกหินเรียงรายที่ส่องแสงมลังเมลืองอยู่ด้านหลัง
“นะนั่น...” นางชี้ไปยังกลุ่มผลึกหินแท่งเล็กใหญ่ที่แทรกปะปนกันอยู่่ด้านในสุดของโถงถ้ำ
อี้ฉางเฟิงมองตามไป บริเวณนั้นค่อนข้างโล่ง้าเป็ปล่องสูงขึ้นไปมองทะลุเห็นท้องฟ้า ซึ่งบัดนี้แสงจันทราได้ฉายลงมายังช่องว่างกลางปล่องพอดิบพอดีเดิมทีเนื้อผลึกหินนั่นเป็สีขาวโปร่งแสง แต่เมื่อต้องแสงจันทร์ก็กลับกลายเป็สีนวลกระจ่างและแวววาวราวกับเคลือบด้วยผงมุกนอกจากนี้ยังส่องแสงเป็ประกายสีทองอีกด้วย
“นั่นคือศิลาอาบแสงจันทร์” เขาเคยเห็นมาก่อน
เยว่ซินถึงเผยยิ้มอย่างดีใจ ก่อนเอ่ยว่านี่คือสิ่งที่นางกำลังตามหาแม้จะถูกอี้ฉางเฟิงตำหนิว่านางช่างโง่เขลาที่ยอมเสี่ยงอันตรายเข้ามาในถ้ำก็เพื่อสิ่งนี้แต่เมื่อนางเฉลยวัตถุประสงค์ว่า้านำศิลาอาบแสงจันทร์ไปทำแท่นฝนหมึกให้เขาอี้ฉางเฟิงก็ถึงกับนิ่งไป
“เ้าอยากได้มันเพียงเพื่อเอามาทำแท่นฝนหมึกให้ข้างั้นหรือ?”
เขากลับรู้สึกผิดในใจเมื่อทราบเจตนาที่แท้จริงของนางความจริงเขาไม่ติดใจเื่ศิลาหยกน้ำค้างเลยด้วยซ้ำ หากที่ให้นางชดใช้ก็เพียงแค่้าสั่งสอนให้รู้จักผิดรู้จักชอบแต่ไม่คิดว่านางจะยึดมั่นและยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้
ว่าแล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นไปยืนให้ห่างจากเยว่ซินก่อนจะเรียกทวนเทวะแล้ววาดตัดไปที่ผลึกหินแท่งที่ใหญ่พอประมาณ ความคมของพลังเฉือนศิลาแท่งดังกล่าวขาดออกจากกันแล้วลอยมาอยู่บนฝ่ามือของอี้ฉางเฟิงก่อนที่เขาจะหันหลังกลับมานั่งลงเบื้องหน้านาง
“ของเ้า...เมื่อได้ของที่้าแล้วเช่นนั้นก็รีบออกไปจากที่นี่เถอะ”พูดจบก็มองเยว่ซินใช้พลังเวทรวบเก็บผลึกนั่นไป
นางมองหน้าเขาอย่างคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ว่านางกำลังแปลกใจ สงสัย หรือซาบซึ้งใจกันแน่ ทุกความรู้สึกเหมือนปะปนกันอยู่กระทั่งร่างสูงพยุงนางลุกขึ้นและพาเดินออกมาจนถึงโถงด้านนอกที่บัดนี้สะพานเชื่อมแทบจะพังทลายไปหมดแล้ว
วินาทีนั้นปักษารัตติกาลขนขาวก็พุ่งเข้ามาในถ้ำก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประมุขน้อยด้วยความสามารถในการมองเห็นในที่มืดจึงทำให้พบทั้งสองได้ไม่ยากหลังรายงานว่าอวี้หนิงเหอถูกผู้าุโเผ่านำตัวไปรักษายังถ้ำจิ้งจอกแดงแล้วก็หันมามองที่ภูตน้อยที่อยู่ในสภาพเหมือนได้รับาเ็
“เยว่ซิน ในที่สุดเ้าก็ปลอดภัย ข้ากับลู่เสียนเป็ห่วงเ้ามาก”เขายิ้มและบอกว่าก่อนหน้ารายนั้นอยากจะตามมาด้วยแต่ถูกตนห้ามไว้เยว่ซินได้ยินดังนั้นก็บอกกับเฟยฉีว่านางไม่เป็อะไรแล้ว
อี้ฉางเฟิงเห็นว่าเสียเวลามากแล้วจึงสั่งให้เฟยฉีพาเยว่ซินออกไปรอด้านหน้าหุบเขาส่วนตัวเขาลอยขึ้นไปเหนือทางเดินที่ชำรุดแล้วกางแขนทั้งสองข้างออก ใช้พลังผนึกเหนือปากเหวไว้ไม่ให้มีมารหรือปีศาจดุร้ายตนไหนหลุดออกมาจากร่องแดนมารก่อนจะออกมาด้านนอกและใช้พลังวิหคอัคคีซ่อมผนึกที่ถูกเจาะชำรุดไป ไม่นานนักจากร่างวิหคอัคคีก็ค่อยลอยต่ำลงมาจนปลายเท้าัักับพื้นหินทีละข้าง
ที่บริเวณทางเข้าด้านหน้า เยว่ซินอดไม่ได้ที่จะเป็ห่วงคนด้านในที่ยังไม่ตามออกมาเฟยฉีเห็นนางเพียรชะเง้อมองหาอี้ฉางเฟิงอยู่หลายรอบจนในที่สุดร่างสูงก็เดินพ้นออกมาจากช่องเขา และเมื่อเห็นว่าเยว่ซินยังปลอดภัยดีจึงตรงรี่ไปที่นาง
“รีบออกไปจากที่นี่เถอะ”
เวลานั้นเยว่ซินได้แต่ยืนนิ่งจนน่าสงสัยก่อนจะเอ่ยกับทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าหมดแรง
“ข้าขอโทษ ข้าใช้พลังจนเกือบหมดแล้วข้าคงเหาะตามพวกท่านไปไม่ไหว?”
เฟยฉีอมยิ้มก่อนหันไปมองหน้าประมุขน้อยและได้ยินรายนั้นตอบกลับนางไปว่า“เ้าไม่ต้องกังวลหรอก มีข้าอยู่...ล่วงเกินแล้ว”
ว่าแล้วอี้ฉางเฟิงก็ช้อนร่างบอบบางของภูตน้อยขึ้นมาก่อนจะเผยปีกสีแดงเพลิงคู่นี้ออกมาอีกครั้งพร้อมกำชับบอกคนในอ้อมแขนให้เก็บไข่มุกของนางไว้ให้มิดชิด
“ข้าเก็บไว้แล้ว” เยว่ซินอมยิ้มนิดๆก่อนจะใช้มือกระชับสร้อยไข่มุกกลืนราตรีให้แน่น จากนั้นอี้ฉางเฟิงก็ขยับปีกอันสวยงามและทรงพลังของเขาก่อนสยายออกและทะยานไปบนท้องฟ้า พาเยว่ซินเหินเวหาท่ามกลางแสงจันทราที่สวยงามยามค่ำคืนนั้น
ท่ามกลางดินแดนที่อยู่สูงขึ้นมาจากพิภพมนุษย์ภายใตู้เาสลับซับซ้อนที่เต็มไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ ลึกเข้าไปถึงถ้ำที่อยู่ในสุดของหุบเขาซึ่งเป็ปราการกั้นระหว่างแดน์และพิภพล่างสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังเซียนหนาแน่น บริเวณรอบนอกเทือกเขาล้วนเต็มไปด้วยพฤกษาและต้นไม้วิเศษที่หายากในสามพิภพจึงได้ชื่อว่าเป็หุบเขาปราการเซียน
ภายในถ้ำลับที่ปกคลุมด้วยเขตอาคมรอบนอกเป็ธารน้ำที่ไหลมาจากบ่อปราณพิสุทธิ์ พลังปราณไหลเวียนในกระแสน้ำเปล่งประกายเป็ดวงเล็กดวงน้อยสีฟ้าเข้มเหนือฐานศิลาแปดเหลี่ยมนั้นมีคนผู้หนึ่งที่กายล้อมรอบไปด้วยพลังเซียนขั้นสูงนั่งทำสมาธิเข้าญาณมาตลอด่เวลาหลายพันปี และด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งนั้นจึงสามารถสื่อสารด้วยจิตผ่านกายทิพย์ของตนได้
บัดนี้สตรีในชุดสีม่วงได้หยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขาร่างที่โปร่งแสงและมีพลังแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ
“เยว่ซินนางปลอดภัยแล้วโชคดีที่ข้าตามไปทันเวลา”
เสียงหวานของนางเอ่ยต่อเขาด้วยสีหน้าที่ไร้กังวลระหว่างใบหน้าของนางและบุรุษผู้นี้เหมือนมีม่านรัศมีสีทองกั้น เขาไม่ได้หันหน้ามองยังนางแต่เขาก็รับรู้ในสิ่งที่นางพูด
“ลำบากเ้าแล้วเวลานี้แดนมารััได้ถึงการมีตัวตนของนาง อีกไม่ช้าแดนเซียนย่อมต้องล่วงรู้” น้ำเสียงจริงจังแต่ท่าทีดูผ่อนคลายบุคลิกของคนผู้นี้ไม่ได้เคร่งขรึมแต่กลับยิ้มแย้มมีเสน่ห์
“ข้าจะพยายามเฝ้าดูนาง ไม่ให้นางแสดงพลังที่ถูกปิดกั้นออกมาแต่นางก็ช่างดื้อรั้นนัก ข้าไม่รู้ว่านางจะรู้ฟังหรือไม่”เมื่อพูดถึงเื่นี้ก็ทำให้นางส่ายหัว และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะยิ้มตาม
“นางก็เหมือนเ้ามิใช่หรือ” เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่เห็นลอดจากม่านสีทองนั่นล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดู
[1] ยามโหย่ว คือ ่เวลา 17.00 – 18.59 น.