“หากฮ่องเต้ใช้เรื่องอำนาจทางการทหารมาเป็นเครื่องต่อรองโดยตั้งเงื่อนไขให้ช่วยถอนพิษให้เซียวหรัน ท่านแม่ทัพจะรับมือเช่นไร”
คำถามของจูอวิ้นชิงทำให้เซียวจื้อหยวนถึงกับอึ้งไป และทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนผู้นี้จะสามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งดึงฮ่องเต้เข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่ในคำพูดที่ฟังดูเหลวไหลนั้น นางกลับเห็นว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง เพราะความพยายามของฮ่องเต้ที่ต้องการจะลดทอนอำนาจของตระกูลเซียวเป็นสิ่งที่หลายคนสามารถรับรู้ได้
จูอวิ้นชิงในฐานะที่ปรึกษาของเซียวจื้อหยวนนั้น ย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีความฉลาดและมีความรอบคอบ แต่สำหรับเซียวจิ่วเอ๋อร์แล้ว นางกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้แค่ฉลาดเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก
ในความคิดของนาง จูอวิ้นชิงไม่ได้เป็นเพียงคนฉลาดธรรมดา แต่เขายังเป็นคนที่ชั่วร้ายด้วย
บทสนทนาระหว่างจูอวิ้นชิงกับเซียวจื้อหยวนเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงกลิ่นอายของการยุยงและบิดเบือนความจริง คล้ายกับความประทับใจแรกที่จูอวิ้นชิงเคยทิ้งไว้ให้เซียวจิ่วเอ๋อร์...คนชั่วช้าที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“คนผู้นี้มีเบื้องหลังอะไรกันแน่”
เซียวจิ่วเอ๋อร์นั่งยองอยู่ที่มุมกำแพง ฟังบทสนทนาของทั้งสองที่เริ่มจากการรับมือฮ่องเต้ ไปจนถึงเรื่องการจัดการตระกูลเจี่ย และสุดท้ายวกมาถึงแผนการจัดการนาง ซึ่งพวกเขาเรียกนางว่าขยะไร้ค่าที่อกตัญญู
สุดท้ายแล้วนางอ้าปากหาว ยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ กลับไปยังจวนสกุลเจี่ย
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด เซียวจิ่วเอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงโดยไร้ความง่วง นางครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ พร้อมกับสังเกตข่ายอาคมที่สร้างไว้นอกเรือนว่ามีใครล่วงล้ำเข้ามาหรือไม่
ทันใดนั้น เสียงแผ่วเบาผิดปกติบางอย่างก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของนาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์ลืมตาขึ้นทันที นางกระโดดลุกขึ้นอย่างว่องไว ในขณะที่เท้าสัมผัสพื้น มีดสั้นที่ก่อตัวจากพลังวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในมือ
นางหมุนตัวไปยืนหลบข้างประตู ดวงตาเยือกเย็นจับจ้องไปยังประตู
ภายในลานเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์มั่นใจว่ามีคนลอบเดินสำรวจรอบลานก่อนหน้านี้
หรือว่าจะเป็นจูอวิ้นชิงที่มาเพื่อฆ่านางปิดปาก? หรือไม่ก็…
ขณะที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กำลังคาดเดาผู้มาเยือนยามดึก เสียงฝีเท้านั้นก็หยุดลงที่หน้าห้องของนาง ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา…
กู้เหยียนเพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง ก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ
เขาเหลือบตาลงมองก็พบว่ามีดสั้นคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอของเขา คมมีดนั้นบาดผิวจนเลือดซึมออกมา
ความเจ็บปวดทำให้กู้เหยียนสูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ ก่อนจะคว้าข้อมือของเซียวจิ่วเอ๋อร์ไว้ สีหน้าของเขาดูตื่นตระหนกเกินจริง
“ข้าเองๆ! แม่นางปล่อยข้าก่อน!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์สูดลมหายใจลึก ความขุ่นเคืองทำให้นางอยากจะปักมีดเข้าไปให้รู้แล้วรู้รอด
นางถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “กลางดึกแบบนี้เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“มาทำอะไร? แน่นอนว่ามาหาเจ้าน่ะสิ!”
กู้เหยียนยกนิ้วในท่าทางโอ้อวดเล็กน้อยดันมีดสั้นให้ห่างออกไป ก่อนจะลูบลำคอตัวเอง แล้วมองดูเลือดที่เปื้อนปลายนิ้วพลางถอนหายใจ
“แผลเก่ายังไม่ทันหาย แผลใหม่ก็มาอีกแล้ว ข้าจะต้องเจอเรื่องเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีพิษในตัวที่ยังไม่ได้รับการถอน นางขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”
“ยามนี้ในเมืองหลวงใครบ้างไม่รู้ว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนสกุลเจี่ย? แต่จวนนี้กว้างมาก ข้าต้องเดินวนอยู่ตั้งนานกว่าจะหาเจ้าพบ”
กู้เหยียนเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่เกรงใจ นั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะอย่างสบายใจ ก่อนจะรินน้ำชาที่เย็นชืดใส่ถ้วยแล้วดื่มรวดเดียวหมด
เขาเล่าด้วยท่าทางขบขันว่าระหว่างมาที่นี่ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เขาถึงกับเรียกสุนัขติดตามมาช่วย แต่คาดไม่ถึงว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์จะสร้างข่ายอาคมในลานไว้ แถมยังเป็นข่ายอาคมระดับสูงอีกด้วย ทำให้เขาต้องเดินหลงทางอยู่ในจวนสกุลเจี่ยอยู่นานกว่าจะหาที่นี่เจอ
กู้เหยียนใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองเซียวจิ่วเอ๋อร์แล้วถามด้วยความสงสัย
“เจ้าวางพิษอะไรไว้ในตัวข้ากันแน่ ทำไมพวกหมอหลวงถึงบอกว่าไม่เคยเห็นพิษแบบนี้มาก่อน”
“มันแปลกมากหรือที่หมอพวกนั้นไม่เคยพบพิษเช่นนี้? ถ้าเจ้าอยากให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาเพิ่ม ข้ายังมีพิษอื่นๆ อีกมาก ให้เจ้าลองตอนนี้ก็ย่อมได้”
เซียวจิ่วเอ๋อร์พูดพลางทำท่าควานหาอะไรบางอย่างในอกเสื้อ ท่าทางนั้นทำให้กู้เหยียนสะดุ้งโหยงรีบกระโดดถอยไปไกลทันที
“อย่าเลย! แค่พิษนี้ข้าก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางกลัวลนลานของกู้เหยียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
นางอมยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทำให้กู้เหยียนถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ จนกระทั่งนางหยิบเข็มเงินออกมา นั่งลงที่โต๊ะแล้วเรียกเขาเข้ามาใกล้ เขาถึงได้สติกลับมา
ในใจของกู้เหยียนยังคงท่องซ้ำๆ ว่านางไม่ใช่มนุษย์ เพื่อเตือนตัวเองไม่ให้เผลอหลงเสน่ห์ของนาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นเขาทำท่าทางแปลกๆ ก็นึกว่าเขาคงปวดแผลจนทำให้เป็นแบบนี้ นางดึงคอเสื้อของเขาเข้ามาแล้วปักเข็มลงไปทันที ความเจ็บปวดทำให้กู้เหยียนร้อง “โอ๊ย!” ออกมาลั่น สีหน้าซีดขาว
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองปฏิกิริยาของเขาแล้วหัวเราะเยาะ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “พ่อครัวกู้ เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นผู้หญิง อยู่ดีๆ เจ้าบุกเข้าห้องข้าในยามดึก ไม่กลัวว่าข้าจะฉวยโอกาสยึดเจ้าเป็นของข้าบ้างหรือ”
“กลัวอะไร เจ้าไม่ใช่มนุษย์เสียหน่อย”
“หืม?” เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “เจ้ากำลังด่าข้าอยู่งั้นหรือ”
ชีวิตของเขาอยู่ในมือของนางแท้ๆ แต่เขายังกล้าด่านางว่าไม่ใช่มนุษย์? ดูเหมือนว่านางจะปักเข็มเบาเกินไป
เซียวจิ่วเอ๋อร์ทบทวนตัวเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะปักเข็มอีกครั้ง ครั้งนี้แรงกว่าครั้งก่อนจนกู้เหยียนสีหน้าเหยเก เหงื่อเย็นไหลพราก ร้องไม่ออกแม้แต่คำเดียว
กู้เหยียนกัดฟันแน่นไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก แต่กลับแอบมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อยู่หลายครั้ง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยที่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
กู้เหยียนเคยเห็นศาสตร์เชิดหุ่นของเผ่าเทพมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นหุ่นเชิดตัวไหนที่ดูเหมือนมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
ยิ่งมองเขาก็ยิ่งหลงใหล ในตอนที่มือของเซียวจิ่วเอ๋อร์ผ่านหน้าเขาไป กู้เหยียนถึงกับเผลอคว้าข้อมือของนางไว้โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะดึงแขนเสื้อของนางขึ้นเล็กน้อย จ้องมองที่ผิวแขนด้วยความฉงน
“ทำไมผิวของเจ้าถึงเหมือนคนจริงๆ เล่า?”
เซียวจิ่วเอ๋อร์: “…”
ดีเหลือเกิน นางเข้าใจแล้วว่าเหตุผลที่เขามาที่นี่ในวันนี้คืออะไร
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อถอนพิษ แต่เขามาเพื่อหาเรื่องตาย!
“อยากตายแบบไหนว่ามา ข้าจะให้โอกาสเลือกวิธีเอง เห็นแก่ที่ข้ากับลูกเคยกินข้าวร่วมโต๊ะกับเจ้า”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ดึงแขนกลับ ดวงตาใสกระจ่างแฝงประกายเย็นเยียบจ้องมองเขาจนกู้เหยียนรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น...ข้าพูดผิดไป ข้าไม่ได้ด่าเจ้าจริงๆ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”
กู้เหยียนก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว รีบพยายามหาเรื่องอื่นมาพูดเปลี่ยนบรรยากาศ
“เอ่อ...ได้ยินมาว่าลูกของเจ้าหายไป? มีเบาะแสบ้างหรือยัง”
มือของเซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักไป นางคิดว่าเขานี่ช่างพูดไม่รู้จักดูสถานการณ์จริงๆ
“ไม่มี” นางส่ายศีรษะ น้ำเสียงเจือความรู้สึกท้อแท้และเยาะเย้ยตัวเอง “บางทีเขาอาจจะคิดว่าข้าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง แล้วหนีไปเองก็ได้”
กู้เหยียนเห็นท่าทางเศร้าของนางก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ เขามองนางอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดปลอบใจแบบทื่อๆ
“จริงๆ เจ้าลองคิดอีกมุมหนึ่งสิ เผื่อเขาถูกครอบครัวดีๆ เก็บไปเลี้ยง จากนั้นก็กลายเป็นคุณชายในบ้านเศรษฐี กินดีอยู่ดี แบบนี้ก็น่าจะดีกว่าตามเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งไม่ใช่หรือ”
คำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผลจนเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่รู้จะเถียงยังไง
ตอนนี้นางมีแต่ตัว ไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติและที่อยู่อาศัย ถ้าซิงซิงจะรังเกียจนางก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางไม่เข้าใจ นั่นก็คือก่อนที่ซิงซิงจะหายตัวไป เขายังกอดและออดอ้อนนางด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน บอกว่าชอบนางที่สุด ทว่าหลังจากนั้นเขากลับหายไปเสียแล้ว ทิ้งให้นางรู้สึกอึดอัดค้างคาใจอย่างมาก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากช่วยเขาปักเข็มเสร็จ นางก็ไปนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆ
ในห้องเงียบสงัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด กู้เหยียนรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก จึงคิดหาทางกลับไป
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เอ่ยด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอกลับก่อนนะ?”
“หืม? อืม” เซียวจิ่วเอ๋อร์ตอบรับอย่างขอไปที “พิษที่เหลือในตัวเจ้าต้องฝังเข็มอีกสองครั้งถึงจะถอนออกหมด อีกเจ็ดวันเจ้ามาหาข้าอีกครั้ง อย่าลืมมาให้ตรงเวลา ถ้าไม่มา…”
นางไม่ได้พูดต่อ แต่แววตาเย็นเยียบที่มองเขา ทำให้กู้เหยียนถึงกับขนลุก