่กลางปี พ.ศ. 2566 เด็กชายไชยเชษฐ์ วงศ์จันแก้ว มีชื่อเล่นว่า “บอส” หนุ่มน้อยวัย 13 ปีเศษ นักเรียนชั้น ม.2 จากโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กำลังเดินพินิจพิจารณาลักษณะของฐานปัทม์พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ที่โดยรอบตกแต่งด้วยรูปครุฑยุดนาค ร่วมกับเพื่อนนักเรียนในชั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ตามคำอธิบายของครูที่พามาทัศนศึกษาในระหว่างที่กำลังรอคิวเข้าไปภายในของพระอุโบสถ ซึ่งการมาครั้งนี้เป็ส่วนหนึ่งของการเรียนในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมฯ ในกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียน
เมื่อถึงคิวที่จะได้เข้าไปกราบพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ "พระแก้วมรกต" แล้ว นักเรียนทุกคนก็ต่างพากันตื่นเต้นเป็การใหญ่ ครูที่พามาจึงได้เริ่มบรรยายถึงที่มาและความสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้ จึงทำให้นักเรียนหลายคนรู้ว่านี่คือพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสำคัญที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน
บอสได้แยกออกจากกลุ่มเพื่อนแล้วไปนั่งอยู่บนพรมเพื่อที่จะกราบสักการะ แต่ในขณะที่กำลังก้มลงกราบอยู่นั้น ในหัวพลันปรากฎภาพเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคยแวบเข้ามา เห็นเป็ภาพเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่อยู่ท่ามกลางระหว่างลำน้ำสายหนึ่งที่เข้ามากับแม่น้ำสายใหญ่ ตรงกลางมีอาคารขนาดใหญ่คล้ายพระราชวังที่ถูกรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนผู้คน ดูเป็ระเบียบและสวยงามมาก ผู้คนต่างแต่งตัวแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นชินเดินกันขวักไขว่
ภาพยังคงเคลื่อนไปเรื่อยๆ คล้ายกำลังดูวีดีโอมุมสูงจากโดรน แล้วก็พลันปรากฎเป็อุโบสถหลังหนึ่งสวยงามมาก รูปทรงคล้ายทางเหนือของไทยแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว บอสจึงได้พยายามเพ่งมองเข้าไปยังภายในโบสถ์หลังนั้น แต่ภาพที่เห็นมันดูเลือนรางเกินไป จึงไม่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้
ซักพักภาพเ่าั้ก็ค่อยๆ เลือนหายไป บอสลืมตาขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกของเพื่อนที่เข้ามาแจ้งให้เขาออกไปได้แล้ว เพราะเพื่อนทุกคนได้ทยอยออกไปกันจนจะหมดแล้ว บอสจึงรีบตั้งสติแล้วลุกขึ้นเดินตามเพื่อนออกไป แต่ยังคงงุนงงกับสิ่งที่ตนประสบเมื่อครู่อยู่ ก่อนจะสลัดสิ่งต่างๆ ออกจากหัว จนได้ลืมเลือนเหตุการณ์นี้ไปในที่สุด
ผ่านมาหลายเดือน จนถึงเย็นวันหนึ่งใน่ต้นเดือนธันวาคม พ่อแม่ของบอสเรียกทุกคนในบ้านมารวมกัน ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ บอส และบี (น้องสาวที่อายุห่างจากบอส 3 ปี) เพื่อแจ้งข่าวดีว่าปีนี้ทั้งสองได้รับโบนัสมามากพอสมควร จึงตั้งใจจะพาทุกคนไปเที่ยวหลวงพระบางใน่ปีใหม่
ที่สำคัญ่วันดังกล่าวยังเป็วันคล้ายวันเกิดของบอสอีกด้วย ซึ่งครอบครัววางแผนกันไว้ว่าจะไปฉลองวันเกิดให้บอสกันที่โน่น ทุกคนต่างพากันดีใจที่จะได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันเป็ครั้งแรก แถมยังเป็เมืองมรดกโลกอีกด้วย
จนมาถึง วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม 2566 ทุกคนออกเดินทางพร้อมกันด้วยสายการบินหางแดง จากสนามบินดอนเมืองสู่สนามบินหลวงพระบาง เครื่องลดระดับลงทำให้มองเห็นภาพมุมสูงของเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ จากนั้นจึงเข้าเทียบงวงช้างตอนประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เมื่อลงเครื่องและผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของทุกคนเรียบร้อย พ่อของบอสจึงเรียกรถรับจ้างให้เข้าไปส่งยังโรงแรมในตัวเมืองที่ได้ทำการจองล่วงหน้าไว้แล้ว
เมื่อถึงโรงแรม หลังจากเก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อย ทุกคนก็ต่างออกไปเดินเที่ยวเล่นกันบริเวณรอบๆ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้อยู่ติดกับถนนศรีสว่างวงศ์ ซึ่งเป็ถนนสายสำคัญที่จะเชื่อมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเขตเมืองเก่าหลวงพระบางได้ ใน่บ่ายแก่ๆ จะสามารถเดินไปได้เรื่อย ๆ เพราะไม่ร้อนนัก
พอตกเย็นบาง่ของถนนเส้นนี้จะกลายเป็ตลาดกลางคืน (ตลาดไนท์พาซ่าหลวงพระบาง) ผู้คนจะออกมาเดินมาเที่ยวเล่นและซื้อของกันอย่างขวักไขว่และเนืองแน่น
ระหว่างที่บอสกำลังเดินเล่นอยู่บนถนนที่กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็ถนนคนเดินในยามค่ำคืนอยู่นั้น ขณะที่เขาเดินไปถึงด้านหน้าของหอพระบาง (หอพระบางอยู่ในกำแพงเดียวกับหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง หรือ หอคำ เดิมคือพระราชวังของเ้ามหาชีวิตหลวงพระบาง)
จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ที่เคยปรากฎแวบเข้ามาในหัวเมื่อครั้งตอนก้มกราบพระแก้วมรกต ก็พลันปรากฎขึ้นในหัวอีกครั้ง ในครั้งนี้เป็เหตุการณ์ต่อเนื่องเพิ่มจากครั้งที่แล้ว ภาพอุโบสถ์ถูกฉายเลื่อนไปทางขวา แล้วปรากฎเป็ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนมองไปยังแม่น้ำโขง สายตาทอดยาวไปเรื่อย ๆ สุดลูกหูลูกตา…
“บอส ! บอสลูก…!!”
เสียงเรียกจากผู้เป็แม่ ทำให้บอสสะดุ้งหลุดออกจากห้วงภวังค์นั้น
“เป็อะไรลูก เห็นยืนเหม่ออยู่ตรงนี้มาซักพักแล้ว ไม่สบายรึเปล่า…?”
“ไม่มีอะไรฮะแม่ ไปกันต่อเถอะ…”
แม่ถามด้วยความเป็ห่วง บอสจึงรีบสลัดความรู้สึกในหัวแล้วรีบเดินนำหน้าแม่ไป
หลังจากกินมื้อค่ำกันเสร็จ พ่อกับแม่ยังคงนั่งต่อที่ร้านอาหารข้างโรงแรม บอสเลยขอตัวกลับขึ้นห้องพักตนเองก่อน แล้วรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด จากนั้นจึงหยิบสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อไวไฟของโรงแรม (ไม่ได้ซื้อซิมลาวจึงต้องใช้ไวไฟเท่านั้น) แล้วเริ่มกดหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหลวงพระบางทันที เพราะมันมีบางสิ่งที่สะกิดใจเขาอยู่ เขาหาข้อมูลต่างๆ อย่างขะมักเขม้น ซึ่งผิดวิสัยของเด็กอายุ 13-14 ที่อยากจะเที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ
หลังจากหาข้อมูลไปซักพัก บอสจึงได้รู้ว่าสถานที่ที่ตนเองเดินผ่านวันนี้คือหอพระบาง สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง “พระบาง” อันเป็ที่มาของชื่อเมืองนี้ ซึ่งเมื่อก่อนเมืองนี้มีชื่อว่า “เมืองเชียงทอง” บอสจึงตั้งใจศึกษาหาข้อมูลต่ออย่างจดจ่อ จนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะเที่ยงคืน เขาจึงวางมือถือแล้วปิดไฟนอน
เมื่อตาทั้งคู่หลับลง บอสกลับเห็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากเมื่อหัวค่ำ ชายหญิงคู่นั้นเดินกลับจากท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำโขง แล้วเดินตามเส้นทางผ่านบ้านผู้คน ที่มีลักษณะเป็เหมือนเพิงหรือกระท่อมมากกว่าที่จะเรียกว่าบ้าน ผู้คนเ่าั้ล้วนแต่งตัวกันประหลาด ผู้ชายบางคนไม่ใส่เสื้อ หญิงสาวส่วนใหญ่ก็มีเพียงผ้ามาพันรอบๆ อกไว้เท่านั้น และเห็นมีผู้หญิงบางคนที่พอจะมีอายุแล้ว ก็ไม่เห็นมีเสื้อหรือผ้าอะไรมาปิดหน้าอกเลยก็มี
‘เอ๊ะ เหมือนที่นี้จะไม่มีเสื้อใส่กันแฮะ นั้นก็ไม่ใช่กางเกงนี่นา เอาผ้ามาพันๆ รอบตัวไว้เฉยๆ เลย’
บอสได้ประหลาดใจกับภาพที่เห็นนั้น และเมื่อมองดูดีๆ แล้ว บอสก็เพิ่งสังเกตเห็นการแต่งกายของชายหญิงคู่นั้น ซึ่งแตกต่างจากผู้คนทั่วไปที่ได้พบเห็นมาก่อนหน้า ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าชุดอะไร แต่ก็พอจะมองออกว่าต้องเป็ชุดของผู้รากมากดีที่นี่ใส่กันเป็แน่ เพราะยังเห็นมีเครื่องประดับใส่กันอีกด้วย
พอบอสมองตามไปเรื่อย ๆ ก็เห็นพวกเขาเดินต่อมาจนถึงโซนที่ดูเหมือนจะเป็บ้านของผู้คนที่ดูมีอันจะกิน ซึ่งกระจายอยู่รายล้อมรอบกำแพงสีขาว แต่พวกเขาก็ยังคงเดินต่อไป ได้ผ่านเข้าไปในกำแพงสีขาวนั้น จนเข้ามาถึงอาคารที่โอ่อ่าเกินกว่าจะเป็บ้านของคนธรรมดาได้
ประตูอาคารนั้นกำลังค่อยๆ เปิดออก แสงสว่างจ้าโผล่ออกมาตามช่องประตูที่ค่อยๆ กว้างขึ้น และขาวโพลนทั้งหมดจนทำให้บอสสะดุ้งตื่น เขาแหงนมองดูนาฬิกาบนผนังห้อง เลยพบว่าตอนนี้หกโมงเช้าแล้ว จึงรีบลุกจากเตียงเพื่อไปล้างหน้าและแปลงฟัน เพราะพ่อกับแม่ได้นัดไว้ว่าจะไปตักบาตรข้าวเหนียวด้วยกัน ซึ่งเป็กิจกรรมขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของการมาเที่ยวเมืองหลวงพระบาง
วันนี้ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็วันคล้ายวันเกิดของบอสด้วย ตอนนี้เขาอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์แล้ว พ่อและแม่ต่างก็กล่าวสุขสันต์วันเกิดเมื่อเจอหน้าบอสเป็ครั้งแรกของวันทั้งคู่ ส่วนน้องสาวก็เข้ามากอดแล้วพูดว่า
“มีความสุขมากๆ นะคะพี่ชาย…”
เป็บรรยากาศที่ดูอบอุ่นและชื่นมื่นทีเดียว วันนี้พ่อของบอสได้ซื้อทริปเที่ยวทั้งวันไว้ (วันเดย์ทริป) โดยรถตู้จะมารับหลังกินข้าวเช้าเสร็จ และเมื่อถึงเวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ ก็พบว่ามีรถแวนคันหนึ่งมาจอดที่หน้าโรงแรม แล้วเรียกทุกคนให้ไปขึ้นรถของเขา รถคันนี้ขับมุ่งหน้าลงไปทางใต้ใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมง ก็มาถึงแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของหลวงพระบาง “น้ำตกตาดกวางสี” ซึ่งสวยงามและยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือมาก
บอสและน้องสาวได้ลงเล่นน้ำและขึ้นมานั่งพักผ่อนหย่อนใจกันซักพัก จากนั้นรถคันดังกล่าวก็พาพวกเขากลับเข้าเมือง ไปเที่ยวชมยังวัดวาอารามต่างๆ โดยเริ่มจากจุดแรก วัดวิชุนราช ซึ่งถือเป็วัดโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงพระบาง พอมาถึงบอสกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่นี่คือการมาครั้งแรก จากนั้นก็ไปยังสถานที่ถัดไปเรื่อยๆ รวมถึงพระราชวังเก่าที่ปัจจุบันเป็กลายเป็พิพิธภัณฑ์ไปแล้ว
จนมาถึงสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ คือ "วัดเชียงทอง" หลังจากรถจอดได้ซักพัก ทุกคนลงจากรถกันหมดและบอสจะลงรถเป็คนสุดท้าย เมื่อเท้าของเขาแตะลงที่พื้น ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในหัวก่อนหน้านี้ทั้งหมด ก็ประดังถาโถมเข้ามาในหัวทีเดียวจนบอสแทบหมดสติ ทั้งหน้าซีดและตัวสั่นคล้ายจะเป็ลม ทุกคนเห็นดังนั้นเลยตัดสินใจยกเลิกทริปวันนี้และรีบกลับโรงแรมทันที
เมื่อรถกลับมาถึงโรงแรม แปลกที่บอสได้กลับมาเป็ปกติแล้ว อาการต่าง ๆ กลับหายเป็ปลิดทั้ง ทุกคนต่างงงงวยและสงสัยกันว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติบอสเป็คนแข็งแรง ไม่เคยหน้ามืดหรือเป็ลมมาก่อนเลย พ่อและแม่จึงสลับกันถามไถ่ แต่บอสก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแม้แต่น้อย
พอตกเย็น พ่อและแม่ของบอสได้ซื้อเค้กมาฉลองวันเกิดให้ภายในห้องอาหารของโรงแรม ทุกอย่างเป็ไปด้วยความชื่นมื่น และก่อนที่บอสจะเป่าเทียน พ่อ แม่และน้องสาวได้คะยั้นคะยอให้เขาอธิษฐานขอพร ซึ่งบอสก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพนมมือขึ้นพร้อมอธิษฐานไปว่า
‘ขอให้เรามีความสุข และก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ เป็ที่ยอมรับของทุกคน แล้วก็ขอให้พ่อแม่และบีมีแต่ความสุข… และจะขออะไรอีกดีหล่ะ ออ… แล้วก็เื่ความฝันหรือภาพที่เกิดขึ้นในหัวบ่อยๆ ซ้ำๆ ่นี้ ขอให้ได้รู้ซักทีว่ามันคืออะไร…’
บอสคิดคิดเรื่อยเปื่อยและเผลออธิษฐานรวมกันมั่วไปหมด
หลังจากกินข้าวและเค้กกันเสร็จ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายขึ้นห้องเพื่อไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง บอสรีบไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุดทันที แล้วมานั่งศึกษาหาข้อมูลที่ยังค้างคาอยู่เพิ่มเติม จนถึงเที่ยงคืน เสียงพรุ และเสียงผู้คนโห่ร้อง “สบายดีปีใหม่… (สบายดี ในภาษาลาวแปลว่า สวัสดี) และ แฮปปี้ นิว เยียร์...” ดังไปทั่วพื้นที่ บอสจึงเปิดหน้าต่างชื่นชมกับบรรยากาศเ่าั้ไปซักพัก จากนั้นจึงวางมือถือและปิดไฟนอนเหมือนเช่นเมื่อวาน แต่แปลกที่วันนี้เขากลับไม่ฝันอะไรเลย หลับสนิทจนถึงเช้า ตื่นอีกทีก็ตอนแม่มาเคาะประตูเรียกแล้ว
วันนี้เป็วันแรกของปีพุทธศักราช 2567 ทั้งครอบครัวจึงไปร่วมงานบุญเช้าที่วัดเชียงทอง ที่ซึ่งเมื่อวานยังไม่ทันจะได้เที่ยวอะไรกัน ก็เกิดเื่เสียก่อน มาวันนี้บอสสามารถเดินเข้ามาในพื้นที่วัดได้อย่างปกติ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และระหว่างที่กำลังเดินชมวัดไปพร้อมครอบครัวอยู่นั้น บอสพลันเห็นแสงเรืองรองบางอย่างเป็ลักษณะคล้ายม่านบางๆ ที่ประตูอุโบสถ
‘นี่มันโบสถ์ที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้าในฝันนี่นา… แล้วนั่นมันแสงอะไรหน่ะ เอ๋ ไม่มีใครเห็นเหรอ…’
บอสจึงปล่อยมือน้องสาวที่เดินจับอยู่ตอนแรก แล้วลองเดินเข้าไปดูคนเดียวใกล้ๆ ซึ่งแสงนั้นก็ไม่หายไป เลยลองเอามือไปแตะก็ไม่รู้สึกว่าจะััถูกอะไร จึงลองเอาตัวเดินผ่านเข้าไป ซึ่งก็ยังคงปกติ ไม่มีสิ่งผิดแปลกใดๆ เขาเลยเดินต่อเข้าไปแล้วนั่งลงก้มกราบพระประธานของโบสถ์ เมื่อกราบเสร็จก็ลุกขึ้นแล้วหันหลังและเดินกลับออกมา แต่พอหลังจากเดินผ่านพ้นซุ้มประตูโบสถ์ เขากลับพบสิ่งที่ไม่คุ้นตา และชวนวิตกจนแทบเกือบหยุดหายใจ
ลานวัดที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนก่อนหน้า กลายเป็ป่ารกชัฏไร้ซึ่งผู้คน ทุกอย่างเงียบสงัด บอสจึงรีบหันหลังกลับไปยังทางที่เขาเพิ่งเดินออกมา แต่กลับพบว่าอุโบสถที่เคยตั้งตระง่านอยู่นั้นก็ได้หายไปแล้ว ตอนนี้เขาสติกระเจิงและว้าวุ่นใจเป็อย่างมาก รีบะโเรียกพ่อแม่และน้องสาวจนสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา
บอสเริ่มเดินไปตามทางที่มีช่องที่พอจะมุดลอดไปได้อย่างลุกลน กึ่งเดินกึ่งวิ่งพร้ะโกนเรียก หวังเพียงจะมีเสียงใดตอบกลับมา เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ ทั้งวิ่งไปและร้องไห้ไปเป็ระยะทางไกลพอสมควรและเวลาก็ผ่านไปเนิ่นนาน แต่ก็ยังไม่พบเจอผู้ใด เขาทั้งหิว ทั้งท้อแท้และสิ้นหวัง…
‘มันเกิดอะไรขึ้น ที่นี่มันที่ไหน พ่อ แม่ บี ทุกคนไปไหนกันหมด ทำไมเป็แบบนี้…’
---------------------------------------
