เฟิ่งหวงใช้มือยันเข่าพลางสูดลมหายใจเข้าปอดคำโต ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองสถานการณ์ตรงหน้า สายตาของเขากวาดมองมหาเทพที่ยืนนิ่งเป็หินสลัก... แล้วเลื่อนไปมองหมู่ตันที่กำลังอุ้มอาลี่น้อยไว้... ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังจ้องมองเขาตาแป๋วพร้อมถังหูลู่และโคมไฟในมือ
เฟิ่งหวงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนเกือบจะหุบไม่ลง เขาหันขวับมองมหาเทพสลับกับอาลี่น้อยอยู่หลายรอบ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงตระหนกใสุดขีด
"มะ... มหาเทพ! อย่าบอกนะว่า 'เสี่ยวหลาน' ที่ท่านตามหาจนพลิกแผ่นดิน... กลับชาติมาเกิดเป็เด็กน้อยตัวเท่าหัวเข่าผู้นี้?!"
เฟิ่งหวงกุมขมับพลางรำพึงรำพันออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา "โถ่... ์กลั่นแกล้งแท้ๆ ท่านรอมาตั้งหมื่นปี แต่สุดท้ายนางกลับกลายเป็เด็กน้อยที่ยังกินถังหูลู่เลอะปากอยู่เลยหรือนี่! แล้วอย่างนี้ท่านจะเอาที่ไหนไป 'ถนอมบุปผา' กันเล่า มิน่าเล่าท่านถึงยืนทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก!"
มหาเทพเยว่เทียนถึงกับคิ้วกระตุก มุมปากที่เคยนิ่งสงบสั่นระริกด้วยความระอา เขาตวัดสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกไปทางเฟิ่งหวง จนสัตว์เทพผู้ร่าเริงถึงกับสะดุ้งเฮือกหดคอลงทันที
“หุบปากซะ เฟิ่งหวง” มหาเทพเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยรังสีสังหารจางๆ ที่ทำเอาอากาศรอบด้านเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน “เ้าหัดใช้ดวงตาที่ข้าประทานให้... มอง ‘สตรี’ ที่อุ้มเด็กคนนั้นอยู่เสียบ้าง”
เฟิ่งหวงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาจากอาลี่น้อยขึ้นไปยังหญิงสาวในชุดอาภรณ์สีเหลืองอ่อนที่ยืนหน้าแดงก่ำด้วยความสับสน หยาดน้ำตาที่ยังนองหน้าของนางสะท้อนกับแสงโคมไฟดูงดงามปนน่าเวทนา
“อ้าว...” เฟิ่งหวงอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้าง “นั่น... แม่นางผู้นั้นหรอกหรือขอรับ! แหม... ข้าก็เห็นท่านจ้องเขม็งไปทางนั้นเสียจนตาไม่กะพริบ ข้าก็นึกว่าท่านรอมาตั้งหมื่นปี จนสับสนว่านางกลายเป็เด็กน้อยไปเสียแล้ว!”
หมู่ตันที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์โศกเศร้าถึงกลับไปไม่เป็ ความโศกสลดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมึนตงและประหลาดใจ นางกระชับอ้อมกอดที่อุ้มอาลี่ไว้แน่นขึ้นพลางถอยหลังหนีไปก้าวหนึ่ง มองบุรุษประหลาดทั้งสองที่ดูสูงศักดิ์ทว่ากลับพ่นวาจาพิกลออกมา
“พวกท่าน... เป็ใครกันแน่?” นางเอ่ยถามออกไปในที่สุดด้วยความระแวง
ขณะที่อาลี่น้อยซึ่งหายใแล้ว จ้องมองชายชุดแดงที่หอบหายใจรัวรินด้วยความสงสัย นางยื่นถังหูลู่ไม้ที่ดูน่าอร่อยที่สุดไปทางเฟิ่งหวงพลางเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา
“พี่ชายชุดแดง ท่านหอบเหนื่อยขนาดนี้ กินถังหูลู่ก่อนไหมเ้าคะ? อาลี่แบ่งให้ จะได้มีแรงพูดต่อ”
เฟิ่งหวงที่กำลังจะอ้าปากเถียงมหาเทพถึงกับชะงักกึก เขามองถังหูลู่ที่เด็กน้อยยื่นมาให้สลับกับใบหน้าบึ้งตึงของเ้านายตนเอง ก่อนจะหลุดหัวเราะแห้งๆ แล้วเอื้อมมือไปรับไม้ถังหูลู่นั้นมาถือไว้อย่างเสียไม่ได้
“ขะ...ขอบใจนะเ้าหนู เ้านี่ช่างมีน้ำใจงามเสียจริง” เขาปาดเหงื่อพลางก้มลงกระซิบกับมหาเทพเบาๆ “ดูท่านางในชาตินี้จะจำท่านไม่ได้แม้แต่น้อย แถมยังมีลูกสมุนตัวน้อยคอยแจกขนมข้าเสียด้วย เห็นทีงานนี้ท่านคงต้องเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะมหาเทพ”
มหาเทพเยว่เทียนไม่ได้ตอบโต้วาจาของเฟิ่งหวง เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง กลิ่นอายรอบกายที่เคยเย็นเยียบดุจหิมะพันปีพลันอ่อนแสงลง สายตาที่ทอดมองหมู่ตันนั้นลึกซึ้งเสียจนทำให้อากาศรอบด้านคล้ายจะหยุดหมุน
เมื่อหมู่ตันมองสบดวงตาสีทองคู่นั้น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็เอ่อล้นขึ้นมาในอก นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงขานรับกับไออุ่นจางๆ จากร่างของบุรุษตรงหน้า... พลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายของนางสั่นไหวเบาๆ ราวกับพบจุดหมายอันเป็นิรันดร์
มหาเทพเยว่เทียนหลับตาลงช้าๆ ภาพของหญิงสาวตรงหน้าค่อยๆ พร่าเลือน แทนที่ด้วยกระแสธารแห่งความทรงจำที่ไหลย้อนคืนสู่จุดกำเนิดของสรรพสิ่ง
"หมื่นปีที่เ้าจากลา... สำหรับเ้าอาจคือการเริ่มต้นชาติภพใหม่ ทว่าสำหรับข้า มันคือการถูกจองจำอยู่ในกรงขังแห่งกาลเวลาที่หยุดนิ่ง ทุกลมหายใจมีเพียงความว่างเปล่า... ไม่ต่างจากวันที่ข้าลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพัง”
.
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อหลายแสนปีก่อน... ในยุคที่ใต้หล้ายังมิมีเส้นแบ่งเขตแดนห้าดินแดนหกดั่งเช่นทุกวันนี้ โลกถูกปกครองด้วยสองขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ พิภพเทพ ผู้ถือครองวิถีแห่งความสงบ และ พิภพมาร ผู้ถือครองเจตจำนงแห่งความอิสระอันทรงพลัง
ในครานั้น ใต้หล้าก้าวเข้าสู่ยุคทองที่รุ่งเรืองที่สุด เมื่อหัวใจสองดวงที่อยู่คนละขั้วกลับดึงดูดเข้าหากันดั่งพรหมลิขิตขีดเขียน...
จุดเริ่มต้นมิได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ ทว่าเกิดขึ้นท่ามกลางไอาที่คุกรุ่น ณ ชายขอบเขตแดนที่กัน เทพสตรีผู้สูงส่งเสด็จลงมาเพื่อปลอบประโลมดวงิญญาที่บอบช้ำจากความขัดแย้ง ท่ามกลางซากปรักหักพัง นางได้เผชิญหน้ากับ าาจอมมารผู้เกรงขาม ผู้ซึ่งกุมดาบเล่มั์อาบโลหิตหมายจะฟาดฟันคมดาบลงมาเพื่อปิดฉากาครั้งนี้ด้วยการกวาดล้างทุกสรรพชีวิตให้ดับสิ้น
ในวินาทีที่ั์ตาเรียบเฉยทว่าเปี่ยมด้วยเมตตาของนาง สบเข้ากับดวงตาดุดันสีเพลิงของเขา จักรวาลคล้ายจะหยุดหมุน ดาบในมือจอมมารที่เคยหนักแน่นกลับสั่นไหวเป็ครั้งแรกเพียงเพราะได้เห็นหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าสร้อยของสตรีตรงหน้า เขาผู้สยบใต้หล้าด้วยพละกำลัง กลับพ่ายแพ้ให้แก่ความอ่อนโยนที่นางมอบให้แม้แต่กับศัตรู
นับแต่นั้น าาจอมมารผู้เคยบ้าคลั่งในากลับเปลี่ยนไป เขาเริ่มละทิ้งการนองเืและมักจะลอบเร้นกายเสด็จไปยังหุบเขาเมฆาเพียงเพื่อเฝ้าดูนางบำเพ็ญเพียร จากศัตรูคู่อาฆาตที่หมายปลิดชีพกลับกลายเป็ความผูกพันที่ยากจะพรรณนา
ท่ามกลางหมู่เมฆและแสงจันทร์ ทั้งคู่ใช้เวลาหลายพันปีในการเรียนรู้ถึงมรรคาแห่งความเมตตา และเจตจำนงอันไร้พันธนาการ าาจอมมารผู้ดุดันเรียนรู้ที่จะทะนุถนอมคุณค่าแห่งชีวิต ส่วนเทพสตรีผู้สูงส่งกลับเริ่มเข้าใจและหลงรักในความเสรีที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์แห่ง์...
"หากใต้หล้าต้องพินาศเพื่อให้ได้เห็นรอยยิ้มของเ้า ข้าก็ยินดีจะทำลายมัน... แต่หากเ้าปรารถนาสันติภาพ ข้าก็จะวางดาบเล่มนี้ลงเพื่อเ้าตลอดกาล”
คำสัตย์สาบานของจอมมารสั่นะเืไปถึงสรวง์ ทั้งคู่ยอมก้าวข้ามกำแพงแห่งอคติหมื่นปีและเสียงคัดค้านจากทั่วทุกภพ เพื่อเข้าสู่พิธีวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพในวันนั้นยังคงถูกจารึกไว้... เมื่ออาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทอจากแสงดาวของเผ่าเทพ เคียงคู่ไปกับอาภรณ์สีดำทมิฬขลิบทองที่ถักทอจากรัตติกาลของเผ่ามาร ทั่วทั้งหมื่นลี้ถูกประดับประดาด้วย บุปผา์ที่เบ่งบานท่ามกลางเพลิงมารสีม่วงครามที่ลุกโชนแต่ไม่ทำลายล้าง สถาปนาพันธสัญญาแห่งความสงบสุขชั่วนิรันดร์ มอบความหวังให้แก่สรรพสิ่งว่าต่อจากนี้จะมิมีการนองเือีกต่อไป
ความรักของทั้งคู่มิใช่เพียงการครองคู่ แต่คือการหลอมรวมขั้วอำนาจที่ขัดแย้งให้กลายเป็หนึ่งเดียว...
ทว่า... ความสุขนั้นช่างเปราะบางดั่งฟองอากาศ
หลังจากรวมแดนเป็หนึ่ง าาจอมมารผู้ปรารถนาเพียงการครองคู่อย่างสงบ ได้ตัดสินใจสละอำนาจออกจากตำแหน่งผู้นำ และมอบหมายให้ อนุชา ของตนเป็ผู้ดูแลพิภพมารแทน ทว่านั่นกลับเป็จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม
ภายใต้ความสงบสุขนั้นกลับเกิด "คลื่นใต้น้ำ" ที่พร้อมจะปะทุขึ้นเป็ดั่งพายุคลั่งได้ทุกเมื่อ เนื่องด้วยอนุชาผู้นี้แม้เป็มาร แต่กลับมีนิสัยอ่อนโยน รักสันโดษ และเกลียดการฆ่าฟันยิ่งนัก ทำให้นักรบเผ่ามารที่บ้าคลั่งในาไม่พอใจ จนเกิดเป็รอยร้าวลึกภายในเผ่า เหล่ารัชทายาทและขุนพลที่มีใจทะเยอทะยานต่างพากันลุกฮือเพื่อชิงบัลลังก์คืน
แผนการร้ายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อมีการสมรู้ร่วมคิดกับบุรุษผู้หนึ่ง... บุรุษผู้เป็ดั่งเศษเสี้ยวแห่งความอัปยศที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสองเผ่าพันธุ์ เขาคือลูกครึ่งสายเืต้องห้ามที่มีบิดาเป็ถึงเทพผู้สูงศักดิ์และมีมารดาเป็เพียงสตรีในพงศ์พันธุ์มาร ทว่าโชคชะตากลับโหดร้ายยิ่งนัก เมื่อบิดาผู้ที่เขายึดมั่นกลับเป็ฝ่ายไร้เยื่อใย ทอดทิ้งมารดาของเขาไปอย่างไม่ไยดีเพียงเพื่อเสวยสุขกับรักครั้งใหม่ ทิ้งให้มารดาต้องตรอมใจตายท่ามกลางลมหนาวและความอ้างว้างอันเป็ที่สุด
ปมแค้นฝังลึกในกระดูกดำ ทำให้เขาชิงชังความหยิ่งยโสและคุณธรรมจอมปลอมของเผ่าเทพเหนือสิ่งอื่นใด เขาจึงยินดีก้าวเข้าสู่เงามืด เข้าร่วมแผนการฏกับเผ่ามารอย่างไม่ลังเล เพียงเพื่อจะบดขยี้ระเบียบเดิมของ์ให้ย่อยยับ และสถาปนาเกียรติยศแห่งมารให้ยิ่งใหญ่เหนือทุกชั้นฟ้า... ล้างแค้นแทนมารดาด้วยการทำให้สรวง์ต้องสยบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหมู่มารตลอดกาล
ในที่สุด าก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เพลิงาเผาผลาญไปทั่วทุกหนแห่งจนแผ่นดินถูกฉีกขาดออกจากกันเป็ ห้าดินแดน ต่างฝ่ายต่างหันคมดาบเข้าหากัน เืไหลนองท่วมท้นจนฟ้าดินร่ำไห้ กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วจักรวาลที่เคยสว่างไสว
เมื่อพลังบริสุทธิ์ของเผ่าเทพและพลังอันบ้าคลั่งของเผ่ามารเข้าปะทะกันจนถึงขีดสุด พลังงานที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเ่าั้ได้หลอมรวมกับเศษซากมิติที่แตกสลาย ตกลงสู่เบื้องล่างก้นบึ้งของจักรวาลที่เคยว่างเปล่า พลังที่ตกผลึกเ่าั้ควบแน่นจนกลายเป็ชั้นบรรยากาศและผืนดินใหม่ที่เปราะบางกว่าพิภพเบื้องบน
ถือกำเนิดเป็ หกหรือโลกมนุษย์... ดินแดนที่ถือกำเนิดจากรอยร้าวของา เป็มิติที่ไร้ซึ่งความเป็ะ แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ที่ตกตะกอนมาจากเหล่าเทพและมารผู้ล่วงลับ โลกมนุษย์จึงกลายเป็ดั่งกระจกสะท้อนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนสรวง์
โลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิดและสิ้นหวัง เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
จนกระทั่งถึง “ราตรีแห่งโชคชะตา”…