เขาชี้ไปที่ประตู่สู่ต่างโลกกับที่ตั้งของปราสาทเอลเดียซึ่งอยู่กันคนละทิศทาง
แถมยังเป็ทิศตรงกันข้าม แต่ก็เป็ทางที่เขากับลิสตี้ควรต้องเดินต่อ
“ไม่ต้องบอกก็รู้ย่ะ เื่อย่างนั้น.....”
ลิสตี้ทำเสียงหึขึ้นจมูก
“สบายใจซักที ลาก่อนนะ อาคาสึกิ ข้า-----เกลียดเ้าที่สุดเลย”
เธอว่าอย่างนั้นแล้วหันหลังให้เขา เดินดุ่มๆ จากไป อาคาสึกิที่ตั้งใจจะยืนมองส่งเห็นแผ่นหลังระหงเล็กลงเรื่อยๆก็เผลอะโออกไป
เป็คำบอกลาครั้งสุดท้าย
“อย่าลืมเื่ที่ฉันบอกเมื่อวันนั้นล่ะ! ถ้ามีอะไรให้เรียกฉันนะ! ถ้าเธอเชื่อมั่นตอนนั้นฉันจะมาหาอย่างแน่นอน!”
“-----ฮึก”
ลิสตี้ไม่ตอบอะไร แต่ชะงักฝีเท้า
อาคาสึกิเลยกล้าบอก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าต่อให้ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง
ต่อให้ไม่มีทางได้พบกันอีกเลย-----เขาบอกความความจริงที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด
“ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็ตาม-----”
ขอสัญญากับเธอ
“ฉันจะเป็พวกเธอเสมอ! -----เข้าใจมั้ย ห้ามลืมเื่นั้นเด็ดขาดล่ะ!”
หลังแยกจากลิสตี้ อาคาสึกิเดินหน้าต่อเนื่องไม่หยุด
ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าป่ากลับคืนสู่ความเงียบสงัดมากขึ้นเท่านั้นสรรพเสียงจากภายนอกค่อยๆ เลือนหาย และทั้งที่อยู่ใจกลางป่าลึกกลับไม่มีกระทั่งกลิ่นอันเป็ธรรมชาติของบรรดาต้นไม้ใบหญ้า
เมื่อไม่รู้สึกถึงกลิ่นของพฤกษชาติจากอากาศที่หายใจเข้าจมูกประสาทตากับประสาทััก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น ทัศนียภาพกระจ่างใส ผิวกายรู้สึกได้ถึงทุกอณูของอากาศราวกับผ่านการลับมาจนคมเฉียบ
รู้ตัวอีกทีอาคาสึกิกำลังเดินลอดอุโมงค์ธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เป็ทางยาวต่อเนื่องเพดานกิ่งไม้ที่ถักสานกันอยู่ค่อนข้างสูงเลยไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด ใบไม้ตามกิ่งก้านเกาะเกี่ยวหนาแน่นบังแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจากฟากฟ้าไว้จนมิด ทั้งๆ อย่างนั้นรอบด้านกลับสว่างราวกับอยู่ใต้ท้องฟ้าสีครามมีแสงระเรื่อตลอดทางั้แ่ทางเข้ายันทางออก
นั่นคืออุโมงค์ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
และ-----เบื้องหน้านั้นคือโค้งสุดท้ายของการเดินทางอันยาวนานของอาคาสึกิ
.....เอาล่ะ ได้เวลาซักทีแล้วสินะ
อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้คือประตูบานหนึ่ง
บนฐานที่ก่อจากหินมีแท่งเสาหินควอทซ์สลักลายเรขาคณิตตั้งอยู่ ประกอบกันเข้าเป็บานประตูขนาดใหญ่
อีกฟากของประตูยังคงเป็ผืนป่าต่อเนื่อง แต่ที่นี่คือ ‘ประตู่สู่ต่างโลก’ อย่างแน่นอน
เพราะเฉพาะช่องว่างระหว่างประตูทั้งบนล่างซ้ายขวามีการบิดผันของอากาศเป็คลื่นน้อยๆ
ความไม่ต่อเนื่องของอากาศที่เกิดจากความไม่เสถียรของมิติเป็หลักฐานว่ามีการเชื่อมต่อไปยังโลกอื่น
“หวังว่าจะผ่านไปได้อย่างราบรื่นนะ.....”
อาคาสึกิขยับถุงที่แบกอยู่บนไหล่ให้มั่น แล้วตั้งสมาธิ
โดยทฤษฎีมันควรจะไม่มีปัญหา
ไปเลย
อาคาสึกิก้าวเท้าออกไปช้าๆ มุ่งหน้าไปทีละก้าวอย่างมั่นคง
ก่อนจะผ่านเข้าไประหว่างช่องว่างที่บิดผันนั้น เขาเหลียวหลังกลับครั้งหนึ่ง
นั่นเป็การบอกลา คำพูดสุดท้ายที่มีให้แก่โลกต่างมิติที่เขาใช้เวลาอยู่ด้วยมาเนิ่นนาน
เขาบอกว่า
“-----ลาล่ะนะ อเลย์ซาร์ด”
แล้วโอซาวะ อาคาสึกิก็หายลับไปยังอีกฟากของ ‘ประตู่สู่ต่างโลก’
อย่างเงียบงันเขตศักดิ์สิทธิ์ในป่านิ่งสงบราวกับการการจากลาของผู้กล้าเป็เื่โกหก
อย่างไรก็ตามมีเพียงวงคลื่นของอากาศที่เกิดจากการเดินทางผ่านมิติสะท้อนอยู่ใน ‘ประตูสู่ต่างโลก’ เหลืออยู่เท่านั้น
สายลมไล้ผิวหน้า
ความรู้สึกสบายที่ออกจะจั๊กจี้เล็กน้อยปลุกให้อาคาสึกิลืมตาขึ้นช้าๆ
สติเริ่มกลับมาตื่นตัว
“อุ่ก.....”
เขาลุกขึ้น สะบัดศีรษะน้อยๆ จัดระเบียบความคิดที่ยังสะลึมสะลือ
อาคาสึกิลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวที่มีแสงสีน้ำเงินส่องผ่านเข้ามาตาที่ปิดมาตลอดคุ้นเคยกับความมืด แค่เจอแสงนวลก็รู้สึกเจิดจ้าจนต้องหรี่มอง
-----ตอนนั้นเอง สายลมพัดอีกครั้ง
เหมือนมีอะไรนำทางให้เขาเลื่อนสายตาไปมอง ลมพัดแ่เข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ผ้าม่านลูกไม้สีขาวพลิ้วไหว ข้างนอกนั้นคือท้องฟ้ายามราตรี
พระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าทอแสงสว่างระเรื่อให้แก่โลกยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัด
อาคาสึกิมองโลกที่สว่างด้วยแสงจันทร์ เป็ทัศนียภาพที่เห็นมาั้แ่เด็กสภาพบ้านเมืองที่มีแต่คอนกรีตกับยางมะตอยดูไร้ชีวิตชีวาอยู่ในที
เขาเลื่อนสายตากลับเข้ามาในห้อง ถึงจะสลัวแต่ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้เพราะเป็ภาพของภายในห้องที่แสนจะคุ้นตา
.....ท่าทางจะกลับมาได้แล้วแฮะ
บนเตียงนอนในห้องของตัวเอง อาคาสึกิคิดถึงความจริงเื่การกลับมาจากโลกต่างมิติอย่างเหม่อลอย
พอมองไปที่วัตถุที่ทำจากหินอ่อนจากมิยาโนะไดนาฬิกาไฟฟ้าตรงกลางชี้บอกเวลาอย่างมั่นยำไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียวมันบอกวันและเวลาเดิมที่เขาถูกเรียกตัวไปยังอเลย์ซาร์ด ชวนให้หลงคิดไปว่าเป็ความฝันอันแสนยาวนานเสียอีก
แต่มันไม่ใช่ความฝัน บนเตียงมีของวางนอนอยู่ข้างๆ อาคาสึกิ
มันคือถุงขนาดใหญ่ที่เขาแบกอยู่บนบ่าตอนกลับจากอเลย์ซาร์ด
-----โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่จะผ่าน ‘ประตู่สู่ต่างโลก’ได้มีเพียงผู้ที่มาจากโลกต่างมิติเท่านั้น แต่วิชาควบคุมปราณที่อาคาสึกิร่ำเรียนมาใช้ควบคุมกระแสปราณเขาเลยบังคับให้ปราณของตัวเองผ่านไปครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าและถุง ทำให้ ‘ประตูสู่ต่างโลก’ รับรู้ผิดเพี้ยนไปว่าเสื้อผ้ากับถุงก็เป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขาด้วยผลคือสามารถผ่าน ‘ประตู่สู่ต่างโลก’ มาพร้อมกับเขาได้อย่างประสบความสำเร็จ
-----แต่ปัญหาคือสิ่งที่อยู่ข้างใน
อาคาสึกิค่อยๆ รูดซิปที่อยู่ข้างถุงออก
อะไรบางอย่างปรากฏออกมาอย่างแทบจะไหลพรืดหลุดจากข้างใน
หน้าอก
“.....อือ”
หน้าอกพูดได้ ไม่สิ ไม่ใช่ ที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่แค่หน้าอกเท่านั้น
บั้นท้ายกลมกลึงน่ากินกับต้นขาที่น่าจะเนียนนุ่มกลิ้งออกมาพร้อมกับลมหายใจเบาๆ
สิ่งที่อยู่ในถุงคือ-----เ้าหญิงนิทราแสนสวย
สาวงามที่สวยจนเผลอกลั้นหายใจ
จมูกโด่งเป็สันไม่บิดเบี้ยว ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื่น ใบหูโค้งมนผมทรงทวินเทลยาวเงางาม โครงหน้าและองค์ประกอบทุกส่วนราวกับผลงานปั้นอันแสนวิจิตรบรรจงจากฝีมือของเทพธิดาแห่งความงามเรือนร่างของเธอก็ดึงดูดสายตาไม่แพ้ใบหน้า
หน้าอกอวบอิ่มเกินจนสะกดทุกความนึกคิด บั้นท้ายกลมกลึงอวบอัดเอวคอดจนอยากเผลอยื่นมือไปลูบรูปร่างน่าตื่นตาตื่นใจชนิดที่ไม่ว่าใครเห็นเป็ต้องเก็บเอาไปฝันผิวขาวเนียนใสย้อมสีชมพูระเรื่อแม้อยู่ในอุณหภูมิปกติ
เด็กสาวที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราพลิกตัวเปลี่ยนท่านอนด้วยท่าทางแสนสบาย
จังหวะนั้นเอง เปลือกตาบางลืมขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีอำพันที่หางตาตกนิดๆมองมาทางนี้
“.....ที่นี่ที่ไหน?”
“โลกที่ฉันอยู่น่ะ วางใจได้”
พอตอบไปสั้นๆ สาวน้อยก็หลับตาลงอีกครั้ง และเริ่มหายใจสม่ำเสมออย่างคนหลับสนิท
โอซาวะ อาคาสึกิเลยทอดถอนใจยาวเหยียด
ท่าทางทุกอย่างจะเป็ไปได้สวย
เขาแค่นยิ้ม ทั้งๆ ที่จากนี้ไปมีเื่ที่ต้องทำอยู่แท้ๆ
ดันไปรับภาระมาเสียได้
“-----ขอฝากลูกสาวให้เ้าดูแลเนี่ยนะ.....จะเป็ยังไงก็ไม่รับรู้ด้วยนะเฟ้ย”
-----และนี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่
โอซาวะ อาคาสึกิ อายุ 16 ปี นักเรียนมัธยมปลายปี 1 อาชีพ : อดีตผู้กล้านอกคอก
ถูกเรียกตัวไปยังโลกต่างมิติอเลย์ซาร์ด ฝ่าฟันความยากลำบากต่างๆนานาจนโค่นจอมมารกาลิอุสลงได้
รับฝากลูกสาวมาจากกาลิอุสที่กำลังจะตาย เลยต้องแอบพาเธอกลับมาโลกเดิมด้วยอย่างไม่มีทางเลือก
ด้วยเหตุนี้ ตอนจบเลยกลับตาลปัตรเข้าสู่ฉากที่ 2 ทั้งอย่างนั้น
ณ โลกปัจจุบันที่เขากลับมา เกมใหม่ที่เข้มข้นขึ้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เธอถามฉันด้วยหัวใจ ส่วนฉันจะตอบรับด้วยการกระทำ
สิ่งที่ผู้กล้าปกป้อง-----คืออะไรกันนะ