บทที่ 11
จดหมายถึงจักรพรรดิ
จักรพรรดิกำลังนั่งอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาโดยบุตรชายของตนเอง ทหารที่นำจดหมายมาส่งนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
หลังจากที่อ่านจดหมายที่อยู่ภายในมือ บนพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ์ลู่เซียนก็เริ่มปรากฏรอยยิ้ม “ ดูเหมือนว่าบุตรชายของข้าจะเปลี่ยนไปจริงๆ ”
“ เอาล่ะเ้าไปบอกเขาว่าข้าอนุญาต ”
ทหารที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของทหารผู้นั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกใ “ ว่าอย่างไรนะพะยะค่ะฝ่าา ”
“ นี่ท่านจะปล่อยให้องค์ชายห้าออกไปด้านนอกอย่างนั้นหรือพะยะค่ะ ”
“ แล้วมันแปลกตรงไหนบุตรชายของข้าขอออกไปฝึกตนด้านนอกเป็เวลา 2 เดือน ”
“ คือว่าเกี่ยวกับเื่นั้นองค์ชายพึ่งอายุเพียงแค่ 16 ปีนะพะยะค่ะ ”
“ แล้วองค์ชาย 5 จะออกไปสู่ด้านนอกได้อย่างไรขั้นขององค์ชายเองก็ยังอยู่เพียงแค่ขั้นเริ่มต้น ” ทหารผู้ดูแลตำหนักบ่มเพาะแสดงใบหน้าไม่สู้ดีนัก
แม้ว่าตัวของมันจะต้องกล่าวขัดองค์จักรพรรดิที่อยู่ด้านหน้า แต่มันเองก็ห่วงความปลอดภัยขององค์ชาย 5 ถ้าต้องออกไปด้านนอก
คนที่อยู่ในระดับก่อตัวขั้นเริ่มต้น ถ้าออกไปฝึกตนด้านนอกโดยที่ไม่มีผู้ติดตาม อย่างไรเสียก็คงจะไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างแน่นอน
“ สำหรับข้าตำหนักบ่มเพาะมันเองก็เป็เพียงแค่สถานที่หนึ่งเท่านั้น ”
“ ทุกวันนี้ที่มันยังคงมีอยู่เป็เพราะว่าเป็ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษเท่านั้น ”
“ อันที่จริงแล้วตอนที่ข้ายังเยาข้านั่งอยู่ภายในตำหนักบ่มเพาะก็รู้สึกว่าก้านผมเพาะกายในนั้นมันช่างน่าเบื่อ ”
“ ไม่มีอันใดนอกจากเดิมๆ และข้าเองก็ตระหนักรู้ดีที่สุดว่าการที่บ่มเพาะภายในนั้นมันแทบจะไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ” จักรพรรดิลู่เซียนก็เคยอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้นมาก่อน
มันเป็ประเพณีที่สืบทอดกันมาั้แ่ภายในยุคก่อน เพราะแบบนั้นทุกวันนี้มันเลยยังคงอยู่
“ ถึงแบบนั้น… ”
“ เ้าไม่ต้องกังวลหรอกถ้าเกิดว่าบุตรชายของข้าออกไปด้านนอกแล้วเขาไม่สามารถกลับมาได้ ”
“ มันเองก็แสดงว่าตัวของเขามีดีเพียงแค่ฝีปากไม่สมควรที่จะมาเป็บุตรชายของข้า ” จักรพรรดิลู่เซียนแสดงรอยยิ้ม
“ เอาล่ะบอกเขาไปว่าข้าอนุญาตแต่การออกไปในครั้งนี้ ห้ามมีผู้ติดตามติดตามออกไปด้วยให้เขาเรียนรู้โลกด้านนอกด้วยตนเอง ”
“ แล้วก็พวกเ้าคนภายในตำหนักบ่มเพาะปิดเื่นี้เอาไว้เป็ความลับ ”
“ ถ้าเกิดว่าผู้ใดทำการเปิดปากพูดเกี่ยวกับเื่นี้ข้าจะสังหารพวกเ้า ” องค์จักรพรรดิลู่เซียนแสดงใบหน้าจริงจัง
ทันทีที่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นะเืรังสีอำมหิตจำนวนมากปลดปล่อยออกมา พลันให้ทหารที่อยู่ด้านหน้าขนลุกทั้งตัว
“ เข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ ”
ณ ตำหนักบ่มเพาะ
จดหมายตอบกลับขององค์จักรพรรดิได้ตอบกลับมาถึงตำหนักบ่มเพาะ
ลู่เฟิ่งหลังจากที่ได้รับจดหมายนั้นนั่งอ่านจดหมายพวกนั้พลางแสดงรอยยิ้ม “ เป็อย่างที่คิดจริงๆด้วย ”
“ ข้าคิดอยู่แล้วว่าอย่างไรเสียจักรพรรดิก็คงจะไม่ห้ามข้า ”
“ เอาล่ะทีนี้ก็เตรียมตัวออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว ” การอยู่ภายในตำหนักบ่มเพาะจึงอยู่ว่ามันดีตรงที่มีทรัพยากร
แต่อันที่จริงแล้วการฝึกฝนอสูรของลู่เฟิง เขา้าทรัพยากรเพียงแค่่แรกๆเท่านั้น หลังจากที่เริ่มมีศัตรูที่แข็งแกร่ง
เขาแทบจะไม่้าทรัพยากรในการฝึกฝนเลย สามารถทะลวงระดับได้ด้วยการที่ให้สัตว์อสูรของตนเองนั้นต่อสู้
ลู่เฟิ่งเตรียมของใช้ที่จะออกจากตำหนักบ่มเพาะแห่งนี้ เขาเตรียมออกไปไม่มากเท่าไรขอเพียงแค่มีเงินติดตัวเล็กน้อยและก็มีเสื้อผ้าพร้อมกับของใช้เพียงแค่ใส่ห่อผ้าเดี๋ยวก็พอแล้ว
ลู่เฟิ่งออกไปจากตำหนักผมเพราะโดยที่ไม่ให้คนด้านนอกรู้ องค์จักรพรรดิผู้ที่เป็บิดารับปากมาว่าจะทำการปิดเื่ที่ออกไปจากสำนักบ่มเพาะให้เป็ความลับ
และแล้วในวันถัดมาลู่เฟิงก็ออกมาจากตำหนักบ่มเพาะได้สำเร็จ
“ อากาศด้านนอกนี้มันดีจริงๆเลย ” ลู่เฟิ่งสูดอากาศเข้าไปภายในปอดอย่างเต็มที่ ภายในตำหนักแม้ว่าจะมีทิวทัศน์ที่งดงามแต่มันเองก็เป็สถานที่เดิมๆ
แน่นอนว่าเขามองทิวทัศน์เดิมๆเป็เวลา ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายเป็ธรรมดา ในตอนนี้ออกมามองโลกกว้างย่อมมีความสุขความเป็น้อยๆ
ลู่เฟิ่งในตอนนี้แต่งกายด้วยชุดธรรมดาทั่วไปเหมือนกับชาวบ้าน เขาขอให้ทหารที่ดูแลตำหนักบ่มเพาะจัดเตรียมชุดพวกนี้มาให้
ถ้าเกิดจะออกมาด้านนอกการแสดงตัวว่าตนเองเป็เชื้อพระวงศ์เป็สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ยิ่งเป็การเดินทางออกมาอย่างลับๆเช่นมีแล้ว
อาจจะมีคนที่มุ่งร้ายต่อราชวงศ์ที่มุ่งเข้ามาโจมตีโดยที่ไม่มีความแค้นกับเขาเลยก็ได้
เพราะแบบนั้นต้องแฝงตัวกับคนธรรมดาทั่วไป มันจึงจะสามารถอยู่รอดได้โดยที่ไม่มีอันใดเข้ามายุ่งเกี่ยว
ลู่เฟิ่งเดินอยู่บนถนนนอกเมืองหลวง ดวงตากวาดไปมองรอบๆที่เต็มไปด้วยป่า “ เอาล่ะจากนี้จะเดินทางไปที่ไหนดี”
“ ถ้าความแข็งแกร่งของสัตว์หลักสูตรระดับขุนพลแล้วก็ รู้แล้วหุบเขาอสูรสายหมอกที่อยู่ห่างออกไปจากนี้ไม่มากแป้งหุบเขาอสูรระดับเริ่มต้น ”
“ สถานที่แห่งนั้นมีพวกจอมยุทธที่มีระดับฝีมืออยู่ไม่น้อยเข้าไปเพื่อล่าสัตว์อสูรภายในนั้น”
“ สถานที่แห่งนั้นน่าจะใช้ได้ เพราะว่าจากการคาดการณ์แล้วน่าจะใช้เวลาในการเดินทางไม่นานสักเท่าไหร่อาจจะสักประมาณ 4 วัน ”
ลู่เฟิ่งตั้งเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว เขาตั้งใจที่จะเดินทางไปที่หุบเขาอสูรสายหมอกที่ตั้งอยู่ห่างไปจากนี้ทางทิศใต้
มันตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 วันถ้าเดินทางด้วยรถม้า ลู่เฟิ่งเขารีบเดินทางไปที่เมืองแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิ่งมีเงินติดตัวอยู่จำนวนนึงเพราะแบบนั้นจึงจ้างรถม้าในการเดินทางได้ รถม้าเดินทางมุ่งตรงไปยังทางใต้ของเมืองหลวง
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไป 4 วันรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ในที่สุดมันก็มาถึงสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัว
มันเป็ูเาสามลูกที่ตั้งเรียงต่อกันตามที่ต่างๆ สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยไอลมปราณจำนวนมหาศาล
ไม่เพียงเท่านั้นทัศนียภาพของมันยังเต็มไปด้วยป่ารกทึบที่ไม่สามารถมองจากด้านนอกเข้าไปด้านในได้
รถม้าที่รับจ้างมาส่งลู่เฟิ่งได้ค่อยๆจอดลง
“ นี่น้องชายทำไมถึงมาที่นี่อย่างนั้นหรอ ”
“ ที่นี่มันเป็ที่ที่คนไม่อยากมามากที่สุดแม้แต่เดินทางผ่านยังไม่อยากเดินทางผ่านเลยนะ ” ชายคนขับรถม้าถามลู่เฟิงหลังจากที่ะโลงรถม้า
หุบเขาอสูรสายหมอบเป็สถานที่ที่พวกผู้คนธรรมดาไม่อยากเดินทางผ่านมากที่สุด เพราะว่ามันมักจะมีพวกสัตว์อสูรหลุดออกมาจากอาณาเขตของมันอยู่บ่อยครั้ง
แม้แต่รถม้าที่วิ่งมาส่งพวกเขายังจอดอยู่ห่างจากตีนเขาระยะหนึ่งเลย
“ สถานที่แห่งนี้มีแต่พวกผู้ฝึกฝนพลังเท่านั้นแหละที่จะมาแต่ว่าก็มีไม่มากนัก ”
“ เ้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้หรือคิดว่าจะไปหาสมบัติภายในนั้นกันเล่า ” พี่ชายคนขับรถม้าถามลู่เฟิ่งที่ยืนนิ่ง
ลู่เฟิ่งแสดงรอยยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะนำเอาเงินจำนวนดึงออกมาโยนให้กับคนขับรถม้าที่มา “ ข้าเพียงแค่มาเที่ยวเล่นขอรับ ”
คนขับรถม้าได้แต่แสดงใบหน้าประหลาดใจพลางคิดในใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สงสัยสติจะเลอะเลือน
จบบท