ฝนสีดำตกลงมาบนหลังคาเหล็กของนครรัตติกาลโลหิตไม่หยุด
เสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังคล้ายเสียงเลือดหยดจากศพ
กลางคืนของเมืองนี้…
ไม่เคยเงียบจริง ๆ
เพราะทุกมุมถนนมีเสียงกรีดร้อง
ทุกตรอกมีเสียงมีดแทงเนื้อ
ทุกอาคารมีคนกำลังซื้อชีวิตของใครบางคนอยู่เสมอ
เสี่ยวชวนยืนอยู่บนระเบียงไม้ผุของโรงเตี๊ยมชั้นสาม
สายตามองลงไปยังถนนเบื้องล่าง
หญิงคนหนึ่งถูกลากผมผ่านโคลนเลือด
ชายอีกคนโดนเฉือนคอตายข้างร้านเหล้า
แต่ไม่มีใครแม้แต่จะหันมอง
ผู้คนยังคงเดิน
ยังคงกิน
ยังคงหัวเราะ
ราวกับความตาย…
เป็นเพียงเรื่องปกติ
“เริ่มชินหรือยัง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
ราชาเถ้าทมิฬเดินเข้ามาช้า ๆ
ชุดคลุมสีเทาดำพลิ้วเบา ๆ
ควันเถ้าวิญญาณลอยรอบร่างเหมือนเงาผี
เสี่ยวชวนไม่หันกลับไป
“ที่นี่…เหมือนนรก”
ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะเบา ๆ
“ผิดแล้ว”
“นรกยังมีกฎ”
“แต่นครรัตติกาลโลหิตไม่มีอะไรทั้งนั้น”
เขาเดินมายืนข้างเสี่ยวชวน
สายตามองลงไปยังเมืองสีเลือดเบื้องล่าง
“ที่นี่มีเพียงสองอย่าง”
“คนล่า”
“กับคนถูกล่า”
ลมหนาวพัดผ่าน
กลิ่นเลือดลอยมากับสายฝน
ราชาเถ้าทมิฬหรี่ตาลงช้า ๆ
“และคืนนี้…”
“เจ้าจะได้เห็นของจริง”
เสี่ยวชวนเงียบ
ราชาเถ้าทมิฬยื่นเหรียญเหล็กสีดำให้
บนเหรียญมีสัญลักษณ์ดวงตาแตกสลาย
“อะไร”
“ตั๋วเข้า”
“สนามประลองใต้ดิน”
เสี่ยวชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะต่ำ
“อย่าทำหน้าแบบนั้น”
“เจ้าไม่คิดหรือว่า…”
“คนอย่างเจ้าจะอยู่เมืองนี้ได้โดยไม่เปื้อนเลือด?”
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเสี่ยวชวนจะรับเหรียญนั้นมา
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเหนือเมือง
และในวินาทีนั้นเอง—
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า
นครแห่งนี้…
กำลังจะเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
สนามประลองใต้ดินแห่งนครรัตติกาลโลหิต
อยู่ลึกลงไปใต้เมืองหลายสิบจั้ง
ไม่มีแสงจันทร์
ไม่มีอากาศบริสุทธิ์
มีเพียงเสียงกรีดร้อง
เสียงพนัน
เสียงหัวเราะของคนบ้า
และกลิ่นเลือดที่ฝังแน่นอยู่ในกำแพงหิน
ทันทีที่เสี่ยวชวนเดินลงบันไดหินขั้นสุดท้าย—
เสียงทั้งสนามระเบิดขึ้นทันที
“ฆ่ามัน!”
“ตัดหัวเลย!”
“ข้าลงพนันฝั่งยักษ์คลั่งไว้สิบหมื่น!”
“อย่าให้มันตายเร็ว!”
เวทีกลางสนามเป็นหลุมหินวงกลมขนาดมหึมา
เต็มไปด้วยเลือดแห้งสีดำ
เศษกระดูก
และรอยกรงเล็บที่ฝังอยู่บนพื้น
ด้านบน—
ผู้คนหลายพันกำลังส่งเสียงคลั่ง
บางคนสวมหน้ากาก
บางคนกอดหญิงสาว
บางคนหัวเราะทั้งที่เลือดยังติดมืออยู่
เสี่ยวชวนหรี่ตาลงช้า ๆ
บนเวที—
ชายร่างยักษ์กำลังใช้มือเปล่าฉีกร่างคู่ต่อสู้ออกครึ่งตัว
เลือดสาดขึ้นกลางอากาศ
เสียงกรีดร้องจบลงในพริบตา
แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวชวนเงียบไป…
ไม่ใช่ความโหดร้าย
แต่คือเสียงเชียร์
คนทั้งสนาม…
กำลังหัวเราะ
“รู้สึกยังไง”
ราชาเถ้าทมิฬถามเรียบ ๆ
เสี่ยวชวนตอบช้า ๆ
“พวกมันไม่เหมือนคน”
ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะเบา ๆ
“ผิดอีกแล้ว”
“พวกมันนี่แหละมนุษย์ที่สุด”
“เพียงแต่ที่นี่…”
“ไม่มีใครต้องเสแสร้ง”
เสียงระฆังดังขึ้นทันที
เคร้งงงงง—!
หญิงสาวบนเวทีประกาศเสียงดัง
“ศึกถัดไป!”
“นักฆ่าหมายเลขเจ็ด!”
“ปะทะ!”
“หมาป่าโลหิตแห่งเขตตะวันตก!”
เสียงเชียร์ดังสนั่น
จากนั้น—
ชายผอมสูงคนหนึ่งเดินลงสนาม
สวมหน้ากากครึ่งหน้า
ถือมีดสั้นสองเล่ม
สายตาว่างเปล่าเหมือนศพเดินได้
อีกฝั่ง—
ชายร่างใหญ่เต็มไปด้วยรอยสักเดินออกมา
ลมปราณสีแดงคลุ้มคลั่งรอบตัว
“ฆ่ามัน!”
“ฉีกคอมัน!”
เสียงคนดูแทบทำให้เพดานถ้ำสั่น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเริ่มศึก—
กลับจบลงในลมหายใจเดียว
ฟึ่บ—!
มีดสั้นวาบผ่าน
หัวของชายร่างใหญ่ลอยขึ้นกลางอากาศทันที
เลือดพุ่งสูงราวน้ำพุ
เงียบ
ก่อนทั้งสนามจะระเบิดเสียงหัวเราะคลั่ง
“เร็วเกินไป!”
“บัดซบ ข้ายังไม่ทันดู!”
“เอาอีก!”
“เอาอีก!”
เสี่ยวชวนมองภาพนั้นนิ่ง ๆ
นักฆ่าคนนั้นไม่แม้แต่จะมองศพ
เพียงเดินออกจากสนามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ราชาเถ้าทมิฬพูดเบา ๆ
“ที่นี่…”
“คนตายไม่มีค่า”
“แต่คนฆ่าได้…”
“มีค่ามหาศาล”
เขาหันมามองเสี่ยวชวน
ดวงตาลึกจนน่ากลัว
“และเจ้ารู้ไหมว่า…”
“ทำไมข้าพาเจ้ามาที่นี่”
เสี่ยวชวนเงียบ
ราชาเถ้าทมิฬยิ้มบาง
“เพราะข้าอยากรู้”
“เจ้าจะยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้อีกนานแค่ไหน”
ทันใดนั้น—
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านบนอัฒจันทร์
“ราชาเถ้าทมิฬ!”
“เด็กใหม่คนนั้นหรือ?”
ชายหัวล้านร่างใหญ่เดินลงมา
แขนข้างหนึ่งเป็นเหล็กสีดำ
ลมปราณระดับสร้างแกนพลังขั้นสูงแผ่ออกมาอย่างดุดัน
ดวงตาของเขาหยุดอยู่ที่เสี่ยวชวน
ก่อนยิ้มเหี้ยม
“หน้าตาดีเกินไปสำหรับเมืองนี้”
“ให้ข้าลองหน่อยไหม?”
หลายคนเริ่มหัวเราะ
“ไอ้ค้อนเหล็กจะเล่นของใหม่แล้ว!”
“เด็กนั่นตายแน่!”
“พนันไหมว่ามันอยู่ไม่ถึงสิบกระบวนท่า?”
ราชาเถ้าทมิฬไม่พูดอะไร
เพียงจุดบุหรี่ช้า ๆ
เหมือนไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวชวนมองชายคนนั้นนิ่ง ๆ
“เจ้าจะสู้กับข้า?”
ชายหัวล้านหัวเราะลั่น
“กลัวหรือไง”
เสี่ยวชวนตอบเรียบ
“ข้าแค่สงสัย…”
“เจ้าจะตายเร็วแค่ไหน” เสี่ยวชวนเอ่ยเสียงเย็น
ทั้งสนามเงียบไปชั่วขณะ
ก่อนเสียงหัวเราะจะดังสนั่น
“เด็กนี่บ้า!”
“ข้าชอบมัน!”
“ส่งมันลงสนามเลย!”
ราชาเถ้าทมิฬเป่าควันออกช้า ๆ
ก่อนพูดเพียงประโยคเดียว
“อย่าตายล่ะ”
เสี่ยวชวนเดินลงสนามทันที
ทันทีที่เท้าแตะพื้นหิน—
เขารู้สึกได้
กลิ่นเลือดที่นี่…
ต่างจากสนามประลองเมืองเทียนหลิง
ที่นั่นคือการแข่ง
แต่ที่นี่—
คือการฆ่า
เสียงระฆังดังขึ้น
ตูม—!
ชายหัวล้านพุ่งเข้ามาทันที
หมัดเหล็กกระแทกอากาศจนเกิดเสียงระเบิด
พื้นหินแตกร้าวเป็นทาง
คนดูส่งเสียงคลั่งทันที
แต่เสี่ยวชวน…
ยังยืนนิ่ง
ฟึ่บ—!
หมัดยักษ์เฉียดหน้าเขาไปเพียงเส้นผม
ก่อนกระบี่คราสฟ้าจะถูกชักออกช้า ๆ
ฉัวะ—!
แขนเหล็กข้างหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศ
เงียบ….
ทั้งสนามเงียบสนิท
ชายหัวล้านเบิกตากว้าง
มองแขนตัวเองที่ขาดหายไป
ก่อนเสียงกรีดร้องจะดังลั่น
“อ๊ากกกกก!!!”
แต่เสี่ยวชวนไม่หยุด
ฟึ่บ—!
เงาร่างเขาหายไปทันที
และปรากฏอีกครั้งด้านหลัง
ฉัวะ—!
หัวของชายหัวล้านตกลงพื้น
เลือดสาดเต็มเวที
เงียบ…
อยู่หลายวินาที
ก่อนทั้งสนามจะระเบิดเสียงคลั่งราวคนเสียสติ
“ฆ่ามันในสองกระบวนท่า!”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ไอ้เด็กนี่แม่งสัตว์ประหลาด!”
“ข้าจะลงพนันฝั่งมันครั้งหน้า!”
แต่เสี่ยวชวนไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว
เขามองเลือดบนกระบี่ตัวเองเงียบ ๆ
ในหัว—
เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“เริ่มชินแล้วสินะ…”
เสี่ยวชวนกำกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย
เพราะเขารู้ตัวดี
เมื่อครู่…
เขาไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
หลังจบศึก
ชื่อของ “เด็กหนุ่มกระบี่ฟ้า”
เริ่มแพร่กระจายไปทั่วสนามใต้ดินทันที
คนเริ่มพูดถึงเขา
นักพนันเริ่มจับตา
องค์กรใต้ดินเริ่มสนใจ
และในมุมมืดของอัฒจันทร์—
ชายชุดดำคนหนึ่งกำลังนั่งเงียบ ๆ
หน้ากากสีเงินสลักตราเมฆสีทอง
ลมปราณเย็นเยียบราวหลุมศพ
ผู้พิพากษาสวรรค์
เขามองเสี่ยวชวนจากระยะไกล
ก่อนยิ้มบาง ๆ ใต้หน้ากาก
“ในที่สุด…”
“ก็หาเจอแล้ว”
เสียงฝนยังคงตกลงบนหลังคาเหล็กของนครรัตติกาลโลหิตไม่หยุด
หลังศึกในสนามประลองใต้ดิน
ชื่อของ “เด็กหนุ่มกระบี่ฟ้า” เริ่มแพร่กระจายเร็วราวไฟลามน้ำมัน
บางคนพูดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ
บางคนพูดว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด
แต่สำหรับเมืองนี้—
ทั้งสองอย่างไม่ต่างกัน
เสี่ยวชวนเดินออกจากสนามใต้ดินช้า ๆ
เลือดยังติดอยู่บนแขนเสื้อสีดำ
ผู้คนสองข้างทางต่างหลีกให้เขาโดยไม่รู้ตัว
บางคนหวาดกลัว
บางคนตื่นเต้น
บางคนเริ่มคิดว่า—
ถ้าฆ่าเด็กคนนี้ได้
อาจดังทั้งเมือง
ลมเย็นพัดผ่านตรอกมืด
กลิ่นศพโชยบาง ๆ มาตามสายฝน
เสี่ยวชวนหยุดเดินเล็กน้อย
เพราะตรงปลายตรอก—
มีเด็กคนหนึ่งกำลังลากศพ
เด็กชายอายุราวสิบสี่สิบห้า
ผอม
เสื้อผ้าขาดวิ่น
ผมยุ่งเหมือนไม่เคยสระ
ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้ง
แต่ดวงตากลับว่องไวเหมือนหมาป่าข้างถนน
“หนักชะมัด…”
เด็กคนนั้นบ่นพลางดึงขาศพไปตามพื้น
เสียงกระดูกลากกับหินดังครืด…ครืด…
ก่อนเจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมา
และชะงักทันทีเมื่อเห็นเสี่ยวชวน
ทั้งตรอกเงียบลงชั่วครู่
จากนั้นเด็กคนนั้นก็ยิ้มทันที
ยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์ที่พร้อมโกงคนทั้งโลก
“โอ้โห…”
“ท่านพี่คือไอ้…เอ่อ…ท่านนักสู้คนใหม่ใช่ไหม?”
เสี่ยวชวนมองเขาเรียบ ๆ
“เจ้าเป็นใคร”
เด็กคนนั้นยืดอกทันที
“เซียวกุ่ย!”
“อาชีพเก็บศพ รับจ้างขโมยของ ส่งข่าว ล้วงกระเป๋า ขายข้อมูล แล้วก็หนีตายเก่งอันดับหนึ่งของเมืองนี้!”
พูดจบยังยิ้มภูมิใจอีกต่างหาก
เสี่ยวชวนเงียบไปสองวินาที
ก่อนพูดเรียบ ๆ
“ฟังดูไร้อนาคตดี”
เซียวกุ่ยหัวเราะแหะ ๆ
“ในเมืองนี้คนมีอนาคตตายหมดแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้เสี่ยวชวนเงียบไปเล็กน้อย
เซียวกุ่ยรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ท่านพี่! สนใจห้องพักไหม?”
“อาหาร?”
“ยาพิษ?”
“ทางหนี?”
“หรือหญิงงาม?”
เสี่ยวชวนเดินผ่านเขาไปทันที
“ไม่สน”
“โอ๊ย ใจร้ายชะมัด…”
เซียวกุ่ยทำหน้าจะร้องไห้
ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นป้ายเหล็กสีดำตรงเอวเสี่ยวชวน
สีหน้าเด็กหนุ่มเปลี่ยนทันที
“เดี๋ยวนะ…”
“นี่มันตราสนามเลือดชั้นกลาง…”
เขากลืนน้ำลาย
“ท่านพี่…เพิ่งเข้าเมืองวันแรก?”
เสี่ยวชวนพยักหน้าเบา ๆ
เซียวกุ่ยเงียบไปสองวินาที
ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ
“งั้นท่านพี่ใกล้ตายแล้วล่ะ”
เสี่ยวชวนหรี่ตาลง
เซียวกุ่ยรีบชี้ไปรอบเมือง
“คนที่มีตราระดับนั้นแล้วไม่มีสังกัด”
“จะโดนล่าเร็วมาก”
“นักล่าวิญญาณจะคิดว่าท่านมีของดี”
“แก๊งใต้ดินจะอยากดึงตัว”
“ส่วนพวกบ้าเลือด…”
เด็กหนุ่มยิ้มแหย
“ก็อยากตัดหัวท่านไปแขวนเล่น”
เสี่ยวชวนยังคงนิ่ง
แต่ในใจเริ่มเข้าใจแล้วว่า
เมืองนี้…
อันตรายกว่าที่คิด
เซียวกุ่ยรีบลากศพไปซ่อนข้างกำแพง
ก่อนเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบ
“เอางี้ไหม”
“ข้าพาท่านไปหาที่พักปลอดภัยก่อน”
“ขอแค่ค่าคุ้มครองเล็กน้อย ตกลงมั้ย?”
เสี่ยวชวนถามเรียบ ๆ
“เท่าไร?”
เซียวกุ่ยยิ้มทันที
“หนึ่งพันเหรียญวิญญาณ!”
เสี่ยวชวนหันหลังเดินต่อทันที
“เฮ้ๆๆ เดี๋ยวก่อน!”
“งั้นห้าร้อย!”
“สามร้อย!”
“โอเคก็ได้ ร้อยเดียว!”
สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจ
“ฟรีก็ได้วะ…”
เสี่ยวชวนเกือบหลุดยิ้มออกมา
เล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งสองเดินผ่านตรอกมืดหลายสาย
ระหว่างทาง—
เสี่ยวชวนเห็นโลกอีกด้านของเมืองนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
หญิงสาวคนหนึ่งถูกขายราวสินค้า
เด็กหลายคนแย่งอาหารจากกองขยะ
นักฆ่าสองคนแทงกันตายเพราะเหล้าเพียงไหเดียว
และไม่มีใครแม้แต่จะห้าม
เซียวกุ่ยเดินนำหน้าไปพลางพูดไปพลาง
“อย่าไว้ใจใครในเมืองนี้”
“โดยเฉพาะคนที่ยิ้มง่าย”
“พวกนั้นฆ่าคนเก่งที่สุด”
เขาหันมามองเสี่ยวชวน
“อ้อ ยกเว้นท่านพี่นะ”
“หน้าท่านเหมือนคนไม่ค่อยยิ้มอยู่แล้ว”
เสี่ยวชวนตอบเรียบ ๆ
“ข้าควรดีใจไหม”
“ก็ดีกว่าหน้าคนตายนะ”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ดังขึ้นในตรอก
เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาในนครนี้…
ที่เสี่ยวชวนรู้สึกว่า
เสียงหัวเราะของใครบางคน
ไม่ได้เต็มไปด้วยจิตสังหาร
ไม่นาน—
ทั้งสองก็มาหยุดหน้าบ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง
แทบจะเรียกว่ากระท่อมมากกว่า
“ถึงแล้ว!”
เซียวกุ่ยเปิดประตูเสียงดังเอี๊ยด
ข้างในมืด
แคบ
หลังคารั่ว
แต่สะอาดเกินคาด
เสี่ยวชวนมองรอบห้อง
ก่อนเห็น…
ผ้าห่มเก่า ๆ หลายผืน
ยารักษาแผลราคาถูก
กับขนมปังแข็งวางอยู่มุมหนึ่ง
“เจ้าอยู่คนเดียว?”
เซียวกุ่ยยักไหล่
“เคยมีน้องสาว”
“ตายไปแล้ว”
เขาพูดเรียบมาก
เรียบจนเหมือนพูดเรื่องอากาศ
เสี่ยวชวนชะงักเล็กน้อย
เซียวกุ่ยรีบหัวเราะกลบ
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น”
“คนในเมืองนี้ตายทุกวัน”
“ถ้าร้องไห้ทุกครั้งคงตาบอดไปนานแล้ว”
ลมฝนพัดเข้ามาจากหน้าต่างแตก ๆ
เสี่ยวชวนมองเด็กตรงหน้าเงียบ ๆ
ผอม
เจ้าเล่ห์
ปากหมา
ขี้โกง
เอาตัวรอดเก่ง
แต่ลึกลงไป—
เขาเห็นอะไรบางอย่าง
ความโดดเดี่ยว
ความหิวโหย
และสายตาของคนที่ไม่เคยมีใครปกป้อง
วินาทีนั้นเอง—
เสี่ยวชวนพลันนึกถึงตัวเองในอดีต
ถ้าวันนั้น…
เขาไม่ได้พบอาจารย์
ไม่ได้พบหลิงเอ๋อ
ไม่ได้มีสำนักกระบี่ฟ้าคราม
บางที…
เขาอาจกลายเป็นเด็กแบบนี้เหมือนกัน
เซียวกุ่ยโยนขนมปังแข็งมาให้
“กินไหม”
เสี่ยวชวนรับไว้
ก่อนถามเบา ๆ
“ทำไมช่วยข้า”
เซียวกุ่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะแห้ง
“ก็…”
“ข้าไม่อยากเห็นคนดีตายเร็วเกินไปมั้ง”
เสี่ยวชวนหรี่ตา
“เจ้าดูออกว่าข้าเป็นคนดี?”
เซียวกุ่ยหัวเราะทันที
“ไม่เลย”
“แต่คนเลวจริง ๆ จะไม่ถามแบบนั้น”
เงียบ….
เงียบอยู่หลายวินาที
ก่อนเสี่ยวชวนจะนั่งลงช้า ๆ
ด้านนอก—
เสียงฟ้าร้องยังดังต่อเนื่อง
นครรัตติกาลโลหิตยังคงเต็มไปด้วยเลือด
เต็มไปด้วยความตาย
เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์
แต่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางตรอกสกปรกแห่งนี้—
เด็กหนุ่มสองคนกำลังกินขนมปังแข็งเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงฝน
และโดยที่เสี่ยวชวนยังไม่รู้ตัว—
เซียวกุ่ยจะกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่คน
ที่ยังกล้ามองเขาเป็น “มนุษย์”
แม้วันที่ทั้งโลกเริ่มเรียกเขาว่า “ปีศาจ”