“ลูกแม่ต้องเข้มแข็งไว้นะ” ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยแผลกำลังลูบไล้ใบหน้าที่เรียบเนียนของโยน
“แม่จะไปไหนเหรอ?” เด็กตัวน้อยผู้ใสซื่อเอื้อมมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาที่กำลังไหล เขาสวมกอดผู้เป็นแม่โดยสัญชาตญาณเพื่อปลอบใจและให้ความอบอุ่น
“แม่ต้องไปทำงานกับคุณพ่อส่วนลูกต้องอยู่กับคุณลุงห้ามดื้อเด็ดขาดนะจ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวแม่ก็กลับมาแล้ว”
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่เราได้ยินจากปากผู้ให้กำเนิด เธอเป็นดั่งแสงสว่างที่อยู่ท่ามกลางชุมชนสลัมอันทุกข์ระทม แววตาที่ขุ่นมัวเต็มไปด้วยความเศร้าแต่กลับยังส่งยิ้มให้ยิ่งทำให้ตัวข้าอยากจะกอดไว้แน่น ๆ
...
แต่แล้วมันก็เป็นเพียงความฝันที่วาดไว้
“ยกเท้าขึ้น!” เสียงที่นิ่งสงบเอ่ยขึ้นเมื่อพื้นไม้ที่โยนเดินเหยียบเสียงดัง
“ครับ” โยนพยักหน้ายกฝ่าเท้าขึ้นก่อนจะถูกไม้เรียวฟาดจนเลือดออกเป็นเส้น ๆ และนั่นไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งเดียว
คุณลุงขายตัวข้าให้กับสำนักมนตร์ดำเนื่องจากไม่มีปัญญาเลี้ยงไหวเพราะพ่อและแม่หายสาบสูญไปไม่กลับมาเป็นปี ช่วงเวลาที่เคยมีความสุขสนุกไปกับการวิ่งเล่นไปทั่วไม่อาจมีได้อีก ทุกวันคืนล้วนแต่อยู่ในสายตาของผู้คุมที่คอยดัดนิสัย ฝึกร่างกาย และเคล็ดวิชาต่าง ๆ จนกว่าจะอายุครบสิบห้า
“ยินดีด้วยนะโยนที่เจ้าสอบผ่านแถมยังเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้บริหารอีก”
ตัวข้าได้ฝึกฝนวิชามากมายแม้แต่เด็กฝึกในรุ่นเดียวกันยังยากที่จะชนะข้าได้ จะมีก็แค่พาซี่ที่แข็งแกร่งจนไม่อยากจะเชื่อหรือเพราะเขาเป็นลูกของเจ้าสำนักจึงได้เรียนเคล็ดวิชาลับกันแน่?
เมื่อตัวข้าอายุยี่สิบปีจึงได้รู้ความจริงว่าพ่อกับแม่ได้ตายลงไปแล้ว ด้วยสาเหตุของสงครามระหว่างขุนนางที่เกณฑ์ไพร่พลในอาณาเขตของตัวเองไปรบโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะสู้เป็นหรือไม่
ศพแรกที่ข้าได้สังหารก็คือขุนนางคนนั้น ข้าสะบั้นคอของมันด้วยตัวเองอย่างเลือดเย็นราวกับเป็นหมูเป็นไก่และหลังจากที่สั่งสมผลงานไว้มากมายจนได้ตำแหน่งของผู้บริหารมาข้าก็คิดถึงอนาคตที่เป็นไปได้มากกว่านั้น
“เจ้าถือว่าเป็นผู้บริหารที่เก่งกาจสามารถไต่เต้ามาได้ด้วยอายุแค่นี้”
“แต่คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับข้าเลยนะ” โยนเถียงกลับเพราะหงุดหงิดที่ชายสูงวัยผู้นั้นพูดเหมือนกับประชดใส่
“คนอื่นน่ะเหรอ? พวกเขาได้รับพรจากพระเจ้าน่ะก็เลยสามารถพัฒนาฝีมือได้ไวกว่า”
ถึงตอนแรกข้าจะไม่ค่อยเข้าใจเสียเท่าไรแต่เมื่อได้เห็นพลังของพวกเขาแล้วข้าก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่อ่อนแอที่สุด
“ไม่หรอกโยน เจ้าไม่ได้อ่อนแอ...”
“ไม่ต้องปลอบใจข้าหรอกท่านผู้นำ”
“เจ้ามีสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าพวกนั้น ความเฉลียวฉลาดที่สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ได้และขึ้นมาเป็นผู้บริหารดังนั้นข้าจะให้ชื่อกับเจ้า”
“จริงสิ ข้าก็สงสัยว่าทำไมถึงต้องมีชื่อเรียกให้กับผู้บริหารด้วย?”
“อืม...เจ้าเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในอำนาจและพลังโดยการพยายามให้มากกว่าผู้อื่น นั้นเป็นจุดเด่นของเจ้าที่มักจะพยายามขึ้นไปให้สูงขึ้น ความรู้สึกยืนดีที่ได้ยืนอยู่เหนือผู้อื่น ความรู้สึกที่ได้ยินผู้คนตอบรับ ข้าจะเรียกเจ้าว่าคนโลภ”
ข้าไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องมีชื่อเรียกและทำไมข้าจึงมีชื่อว่าคนโลภ จนเมื่อข้าได้มาประจำอยู่ที่อาณาจักรอาฟได้เห็นอมนุษย์มากมายอยู่อาศัยกันอย่างมีความสุข ได้เห็นมนุษย์ที่ข้าคิดว่าไร้จิตวิญญาณที่กำลังยิ้มทักทายกับพวกเขา ข้ามองเห็นความสงบสุขที่ผู้คนอยู่ร่วมกันได้
“ต้องถอย !” เบื้องหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยสงครามและการนองเลือดแต่เขากลับมองเป็นสนามเด็กเล่นที่มีทั้งความสนุกและสุขใจเป็นอย่างยิ่ง
ความสงบสุขที่พวกอมนุษย์อยู่ด้วยกัน...มันช่างเป็นอะไรที่ไร้สาระสิ้นดี ทั้งอมนุษย์และมนุษย์ทั้งหลายต่างก็เห็นแก่ตัวและแน่นอนว่าข้าก็เช่นกัน ข้าไม่ต้องการการอยู่ร่วมกันแต่ข้าต้องการให้ทุกคนอยู่ภายใต้การสั่งการหรือก็คือข้าอยากจะครองอาณาจักรทั้งหมด
เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงหลังจากที่ทางฝั่งซึฮากิเปิดฉากโจมตี ทั้ง ๆ ที่สามารถกำจัดนักฆ่าไปได้เกินครึ่งหนึ่งแล้วแต่สถานการณ์กลับไม่ได้ดีขึ้นเลย
“ซึฮากิ พวกเรากำลังเสียเปรียบแบบนี้ควรจะถอยดีไหม?” ผู้นำเผ่าคนแคระที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กำลังต้านทานใบมีดวายุที่กระหน่ำใส่ไม่ยั้ง พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับโยนผู้บริหารของสำนักมนตร์ดำที่มีแรงเต็มร้อยเพราะแอบมองดูอยู่ห่าง ๆ มาตลอด
“ยื้อไว้ให้นานที่สุด ผมจะบอกเองว่าถอยเมื่อไหร่” เขาพุ่งตัวออกไปกลางสนามรบหมุนเหวี่ยงคลื่นลมที่พัดโหมดั่งพายุแถมมันยังเชือดเฉือนทุกสิ่งที่อยู่ภายในนั้น
“อ่อนหัดเสียจริง” โยนใช้เพียงใบมีดวายุที่อัดแน่นขว้างทะลุพายุลมที่กำลังพัดอยู่สลายหายไปทันทีราวกับมันสั่นคลอนเพราะพลังเวทของโยน
แต่เมื่อพายุได้สลายหายไปพร้อม ๆ กับซึฮากิโดยที่โยนไม่ทันได้สังเกตเห็น เพียงแค่อึดใจเดียวใบมีดก็พุ่งเข้ามาที่คอหอยแต่ด้วยสัญชาตญาณของโยนทำให้เขายกมีดขึ้นมากันได้ทัน
แปลกแฮะมองไม่เห็นเลย ภาพที่โยนมองเห็นค่อย ๆ มืดลงเหมือนคนง่วงนอนจัดและตากำลังจะปิดแต่เขาก็ปลุกตัวเองด้วยดารอัดมานาเข้าไปในร่างกาย
บดบังวิสัยทัศน์กับอ่อนแรงสินะ ถ้าคนที่ใช้เวทปลอมตัวได้ก็คงจะเป็นผู้ใช้มนตร์ดำเหมือนกัน
“เป็นผู้ใช้มนตร์ดำเหมือนกันแท้ ๆ เจ้าไม่คิดจะมาเข้าร่วมกับข้าบ้างหรือ?”
ขณะที่โยนกำลังป่าวประกาศก็มีคมมีดพุ่งมาจากด้านหลังกว่าจะมองเห็นมีดเล่มนั้นก็พุ่งกระทบกับเวทเสริมกำลังไปเสียแล้ว หากไม่มีการป้องกันไว้ก็คงแทงทะลุถึงหัวใจเป็นแน่
แม่นยำเฉียบคมราวกับเป็นนักฆ่ามืออาชีพ ไม่สินี่มันระดับกับผู้บริหารเลย โยนยังคงยืนยิ้มพยายามมองหาตัวซึฮากิที่กำลังหลบซ่อนในมุมมืดแต่ด้วยมานาที่มากมายของเขาทำให้ไม่จำเป็นต้องหลบด้วยซ้ำทำเพียงเรียกใช้เวทเสริมกำลัง
“รู้อะไรไหมว่าเจ้าใช้เวทขนาดนั้นต่อเนื่องเดี๋ยวมานาก็จะหมดแต่ก็ยังเอาข้าไม่ลงหรอก”
โยนใช้ไหวพริบฟาดมีดสั้นที่ต่อเติมด้วยเวทมนตร์เป็นดาบวายุที่จะสะบั้นใบมีดออกไปทุกครั้งไปยังเบื้องหน้าที่มืดสนิทแม้จะไม่โดนตัวซึฮากิเต็ม ๆ แต่ก็สร้างบาดแผลไว้ได้
“กล้าไม่เบาเลยนี่ที่ยกเลิกเสริมกำลังเพื่อประหยัดมานาแต่มันก็เปล่าประโยชน์ [วาตะ - สาดสะบั้น] ”
คลื่นดาบลมที่โยนฟาดฟันออกมานั้นพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนงูแลบลิ้นแทบจะมองไม่ทันด้วยซ้ำ พรรคพวกของเผ่าคนแคระที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ถูกเฉือนแขนขาดในทันทีที่สัมผัส อุปกรณ์และเวทเสริมกำลังของเขานั้นอ่อนแอเกินไปหรือพลังของโยนแข็งแกร่งเกินไปกันแน่?
“ทำไมเจ้านั่นถึงยืนนิ่งแบบนั้นล่ะ?” ในมุมมองของโยนทุกอย่างที่อยู่ห่างออกไปสามเมตรมีแต่ความมืดมิดแต่คนอื่นยังคงมองเห็นได้ปกติจึงได้แต่สงสัยและไม่กล้าเข้าไปสอดเพราะซึฮากิก็อยู่ในระยะโจมตีด้วยเช่นกัน
“เริ่มหมดแรงหรือยังล่ะ เคลื่อนไหวแบบนั้นนานขนาดนี้คงจะไม่ไหวแล้วใช่ไหม?”
โยนยังคงรับการโจมตีที่เต็มไปด้วยมานาควบแน่นจากซึฮากิได้สบาย ๆ มองยังไงเขาก็ไม่อาจเอาชนะได้เลยสักนิด
“สเตล่า” ซึฮากิส่งเสียงเรียกสั้น ๆ หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความแค้นขมวดคิ้วรอวันนี้มานานจ้วงแทงไม่ยั้งประชันกันด้วยมีดสั้นได้อย่างสูสีก่อนจะหมุนตัวเตะโยนและทิ้งระยะห่างออกไป
“มีฝีมือเหมือนกันนี่เธอ อ๊าก!” ขณะที่โยนกำลังมองไปหาสเตล่าก็ถูกของมีคมแทงขึ้นมาจากพื้นทรายทะลุฝ่าเท้าทั้งสอง
“บ้าอะไรวะเนี่ย!” โยนกระโดดขึ้นเหนือพื้นออกห่างทันที
“อย่างน้อยก็ตัดกำลังได้บ้างแล้ว ฝ่าเท้าที่ใช้เดินจะเป็นจุดที่เวทเสริมกำลังบางที่สุดและคนทั่วไปก็มักจะไม่นึกถึงจุดนั้น”
“โฮะโฮ พูดเป็นเหมือนกันนะเนี่ยนึกว่าเป็นใบ้ซะแล้ว” โยนหัวเราะลั่นออกมาเมื่อได้เห็นใบหน้าเฉยชาที่กำลังเปล่งเสียงเรียบนิ่งราวกับเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก
“เท้าเป็นแบบนั้นคงเคลื่อนไหวยากแล้วสินะ” ซึฮากิที่หลบออกไปนอกระยะมองเห็นรวบรวมมานาจำนวนมากโดยที่เขาไม่รู้สึกตัว
หากจะเจาะทะลุการป้องกันได้ก็จำเป็นต้องอัดมานาเข้าไปมากกว่านี้
“กล้าส่งเสียงบอกตำแหน่งขนาดนั้นเลยเหรอ [วาตะ – กงล้อพิสุทธิ์] ” โยนวาดมีดสั้นเป็นวงกลมและเลื่อนแขนผลักกลุ่มก้อนมานานั้นมันออกมาในรูปของวงกลมโปร่งใสกระแทกและตัดผ่านทุกสิ่งที่กีดขวางออกไป
สเตล่าโผล่ออกมาจากมุมมืดกวาดมีดสั้นเป็นเส้นโค้งพุ่งปะทะกับกงล้อนั้นแต่มันก็ไม่อาจหยุดได้ เธอสูดหายใจเต็มปอดตั้งสมาธิไปตรงหน้าและง้างแขนที่กำลังควบแน่นมานาไว้
“ [ลมกระแทก] ” เธอยืนปกป้องซึฮากิที่กำลังเตรียมเวทอยู่ไม่ถอยไปไหนคลื่นลมที่พัดสวนทุกครั้งที่สเตล่ากวาดมีดสั้นแต่เมื่อกงล้อนั่นมาถึงตัวเธอจึงได้แต่ใช้โล่มานาต้านมันไว้ผลาญมานาจำนวนมหาศาลเพื่อไม่ให้มันผ่านไปได้
“สเตล่าถอยไป!” ซึฮากิตะโกนลั่นขณะที่โยนกำลังยิ้มเยาะสะใจ
เพียงเสี้ยววินาทีที่สเตล่าปล่อยกงล้อไปเวทมนตร์รูปทรงวงรีก็พุ่งทะลวงลบล้างเวทมนตร์ของโยนมันกระแทกเข้ากับโล่ลมของเขาส่งแรงระเบิดออกไปรอบ ๆ จนฝุ่นทรายตลบอบอวล
“ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?” เซนยกมือมาที่ตาเพ่งมองกลุ่มควันที่ลอยขึ้นสูงด้วยความสงสัย
“อย่ามัวแต่เหม่อสิยะ” คานะพุ่งมาขวางก้อนหินแหลมไว้ได้ด้วยโล่วารี เขาผสานงานร่วมกับมนุษย์หมาป่าช่วยกันกำจัดศัตรู
“โทษที” เซนใช้เปลวเพลิงที่อุณหภูมิสูงถึงหนึ่งพันองศาเซลเซียสกวาดพวกเวทมนตร์ของฝั่งสำนักมนตร์ดำสลายหายไปอย่างง่ายดาย
แต่เมื่อเปลวเพลิงของเซนมอดลงก็มีมีดบินพุ่งเข้ามาเฉี่ยวปลายหูไปนิดเดียว
“ไฟร้อนดีนี่ !” ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาท่ามกลางพรรคพวกที่ไหม้เป็นตอตะโก เขาแสยะยิ้มเฉกเช่นเดียวกับเซนก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้าปะทะกันด้วยดาบยาวฟาดฟันกันไม่มีใครยอมใคร ทุกการเคลื่อนไหวแทบจะใกล้เคียงกันจนหาผู้ชนะได้ยากแต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ช่วงหนึ่งนาทีแรกเท่านั้น
“ทำไมจู่ ๆ ดาบมันก็หนักขึ้น” เซนถือดาบยาวนั่นด้วยมือที่กำลังสั่นเทา
“พิษคงออกฤทธิ์แล้วสินะ ถ้าใช้ยาถอนพิษไม่ทันในสิบนาทีนี้แกก็จะตาย” ชายหนุ่มผู้นั้นหยิบขวดยาพิษขึ้นมาโชว์ให้ดูยิ้มยียวนตั้งใจจะกวนประสาททำให้เซนพุ่งเข้าใส่ทันที
“อย่าเข้ามา” ขณะที่คานะกำลังจะเข้าไปสมทบเซนก็ตะโกนตอบกลับเสียก่อน
“โห อยากจะฉายเดี่ยวเหรอ”
เซนหมุนเหวี่ยงดาบยาวที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุฟัดฟันกับชายหนุ่มผู้นั้นต่อไปแม้จะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบแต่ก็ไม่ถอดใจ
“ฉันไม่อยากจะเสียเวลากับพวกกระจอกแบบนี้นานหรอก [ศรพิษ] ” เขาวาดดาบออกไปตรงหน้าสร้างเวทมนตร์รูปลักษณ์เหมือนกับเข็มจำนวนมากบรรยากาศรอบ ๆ มันแค่เห็นก็เหมือนถูกดูดแรงใจออกไปแล้ว
“ก็มาสิวะ” เซนกระโดดสูงกว่าสามเมตรหลบเข็มเหล่านั้นได้ทันท่วงทีก่อนจะพุ่งลงมาพร้อมกับดาบที่ฟาดลงพื้นโดยที่ชายหนุ่มผู้นั้นไม่อาจหลบได้ทันแต่ก็ยกดาบของตนขึ้นมากันได้
นี่มันก็สามนาทีได้แล้วมั้งทำไมถึงยังมีแรงเยอะขนาดนี้อีก ดาบทั้งสองที่ปะทะกันค่อย ๆ ถูกเซนดันลงแม้ชายหนุ่มจะต้านไว้ด้วยแรงทั้งหมดแต่ก็ไม่อาจทนได้จึงต้องเบี่ยงองศาของดาบให้มันพุ่งไปข้าง ๆ เฉียดแขนซ้ายและถอยออกห่าง
“แกมันสัตว์ประหลาดหรือยังไง ยิ่งเคลื่อนไหวเยอะพิษก็ยิ่งไหลเร็วแบบนี้แค่เจ็ดนาทีก็พอแล้ว” แม้จะแค่เฉียดแต่แขนซ้ายของเขาก็ถูกเผาไหม้ใช้การได้ยากเสียแล้วเหลือเพียงมือขวาที่กำดาบแน่นฟาดลงเป็นเส้นตรงสร้างคลื่นมานาสีดำทมิฬ
จังหวะนี่แหละ เซนสูดหายใจตั้งสติเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างและพุ่งเข้าหาชายหนุ่มผู้นั้นทันที มานาสีชาดที่ห่อหุ้มดาบของเซนเมื่อมันปะทะกับดาบของคู่ต่อสู้เปลวเพลิงที่เหมือนกับถูกอัดรวมไว้ในดาบระเบิดออกแผ่ความร้อนไปทั่วบริเวณนั้นแม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เว้น
“แรงเฮือกสุดท้ายหรือยังไง?” เขายังคงแสยะยิ้มก้มตัวลงต่ำและหมุนตัวเตะตัดขาก่อนจะถีบตัวเซนกระเด็นออกไปไกล
อีกแค่สองนาทีก็คงจะตาย มันควรจะเป็นอย่างงั้นแต่ทำไมมันถึงดูแข็งแกร่งขึ้นแบบนั้นล่ะ
ชายหนุ่มได้มองเข้าไปในดวงตาของเซนที่กำลังแข็งโตจ้องเขม็งอีกทั้งยังมีเลือดออกจมูกและปากโดยไม่ทราบสาเหตุเพียงแค่ไม่กี่วินาทีที่ละสายตาไปจากเซนเพียงเพราะมั่นใจว่าเขาจะหมดแรงแต่กลับไม่ใช่
“บ้าเอ๊ย !” แรงปะทะของดาบทั้งสองรุนแรงถึงขนาดที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกซัดคนอื่นรอบ ๆ ออกไป
“นี่มันเรื่องอะไรวะ !” ชายหนุ่มรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อสลัดดาบของเซนออกไปแต่มันก็ไม่ได้ผล
เมื่อเซนก้าวเท้าเข้าหาดาบของเขาก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนชายคนนั้นไม่สามารถต้านมันไว้ได้จึงใช้วิธีเบี่ยงองศาดาบเหมือนอย่างเคย
เจ้านี่มันเอาแต่พุ่งเข้ามาไม่หยุดเลย
“คานะ ! ปกป้องคนอื่นด้วย” เซนตะโกนลั่นดังไปไกลเป็นร้อยเมตร
เซน...อย่าบอกนะว่า คานะผงะตกใจเมื่อได้เห็นท่าทางที่เหมือนจะขาดใจราวกับแรงที่ใช้อยู่ก็คือแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เธอปกคลุมพรรคพวกมนุษย์หมาป่าด้วยโล่วารีสีฟ้าครามทันใดนั้นจุดที่พวกเซนยืนอยู่ก็เกิดกระแสมานาหมุนวนจำนวนมาก
“นี่แกจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกันเหรอวะ !” ชายหนุ่มผู้นั้นพยายามจะวิ่งหนีแต่เมื่อหันหลังให้เซนเขาก็เข้าประชิดตัวเสียแล้ว ดาบที่กำลังเหวี่ยงมาช้า ๆ เมื่อนั้นเวลาเหมือนกับกำลังเคลื่อนไหวช้าลงจนแม้แต่จะขยับแขนก็ไม่อาจทำได้ตามใจ
และเมื่อดาบนั่นได้กระทบกับร่างของชายหนุ่มที่ห่อหุ้มด้วยเวทเสริมกำลังมันก็เกิดการระเบิด เปลวเพลิงสูงหลายสิบเมตรและกวาดยาวไปกว่าร้อยเมตรกำจัดนักฆ่าจากสำนักมนตร์ดำคนอื่น ๆ ไปด้วยเช่นกัน
“ก-แกมัน” ร่างอันสะบักสะบอมที่รอดมาได้เพราะเวทเสริมกำลังกำลังกระเสือกกระสนเกลือกกลิ้งคลานหนี
“จะไปไหนไม่ทราบ ยังเหลืออีกตั้งหนึ่งนาที” เซนกระตุกยิ้มอย่างบ้าคลั่งทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลและเลือดที่ไหลไม่หยุด
“ดวงตาสีแดงก่ำแบบนั้นอย่าบอกนะว่า...” ไม่ทันได้เอ่ยเสร็จเขาก็ถูกเซนสะบั้นคอหลุดจากบ่าเสียแล้ว เซนค่อย ๆ ค้นหายาถอนพิษด้วยแรงที่เหลือน้อยนิดจนคานะต้องเข้ามาช่วย
“อันนี้ใช่ไหมรีบ ๆ กินเข้าไปเร็ว” คานะประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงไว้ในอ้อมอกหลังจากดื่มยาเข้าไป
“นอนพักซะนะเดี๋ยวที่เหลือพวกฉันจะเป็นคนจัดการต่อเอง”
“ต้องแก้แค้นให้หัวหน้าหน่วย” ขณะที่คานะกำลังประคองเซนอยู่พวกสำนักมนตร์ดำที่เหลือก็แห่กันเข้ามาเพิ่มอีก
“พวกแกมัน...” คานะวางเซนลงพื้นยืนขวางพวกมันไว้ก่อนจะยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าให้มันกลั่นแกล้งตกลงมาตรงกลางพอดี
“ฉันจะแสดงให้เห็นว่าทำไมพวกเราถึงต้องออมมือไว้”
ทันใดนั้นลูกธนูเวทมนตร์ของคานะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของสายน้ำวนที่แพร่กระจายและดูดเอามนุษย์ อุปกรณ์และซากศพเข้าหากันตรงกลางโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึงสองร้อยเมตรมากพอที่จะครอบคลุมสนามรบตรงนั้น
“ [วงแหวนประจุไฟฟ้า] ” เธอยิงลูกศรไปอีกหนึ่งลูก มานาที่กำลังอัดกันแน่นราวกับกำลังจะระเบิดได้ทุกเมื่อและมันก็ได้กระทบกับพื้นน้ำวนสร้างกระแสไฟช็อตทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณนั้นแม้แต่เสียงร้องก็ยังไม่ทันได้ยิน
ฝีมือแม่หนูนั่นเหรอ? คิคิที่ได้แต่ตั้งรับกำลังมองดูออร่ามานาที่ฟุ้งกระจายหลังจากที่คานะใช้เวทมนตร์ แสงฟ้าแลบที่ไม่ได้มาจากบนฟ้าแต่กลับเป็นบ่อน้ำตรงหน้าบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยซากศพไหม้ ๆ จนกลิ่นลอยมาไกล
“ยังมีพวกที่รอดอยู่ไปจัดการมัน” คิคิสั่งลูกน้องของเขาให้ใช้โอกาสที่พวกมันบาดเจ็บหนักจัดการให้หมดขณะเดียวกันเขาก็เข้าไปดูอาการของเซน
“พวกเธอกลับไปพักแนวหลังได้แล้ว ที่เหลือพวกเราจะจัดการต่อเอง”
ดูเหมือนสถานการณ์ฝั่งมนุษย์หมาป่าจะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ก็ไม่นานนักเพราะเมฆสีดำท่าทางแปลกประหลาดที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นราวกับพระเจ้าส่งมากลั่นแกล้ง
“ทำได้เจ็บแสบเหลือเกินนะ” โยนค่อย ๆ พยุงร่างที่เต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์มากมายหลังจากโดนกระสุนเวทแบบพิเศษที่ใช้มานาเกือบทั้งหมดของซึฮากิไป
“คิดไว้แล้วแหละว่าไม่ล้มง่าย ๆ สเตล่าเธอเห็นจุดอ่อนของมันหรือยัง?” ท่าทางของซึฮากิอันอ่อนระทวยแค่ลุกยืนยังต้องกัดฟันฝืน
“ม-มันไม่มีจุดอ่อน”
“เหรอ...” ซึฮากิถอนหายใจสั้น ๆ จ้องมองไปยังศัตรูตรงหน้าที่ไม่อาจเอาชนะได้ไม่ว่าจะพยายามยังไง
อุตส่าห์ให้พวกระดับสูงช่วยลดแรงให้แล้วแต่มันก็ดันใช้ตัวปลอมมาล่อ ถ้าพวกเราถอยไปตอนนี้อาณาจักรอาฟมีหวังล่มสลายแน่
“มีแผนอะไรอีกไหมกิ?” สเตล่าประคองร่างของซึฮากิพาหนีกลับไปหาพรรคพวกคนแคระ
เมฆหมอกสีดำกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ราวกับกำลังกลืนกินทุกชีวิตที่มันปกคลุมและกลับมารวมที่โยนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
“เหลือแค่ทางเดียวแล้ว-” พูดไม่ทันขาดคำหินสื่อสารก็มีสัญญาณส่งมา ซึฮากิรับสายและยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนกับโล่งใจได้แล้ว
“ทุกหน่วยถอย!” ซึฮากิส่งสัญญาณด้วยควันสีดำรวมกับพายุหมุนเพื่อให้เผ่าอื่นได้เห็น
พวกเขาสูญเสียทหารไปมากกว่าห้าสิบเปอเซ็นและมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะที่กำลังล่าถอยพวกสำนักมนตร์ดำที่ได้เห็นจึงรุกเข้าใส่ไม่หยุดมองเห็นว่าศัตรูไม่อาจสู้ได้จึงฮึกเหิม
“จะหนีไปไหน?” โยนที่ฟื้นตัวเต็มที่เข้าประชิดตัวซึฮากิและสเตล่าได้ไม่ยากนักเพราะอาการบาดเจ็บทำให้เคลื่อนไหวได้ช้า
“โอะโอ…” คมมีดที่กำลังจะเฉือนลำคอของซึฮากิถูกหยุดไว้ได้ทันการด้วยฝีมือของใครบางคน เขายืนเผชิญหน้ากับโยนไม่มีความรู้สึกเกรงกลัวกระตุกมุมปากยิ้มเริงร่าอย่างกับได้มาเที่ยวเล่น
“ดูเหมือนพวกเราจะมาช้าไปหน่วยนะ” เฮอเมสที่ถอดชุดเกราะสวยงามทิ้งไปเหลือเพียงดาบที่อยู่ข้างกายกำลังสบตากับโยน
“พวกเรามาแล้ว!” กอนด้าตะโกนมาแต่ไกลรวมทั้งบอง เคานต์ ชิมม่อนและโฟลผู้ที่มีเลเวลสูงมารวมตัวกันเพื่อต่อกรกับสำนักมนตร์ดำ
“กอนด้าฉันจะคืนร่างให้เธอ กวาดล้างพวกมันซะ”
“เอาสิ !”
ร่างของสาวน้อยน่าเอ็นดูได้สลายหายไปค่อย ๆ ขยายร่างกลับคืนเป็นมังกรสีแดงชาดคำรามดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ
“นั่นมันมังกร !” ไม่ใช่แค่สำนักมนตร์ดำแต่พันธมิตรก็หวาดกลัวเช่นกัน เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของสตาร์คินและยังเป็นเผ่าที่มีเกียรติสูงศักดิ์ที่เผ่ามนุษย์ให้ความเคารพและความเกรงกลัวมาอยู่ตรงหน้าแล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ ที่แท้ก็มีพวกนี้เป็นคนหนุนหลังนี่เอง” โยนยิงพลุสีแดงขึ้นฟ้าไม่นานนักเผ่าออร์คก็กรูกันเข้ามาพร้อม ๆ กับสำนักมนตร์ดำที่อยู่อีกฝั่ง
“คิดว่าพวกแกมีคนหนุนหลังแค่ฝั่งเดียวหรือยังไง?”
เผ่าออร์คได้เริ่มโจมตีมนุษย์ที่กำลังหลบหนีหากโฟลไม่เข้ามาขวางไว้คงได้สูญเสียเพิ่มอีกเป็นแน่
“พวกแกมันคนทรยศ !” ผู้นำเผ่าคนแคระอุทานออกมาเสียงดังต่อด้วยการด่าทอไม่หยุด
“ข้าคิดไว้อยู่แล้ว” ผู้นำเผ่าก็อบลินและพรรคพวกพากันกลับมารวมตัวกับแนวหลังอีกครั้งหลังจากจัดการพวกสำนักมนตร์ตรงหน้าหมดทั้ง ๆ ที่ควรจะสบายใจที่ลดภาระได้แต่ดันมีคนทรยศเพิ่มมาเสียอย่างงั้น
“พวกเจ้าไปพักก่อน ทางนี้พวกข้าจะรับมือต่อเอง” ชิมม่อนเดินเข้ามาเคียงคู่กับเฮอเมสแต่มันก็ไม่ทำให้โยนท้อถอยแต่อย่างใด
“เฮอเมสนี่เจ้ากลับไปอยู่ฝั่งนั้นแล้วสินะเหมือนกับเมื่อตอนนั้นเลย”
“เจ้าพูดบ้าอะไร? อยากจะสั่งเสียก็ขอให้ไปบอกในนรกเอาแล้วกัน” เขาส่งแรงดันมานากระแทกมีดสั้นของโยนทิ้ง มือทั้งสองกำดาบแน่นฟาดลงด้วยมานามหาศาลสร้างคลื่นดาบที่ยากจะป้องกันได้
“อย่าคิดว่าข้ามันง่ายนะเว้ย!” โยนชักมีดสั้นอีกเล่มปักลงพื้นไม่นานนักพื้นบริเวณรอบกว่าหนึ่งร้อยเมตรกลายเป็นสีดำทะมึน มันกำลังดูดพลังของผู้ที่ยืนอยู่บนนั้นส่งไปให้กับโยนและดาบที่ไม่ควรจะรับได้เขาก็สามารถป้องกันได้
“ [พื้นระทม] หนึ่งในมนตร์ดำที่ข้าพึ่งได้มาเมื่อก้าวข้ามเลเวล มันจะดูกลืนพลังบางส่วนเพื่อส่งมาให้ข้า” ทั้งชิมม่อนและเฮอเมสพุ่งเข้าใส่ไม่สนใจแม้จะถูกดูดพลังไป เขาต้องการเพียงปลิดชีพโยนให้ไวที่สุดเพื่อลบพื้นสีดำออกไป
“ทำอะไร? ข้าอยู่นี่ต่างหาก” ร่างที่พวกเขาฟาดฟันไม่ยั้งกลับเป็นเพียงแค่ตัวปลอม โยนไม่อยู่เฉยเหมือนตอนที่สู้กับซึฮากิเพราะทุกการโจมตีพวกนั้นอาจฆ่าเขาได้ทันที
“อ้อ ! แล้วก็นะ พวกนายที่เรียกคงเป็นความลับของเอลโฟเรียสินะที่ว่าทำไมหน่วยลอบสังหารถึงเข้าไปไม่ถึงสักที ถ้าเป็นอย่างงั้นตอนนี้ก็คงทางสะดวก”
ทางสะดวก? ซึฮากิเงี่ยหูฟังก็ได้แต่สงสัยจนนึกขึ้นได้
“ใช่แล้ว ไม่มีแค่พวกออร์คที่อยู่ที่นี่หรอกนะที่เป็นพวกเรา แต่ตอนนี้พวกนั้นก็คงถล่มเมืองเอลโฟเรียราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
คิโนริ...ทุกคน ซึฮากิกัดฟันลุกยืนอีกครั้งแม้จะใช้หินสื่อสารติดต่อกลับไปที่เมืองแต่ก็ไร้วี่แววตอบรับ แววตาเบิกกว้างวิ่งตรงกลับไปยังเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรโดยไม่สนใจสภาพร่างกาย