“ถ้าเธอตายไปพวกเราจะถูกปลดปล่อยยังไงล่ะ”
เสียงพูดของชายหนุ่มสะท้อนก้องไปทั้งบ้านพัก สมองของทุกคนประมวลความหมายของคำพูดนั้นไม่ได้ได้แต่จ้องหน้าอ้าปากค้าง
ยิ่งกว่านั้น น้ำเสียงของอุลริกยามที่พูดประโยคนั้นออกมาก้องกังวานเหมือนกับน้ำเสียงของกุญแจไม่มีผิดเพี้ยน
“ฉัน...ต้องตาย...?” เืทั้งร่างไหลย้อนกลับลัคนาจ้องตาสีฟ้าของเขาไม่กะพริบ
“ก็ใช่นะ นั่นเป็สิ่งที่ฉันได้ยินมา”
“นายจะบ้าเหรอ? จะให้เราฆ่าลัคนาเพราะสิ่งที่ได้ยินมา? ฉันยอมรับไม่ได้!”อรุโณทัยตวาด
อุลริกยักไหล่ เขาคนเดิมต้องพยายามหาทางช่วยเหลือแน่... แต่นี่ไม่ใช่อุลริกคนเดิมที่ทุกคนรู้จักการหลับไปยาวนานทำอะไรบางอย่างกับตัวตนของเขา เปลี่ยนเขาให้กลายเป็คนอื่น
“นายยังมึนๆ อยู่รึเปล่า? เพิ่งตื่นอย่าฝืนตัวเองน่า”ลอร์น่าเท้าเอว
“ไม่เห็นสิ่งที่กุญแจทำได้เหรอ? เราควรจะกลัวแล้วก็กำจัดก่อนที่พลังนั้นจะหันมาทำร้ายพวกเราเอง”เสียงหนึ่งดังมาจากเข้า โฮเซ่กอดอกพิงประตู สายตาแข็งกร้าวจ้องมาจนเด็กสาวรู้สึกไม่สบายใจ
“โฮเซ่ นายบ้าพอจะเสนอให้ฆ่าคนเลยเหรอ?” อรุโณทัยโต้กลับด้วยสายตาดุดันพอกัน
“เธอเห็นกุญแจเป็คนจริงๆ หรือแค่ตัวช่วยสู่อิสรภาพของตัวเอง?” เขาตอกกลับ หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วจ้องหน้าเด็กหนุ่มแล้วเริ่มทำาประสาทกันตรงนั้นโฮเซ่เหมือนจะเป็คนเดียวนอกจากฮิบิคิที่สามารถลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกับอรุโณทัยได้แต่ความดุดันของเขาอยู่คนละระดับ
“ใจเย็นก่อนทุกคน” นิชพรออกมาห้ามทัพ “เราค่อยๆ ถามรายละเอียดกันดีกว่านะ”
“นั่นสิอุลริก ได้ฟังอะไรนอกจากนั้นไหม? แล้วตอนนอนได้รู้อะไรอีกไหม?” ลอร์น่าย่อตัวลงเสมอชายหนุ่ม เอามือบีบแก้มเขาเข้าหากันจนหน้ามุ่ย เขาแกะมือของเธอออกแล้วจับข้อมือเอาไว้
“บอกแล้วว่านอกจากชื่อและสตาร์ดัสต์เรล์มก็จำได้แต่ประโยคนั้นแหละ Herzchen...” เขาตอบน้ำเสียงเหนื่อยๆ“ทีนี้จะบอกได้รึยังว่าที่นี่ที่ไหน แล้วทำไมพวกเธอถึงต้องเค้นคำตอบที่ฉันไม่รู้ด้วย?”
ลอร์น่าจึงพยายามอธิบาย แต่อุลริกก็ทำหน้างงยิ่งกว่าเดิมจนนิชพรต้องมาช่วยเรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น
“อย่างนี้นี่เอง...ฉันเคยเป็สมาชิกของหน่วยที่ชื่อหน่วยลาดตระเวน สู้กับคนร้ายที่เรียกว่าผู้เล่น...แล้วก็หลับมาั้แ่ตอนนั้น”อุลริกพูดสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ “แปลก ทำไมไม่เห็นรู้...”
“ดูเหมือนว่านายจะตื่นขึ้นอีกรอบ” อรุโณทัยพูด “มันก็แปลกพอกันนั่นแหละไม่มีใครเคยหมดสติแล้วตื่นขึ้นมาเริ่มใหม่โดยไม่เหลือความทรงจำ มีแต่ตายแล้วตายเลย”
“ข้อมูลของอุลริกเชื่อถือได้ขนาดไหนเรายังไม่รู้เลย จะทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้โดยเฉพาะเื่ถึงชีวิต...” นิชพรเสนอความเห็นของตัวเอง
“ใช่แล้ว แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจริงไม่จริง”ลอร์น่าถอนหายใจ
“ชีวิตหนึ่งคนแลกกับความสุขของพวกเราทั้งหมด ฆ่ากุญแจทิ้งซะมันก็คุ้มไม่ใช่เหรอ?” โฮเซ่พูดขึ้นมาอีก
เสียงของเขานิ่งจนลัคนาขนลุกไปทั้งตัว คนที่เหลือแสร้งทำเป็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาเธอรู้ว่าพวกเขาได้ยินโฮเซ่ทุกคำแต่ไม่ทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ยกเว้นคนหนึ่ง
“ไม่ได้ล่ะ!” ซิลเวสเตอร์แย้งเสียงแข็ง “มันผิด อาจจะเป็กับดักด้วย! กุญแจคือกุญแจแค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเรา้าเธอเพื่อไปสตาร์ดัสต์ เรล์ม!”
“ฉะ...ฉันเห็นด้วยค่ะ!” ลินินพูดเสียงสั่น เธอตัวลีบลงทันทีเมื่อพบว่าสายตาทุกคู่มองมาที่เธอ
“เราต้องรู้ให้แน่ก่อน” หยางพูดขึ้นเป็ครั้งแรกนับแต่ความวุ่นวายในบ้านพักเริ่มขึ้น
“ฉันเห็นด้วยกับทุกคน” ประกายมาศพยักหน้า “ไม่ว่ายังไงก็ทิ้งกุญแจไม่ได้เด็ดขาด”
“ก็ตามใจ” โฮเซ่กล่าว “ฉันแค่พูดสิ่งที่ตัวเองคิด”
เขาหายไปอีกรอบ
“เรามีวิธีตรวจสอบอยู่นะ...” นิชพรพูดเหมือนนึกขึ้นได้ “ตัวตนเดียวที่บิดเบือนกฎทั้งหมดของโลกใบนี้...ทไวไลท์ไทเกอร์”
...
คืนนี้เป็อีกคืนที่ลัคนานอนไม่หลับ
เธอกังวลใจว่าสิ่งที่จะได้พบพรุ่งนี้จะตัดสินชะตาชีวิตของเธอ
ถ้าเสือขาวบอกว่าสิ่งที่อุลริกพูดเป็เื่โกหก เธอก็จะรอด
แต่ถ้ามันเป็ความจริงล่ะ?
ลัคนาไม่ใช่ยอดมนุษย์และไม่ใช่คนที่เข้มแข็งขนาดไม่กลัวตาย
ถ้าเพื่อทุกคนแล้วละก็เธอยอมแลกแม้ชีวิต แต่ใช่ว่าเธอจะไม่กลัว
เด็กสาวได้เห็นความตายมามาก เธอรู้ตัวดีว่าหากยังหาสตาร์ดัสต์เรล์มไม่พบสักวันเธอก็จะตายด้วยกลายเป็เพียงละอองดาวที่ส่องสว่างได้เพียงครู่เดียวก็จางหายไป
ถ้าทุกคนได้ไปสตาร์ดัสต์ เรล์ม โดยที่มีเธอคนเดียวที่จะต้องตาย...
เธอคงจะเหงา...
แล้วฮิบิคิจะเหงาไหม?
เขาจะคิดถึงเธอบ้างไหม?
เด็กสาวสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกเป็รอบที่ร้อย คำตอบทุกอย่างจะเฉลยออกมาพรุ่งนี้สิ่งที่เธอต้องทำคือรอคำตอบนั้นเท่านั้น เื่ที่จะทำอะไรต่อเอาไว้ค่อยคิดทีหลังก็ได้
“นอนไม่หลับเหรอ?” ลอร์น่าพลิกตัวมาหาดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำส่องแสงจางๆ
“...อือ” เธอส่งเสียงตอบในลำคอ
“เอาน่าๆ ยังไงฉันคนหนึ่งนี่แหละที่จะค้านหัวเท้ายันฝาไม่ให้ใครทำอะไรเธอ”
“....ฉันกลัว” ลัคนาสารภาพเสียงสั่น “ฉันเชื่อใจลอร์น่า แต่หัวหน้า...”
“ไม่ต้องกลัวหรอก ถึงหัวหน้าอรุโณทัยจะสนับสนุนการสละคนน้อยเพื่อคนหมู่มากเราก็ยังมีหัวหน้าหยางกับประกายมาศอยู่ พวกเขาไม่ทิ้งเธอหรอก เธอยังมีฉัน นิชพร ฮิบิคิอึนริวอยู่ไม่ใช่หรือไง? พวกเราจะอยู่เคียงข้างเธอเอง”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตา
“ขอบใจนะ...”
“อยู่แล้ว เธอเป็เพื่อนที่แทนที่ไม่ได้ของพวกเรานี่”
พอคิดว่าอุลริก...คนที่เอ่ยถ้อยคำเ่าั้กับเธออย่างอ่อนโยนหายไปตลอดกาลแล้วน้ำตาก็ไหลอีกหยด
ไม่สิ อีกอย่างที่ทำให้น้ำตาของเธอไหลคือความสั้นของรายชื่อที่ลอร์น่าเอ่ยออกมาบอกว่านับั้แ่เธอเข้าหน่วยลาดตระเวนมีคนตายไปมากแค่ไหน
“ทำใจดีๆ ไว้แล้วไม่ต้องกังวลหรอก” ลอร์น่ายิ้มให้กำลังใจ
“ลัคนา!”
“ตาเถร!”
เสียงเรียกดังลั่นของเด็กหนุ่มได้รับการตอบรับด้วยคำอุทานถึงพริกถึงขิงของนิชพร
“ฮิบิคิ? นี่มันห้องผู้หญิงนะ...แล้วนี่ขึ้นมาได้ไงเนี่ย?”
“โธ่เว้ย ทำไมพอมีเื่ใหญ่เธอไม่มาปรึกษาฉัน?!”
ลัคนารู้ทันทีว่าเหตุผลที่เด็กหนุ่มโกรธเป็ฟืนเป็ไฟคืออะไร
“แต่ฮิบิคิป่วยอยู่...”
“แต่เธอควรจะมาปรึกษาฉันด้วย ถึงจะเื่เล็กแค่ไหน ถ้ามีปัญหาล่ะก็ ฉันไม่คิดว่าเป็การรบกวนหรอก!”เขายังพูดต่อด้วยเสียงดังจนลอร์น่าต้องเอามือตะครุบปากเขาไว้ก่อนจะปลุกอรุโณทัย
“ลงไปนอนนิ่งๆ ฝืนเดินขึ้นมาเดี๋ยวหัวหน้าหยางก็ฆ่าหรอก!” ลอร์น่าทำหน้าสยอง
“ลัคนา เธอไม่เชื่อเหรอว่าฉันจะช่วยเธอได้?” ฮิบิคิกล่าวกับเด็กสาวด้วยเสียงจริงจัง
“...ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถช่วยฉันได้ ฮิบิคิไปพักเถอะนะ ถ้ามีอะไรอีกฉันจะปรึกษาแน่นอน”
“จะว่าไปไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นก็ได้นี่? เข้าใจอยู่หรอกว่าเวลาเจ็บหรือเพลียอะไรมันก็น่าหงุดหงิดไปหมด แต่ช่วยสงบสติอารมณ์หน่อยนะ”นิชพรเตือน เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วนั่งบนเตียงว่าง ผู้หญิงคนอื่นที่สะดุ้งตื่นเพราะเขาเริ่มกลับไปนอนทั้งสี่จึงคุยกันเงียบๆ
“หัวหน้าหยางเล่าให้ฉันฟังทุกอย่างแล้ว ถ้าเื่คอขาดบาดตายแบบนี้เธอควรจะมาหาฉันคนแรกเลยไม่ใช่หรือไง? เพราะยังไงเธอก็อยู่ในความดูแลของฉัน แล้วก็เป็คู่หูของฉัน”
“ฮิบิคินี่ขี้บ่นเกินคาดเลยนะ” ลอร์น่าแซว
“ทั้งห่วงทั้งหวง” นิชพรกลั้นหัวเราะจนโดนเด็กหนุ่มค้อนขวับ
“ยังไงก็เถอะ! ไม่มีใครอยากให้เธอตาย คิดอะไรโง่ๆ ว่าถ้าตายแล้วทุกคนจะมีความสุขนี่มันสมเป็เธอจริงๆเลย...”
“...แล้ว จะมีความสุขไหมล่ะ?” ลัคนาพูดเสียงเรียบทั้งสามคนหันมามองเด็กสาวตาค้าง
“...ทุกคนต้องอยู่ด้วยกันสิ” ลอร์น่าหาเสียงพูดเจอเป็คนแรกตอบ
“....ถ้าเธอไม่อยู่...” ฮิบิคิพูดเสียงเบา “ชีวิตฉันจะไปเหลืออะไรล่ะ...? ปีกับเรืองฤทธิ์ก็ไม่อยู่แล้ว อึนริวก็ไม่สามารถออกไปลาดตระเวนอีก ถ้าเธอไม่อยู่อีกคน...ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีชีวิตจริงๆของฉันมันจะยังอยู่ไหม...?”
“ฮิบิคิเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ นะ จำได้เลยว่าก่อนหน้านี้ ตานี่ออกไปลาดตระเวนอย่างกับตัวเองเป็เครื่องจักรพอเธอมาอยู่ถึงได้เริ่มสนิทกับพวกเราขึ้นมาบ้าง แต่ก่อนนี้ไม่พูดไม่จากับใครเลยสักนิด”ลอร์น่าเล่า ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอเหมือนกำลังหัวเราะให้ความทรงจำเก่าๆ ในอดีตแสนไกล
“เอาล่ะ นอนกันได้แล้ว เื่ของพรุ่งนี้ก็ให้เป็เื่ของพรุ่งนี้ ฮิบิคิกลับไหวไหม?” นิชพรลุกขึ้นถาม
“ได้” เขาตอบห้วนๆ มองลัคนาแวบหนึ่ง “จำไว้ล่ะ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ถึงเธอจะรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหน”
เด็กหนุ่มเดินลงบันไดที่ยังลั่นเอี๊ยดอ๊าดปกติเขาเดินแล้วไม่มีเสียงเลย พอมารอบนี้ บันไดก็ดังลั่น
ลัคนาน้ำตารื้น ถ้าเธอตายคงไม่ได้เจอฮิบิคิ ไม่ได้ฟังคำพูดเหน็บแนมแต่อ่อนโยนของเขาอีกต่อไปไม่ได้ฟังเสียงบันไดที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เหมือนจะพัง ไม่ได้มองออกไปข้างนอกแล้วเห็นท้องฟ้ายามเย็นที่เปลี่ยนทุกอย่างเป็สีทองไม่ได้อยู่กับทุกๆ คนในบาเรียแล้ว
ถ้าเธอไม่อยู่...จะไม่มีใครจดจำความตายของเพื่อนทุกคนอีกแล้ว
แต่เธอไม่ได้อยู่คนเดียว
ถึงจะเป็คนเดียวที่แบกรับชะตากรรมของคนทั้งบาเรียเอาไว้...เธอจะมีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆเสมอ ทั้งฮิบิคิ ลอร์น่า นิชพร อึนริว หยาง หัวหน้าประกายมาศ ซิลเวสเตอร์ แม้แต่ลินิน...
ขอบใจที่ทำให้รู้ตัวนะ
...
เช้าวันต่อมา บาเรียมีเสียงฮือฮาผิดปกติ อรุโณทัยก้าวฉับๆ เข้าไปกลางวงล้อมก็เห็นฮิบิคิกำลังยืนมองออกไปไกลๆ
“มีอะไรเหรอ?” เธอถาม
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ? เบิกตาสักหน่อยก็น่าจะเห็นแล้วนะหัวหน้า”
อรุโณทัยขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงประชดประชัน แต่เมื่อตั้งใจมองก็พบว่ามีอะไรแปลกไปจริงๆโลกภายนอกนั้นเงียบกว่าปกติและมีความเคลื่อนไหวน้อยมาก เมืองที่อยู่ใจกลางป่าสีม่วงไม่มีผู้เล่นเดินกันขวักไขว่เหมือนปกติมันว่างเปล่า...มองจากไกลขนาดนี้ยังเห็นได้เลยว่าไม่มีใครอยู่สักคน
“หมายความว่ายังไง?” หญิงสาวใช้มือัับาเรียหยุ่นๆเธอยังเคลือบแคลงใจว่าจะไม่มีผู้เล่นอยู่จริงหรือเปล่า
“ถ้าไม่มีผู้เล่นอยู่ในเมืองแล้วล่ะ?” ฮิบิคิเสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หัวหน้าสาวเอามือปิดปาก อมยิ้มแล้วก็หัวเราะ
“สติแตกแล้วหรือไงน่ะฮิบิคิ? ผู้เล่นเต็มเมืองจะหายไปได้ยังไง? นายเองไม่ใช่เหรอที่เป็คนย้ำนักย้ำหนาว่าไปก็มีแต่ตายกับตาย? ตอนนี้จะเสนอให้เราไป? ฮะๆ” เธอหยุดพักหายใจ“ฟังนะฮิบิคิ ตอนนี้กำลังคนเป็สิ่งที่เราขาดอยู่ แค่เฉียดเข้าใกล้ป่าสีม่วงก็ตายได้นายคิดจะให้เราไปโดยไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอันตรายรึเปล่า เื่นั้นมันเป็ไปไม่ได้”
“แต่ลัคนา...ไม่รู้เื่พลังของยัยนั่นเลยรึไง?” เขาเถียงเสียงแข็ง แยกเขี้ยวเหมือนกำลังขู่ บางอย่างในตัวเขาบอกว่าตอนนี้ต้องรีบเข้าไปในเมืองนั้น
“รู้สิ...แต่เธอเป็กุญแจ ฮิบิคิ” หัวหน้าสาวมองหน้าเขาตรงๆ ไม่มีใครยอมใคร
“สิทธิ์ในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่หัวหน้าคนเดียว” เด็กหนุ่มยังไม่ยอม
“อยู่สิ ฉันเป็หัวหน้าหน่วยลาดตระเวน อย่ามาเถียง”
“ฟังเขาหน่อย อรุโณทัย” หัวหน้าหยางเดินเข้ามาจากที่ไหนก็ไม่รู้ พอโดนเรียกชื่อเต็มหัวหน้าสาวก็สะดุ้งจนต้องหันไปมอง
“ฟังอะไร? เขาจะให้เราบุกเข้าเมืองผู้เล่น” เธอพูดเสียงเย็นลง “เมื่อวานยังค้านหัวชนฝาไม่ให้ฆ่ากุญแจวันนี้โวยวายจะเอากุญแจไปตาย”
“ตอนนี้ปรึกษากุญแจดีที่สุด” หัวหน้าหยางเสนอ ฮิบิคิจึงตามตัวลัคนา
เด็กสาวมีท่าทางสับสน ตอนแรกเธอนึกว่าวันนี้จะได้ออกไปที่ถ้ำแล้วไปหาเสือขาวแต่ดูสีหน้าของทั้งสามดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เื่นั้นเลยสักนิด
“บอกมาสิว่าเธอเห็นอะไร” ฮิบิคิสั่งห้วนๆ ลัคนามองไปที่เมืองแล้วรู้สึกวิงเวียนศีรษะเหมือนสติจะดับวูบไปตอนนั้น
“ปิดปรับปรุง” เธอพูดด้วยเสียงกังวานที่ดังก้องไปทั่วบาเรียจนทุกคนหันมามอง
หัวหน้าทั้งสองคนขมวดคิ้ว ฮิบิคิเอามือขยี้ผม
“อะไร ปิดปรับปรุง? หมายความว่ายังไงกัน?” อรุโณทัยมองลัคนา...มองกุญแจอย่างคาดคั้น
“ฉะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ...” ลัคนาปากสั่น หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอกลัวแทบตายว่าพลังของตัวเองจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเดียวกันหรือหลุดจากความควบคุมของเธอไปอีกแต่ดูเหมือนตอนนี้จะกลับมาเป็แค่การหลุดปากพูดเหมือนเดิมแล้ว
เธอแตะคำว่ากุญแจที่ถูกสลักไว้บนไหล่
“มีผู้เล่นอยู่ไหม?” ฮิบิคิคว้าไหล่เธอแล้วถามลัคนาไม่พูดอะไร เธอมองเขาแบบงงๆ
“มีอะไรกันเหรอ?” อุลริกเดินออกมาจากบ้านพักเขายัดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงแบบสบายๆ และกันเอง ทิ้งภาพลักษณ์ผู้ดีเก่าของอุลริกคนเดิมแต่รอยยิ้มบางๆ น่าพึ่งพาและจริงใจนั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ฮิบิคิบอกเขาแบบรวบรัด ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ
“สรุปคือจะไปที่เมืองนั่น...ใช่ไหม?”
“ใครบอก ฉันยังไม่อนุญาตให้ใครไปไหนทั้งนั้น ลัคนา แล้วปิดปรับปรุงหมายความว่ายังไง? บอกให้ชัดๆ สิ”
“ฉันไม่มั่นใจค่ะ แต่ดูเหมือนว่าในเมืองตอนนี้จะไม่มีผู้เล่นอยู่” เธอตอบ
“หมายความว่าเราต้องเข้าไปตอนนี้” ฮิบิคิเสริม
อรุโณทัยเอามือก่ายหน้าผาก เธอครุ่นคิดอยู่นาน
“...ก็ได้” พอเธอพูดจบทุกคนก็ยิ้มร่า “...เ้าพวกนี้ ชอบทำอะไรบุ่มบ่ามกันอยู่เรื่อย!”
แต่ก็ไม่เลวนักหรอก...
...
“ได้ยินแล้วนะโฮเซ่” เด็กสาวใบหน้าคมมองไปที่เด็กหนุ่มผิวสีแทน
“อือ...” เขาตอบในลำคอ
“สิ่งที่นาย้าคืออะไรกันแน่? กำจัดกุญแจก่อนที่จะวกกลับมาทำร้ายพวกเราอย่างนั้นเหรอ? หรือว่า...นายจะเชื่อคำของพ่อคนโคม่าคนนั้นจริงๆ?” เธอกอดอกจ้องเขาเขม็ง
“ฉันแค่คิดว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้หน่วยลาดตระเวนเก็บทุกอย่างเอาไว้เองถ้ากุญแจทำอะไรหรือให้เบาะแสเกี่ยวกับสตาร์ดัสต์ เรล์มก็ไม่เคยมาบอกคนธรรมดาๆ อย่างพวกเราฉันไม่ชอบการปิดบังที่พวกเขาทำ”
“โฮเซ่ นายอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้วล่ะ?” เธอถามอีก
“ก็หลังซิลเวสเตอร์มา” เขาตอบแบบไม่ใส่ใจนัก
“ฉันเป็หนึ่งในคนที่อยู่รอดหลังผู้เล่นบุกเข้ามาในบาเรีย ที่นายพูดมันถูกหน่วยลาดตระเวนไม่ยอมบอกอะไรพวกเรา บางทีอาจจะฮุบเส้นทางสู่อิสรภาพเอาไว้พวกเดียว อยากรู้หรือเปล่าว่า่ผู้เล่นบุกเกิดอะไรขึ้นตอนที่นายมาถึงบาเรียเลยเหลือคนอยู่แค่หยิบมือ?”
“ฉันนึกว่าพวกผู้หญิงสรรเสริญหน่วยลาดตระเวนหนักหนาที่ช่วยชีวิตพวกเธอไว้”เขาเบือนหน้าหนีจากดวงตาคมสวยของเธอ
“ไม่ใช่ฉัน” เธอยิ้ม “แล้วฉันก็จะบอกนายทุกอย่าง”