ฉันนั่งเงียบ ไม่ถามสาเหตุรึปลายทางของเขา เขาก็ไม่ได้ถามถึงที่อยู่ของฉัน เราต่างคนต่างเงียบ มีแค่เสียงเด็กน้อยข้างๆ เท่านั้น ที่เจื้อยแจ้วพูดคนเดียวตลอดทาง
จนถึงบ้านสไตล์โมเดิร์น 3 ชั้นหลังใหญ่ ที่มีรถนำเข้าจอดอยู่หลายคัน ฉันตาลุกวาว ว้าวในความอลังการ หันซ้ายหันขวาดูบรรยากาศรอบข้าง จนรถจอดสนิท ยัยตัวเล็กเปิดประตูวิ่งลงรถเข้าบ้านไปก่อน ส่วนเขาเดินวนมาเปิดประตูให้ฉัน แล้วทำสีหน้าเบื่อหน่าย
“ลง”
“อุ้มหน่อย เขมเจ็บขา”
“อย่าสำออย มันแค่พลิก ไม่ได้หัก” เขาเอ่ยด่าทันทีที่ลับหลังลูก
“ก็มันเจ็บนี่ พี่เป็คนทำให้เขมเจ็บนะ” ฉันเล่นบทผู้ถูกกระทำ แสร้งเช็ดน้ำตา จนเขายอมอุ้มขึ้น
แผงอกกล้ามเป็มัด ลำคอใหญ่ที่มือฉันประสานถ่วงตัวที่ท้ายทอย ลมหายใจหนักๆ น้ำหอมอ่อนๆ ของแบรนด์หรู ทำให้ฉันใจเต้นตึกตักอย่างกับครั้งที่แรกที่เข้าไปจีบเขา
เข้ามาในตัวบ้าน ที่ดูเงียบสงบ เขาวางฉันลงบนโซฟารับแขก กลางห้องโถงใหญ่ หันไปคุยกับลูก ที่นั่งเล่นม้าโยกอยู่
“เดียร์น่า ขึ้นห้องไปก่อนนะลูก เดี๋ยวดะด๊าตามไป”
“ค่ะดะด๊า”
เธอตอบรับอย่างว่าง่าย แล้ววิ่งไต่บันไดขึ้นชั้นบน จนแผ่นหลังเด็กน้อยลับตาไปแล้ว เขาเดินไปหยิบชุดทำแผลจากตู้ แล้วมานั่งตรงหน้า
มือหนาเอื้อมมายกข้อเท้าฉันไปวางไว้บนหน้าขาของเขา ใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดรอยถลอกอย่างเบามือ ฉันนั่งมองพิจารณาใบหน้าเขา คิ้วคมเข้ม ตาตี๋ ภายใต้แว่นกรอบหนา ผิวขาว เืฝาดชมพู เส้นเืปูดขึ้นแสดงความกำยำของกล้ามเนื้อชาย
“อย่าคิดอะไรอุบาทว์” เขาเอ่ยพูดทั้งๆ ที่ยังทำแผลให้
“รู้ได้ไง”
“เวลาเธอบ้ากาม เธอจะนั่งนิ่ง หายใจแรง”
“เขินจัง ยังรู้ใจอยู่หรอ” ฉันเอ่ยแซว
“.....”
“บ้านหลังใหญ่อยู่กันกี่คนหรอ” ฉันแกล้งถามเพราะอยากให้เขาพูดถึงแม่เด็ก
“ไม่ใช่เื่ของเธอ”
“หมอหยาบคาย...”
“หึ” เขาหัวเราะทุ้มในลำคอ พลางนวดข้อเท้าให้ฉัน
“พี่กลับไทยมานานแล้วหรอ”
“...”
“เป็ใบ้ซะแล้ว” ฉันพึมพำบ่น
“เสร็จแล้ว ฉันจะเรียกแท็คซี่ให้ รีบกลับบ้านเธอไปซะ”
“ไม่เห็นหรอว่าฝนจะตก” ฉันชี้ไปทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ติดกับสวนหญ้าของเขา
“แล้ว?”
“พี่จะใจร้ายให้เขมตากฝนกลับบ้านจริงๆ หรอ” ฉันทำเสียงอ้อนใส่
“แท็คซี่ไม่ได้เปิดประทุน อย่าปัญญาอ่อน” เขาด่าซ้ำ ก้าวยาวๆ ไปเปิดประตู ทำท่าผายมือเชิญฉันออก
‘กรี้ดดดด นี่เขาไปเรียนสกิลการด่ามาจากที่ไหนยะ เมื่อก่อนมีแต่พี่ครับ เขมครับ จ๊ะจ๊าใส่ฉันตลอดเวลา’
“ฝนตกมันเสี่ยงอุบัติเหตุไง แถมถ้าเจอคนแปลกๆ ใครจะช่วย”
“โทรหาตำรวจสิ”
“พี่ติณณ์!” ฉันหวีดเสียงใส่ด้วยความน้อยใจ
“....”
“ถ้าเขมถูกข่มขืน ทำร้าย ชิงทรัพย์ จับถ่วงน้ำพี่ก็ไม่แคร์เลยหรอ”
“จะแคร์ทำไม เธอไม่ได้เป็อะไรกับฉันซะหน่อย”
“นี่! ใจร้ายเกินไปแล้วนะ”
เขาส่ายหน้าช้าๆ แสดงความหน่ายใจ เดินไปหยิบน้ำเปล่าในห้องครัวมาให้ฉันขวดนึง
“งั้นก็นั่งรอตามสบาย ฝนหยุดแล้วเชิญคุณแขกกับบ้านตัวเองด้วยนะครับ”
เขาพูดจบก็หมุนตัวขึ้นบันไดไปทันที ฉันทำท่าต่อยอากาศตามหลัง นั่งกระแทกก้นกับโซฟา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฝนก็ตกลงมาลูกใหญ่ เขาหายขึ้นไปชั้นบน ทิ้งให้แขกจอมวุ่นวายอย่างฉันนั่งสับผงกอยู่ที่ห้องรับแขกคนเดียว
ฉันสะดุ้งจากการเผลอหลับ เพราะเดียร์น่าเขย่าแขนปลุก เธอยื่นตุ๊กตามาตรงหน้าฉัน เหมือนกำลังชวนเล่น
“ตุ๊กตา..”
“อาาา จะให้น้าเล่นด้วยหรอ” เธอพยักหน้าหงึกหงักแล้วนั่งลงกับพื้นพรม เล่นตุ๊กตาสวยๆ ที่เธอแบกมาด้วย
ฉันขยี้ตาไล่ความง่วง หันดูในครัวเห็นผู้ชายร่างสูงที่ถอดคราบหมอแต่งชุดลำลอง เป็ชาวบ้านปกติ กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว
“อยู่บ้านกับพ่อสองคนหรอคะ” ฉันกระซิบถามเด็ก เธอพยักหน้าลงเบาๆ
“วันนี้น้าเขมอยู่กินข้าวด้วยได้ไหม”
“ได้ค่ะ”
“งั้นต้องช่วยน้าเขมอ้อนดะด๊านะคะ”
ฉันเริ่มยืมมือเด็กมาเข้าร่วมแผนในการอ่อยผู้ เธอยกนิ้วก้อยเล็กๆ เกี่ยวกับฉันแล้ววิ่งไปหาพ่อของเธอ
“ดะด๊า ให้น้าคนสวยอยู่กินข้าวด้วยนะคะ”
เขาหันมองฉัน ขมวดคิ้วลงเพราะรู้ว่าฉันใช้แผนชั่วครอบงำเด็ก
“บ้านเธอไม่มีข้าวกินหรือไง”
“มี แต่อยากกินที่นี่”
“เื่เยอะ”
“ก็กลับห้องมันต้องกินคนเดียวนี่” ฉันแกล้งบอกเป็นัยๆ ว่า ’ฉันโสด’
“....”
เขาไม่ถามอะไรต่อ ถึงผิดแผนไปนิดแต่ก็ยังดีที่เขารับฟัง ฉันเดินเข้าไปในครัวอุ้มยัยตัวเล็กขึ้น
“ให้ดะด๊ะทำกับข้าวนะคะ เราไปดูการ์ตูนกันดีกว่า”
“อย่าให้เดียร์น่าดูเกิน 2 ทุ่มนะ 3 ทุ่มเธอต้องเข้านอน” เขาพูดตามหลัง
“ค่าาาา”
ฟิลสามคนพ่อ แม่ ลูก เกิดขึ้นทันที ฉันพาเดียร์น่าไปดูการ์ตูนที่ห้องรับแขก โดยที่คอยชะเง้อดูพ่อคนปากเจ็บที่กำลังทำอาหารไปด้วย
“เดียร์น่า มากินข้าวครับ”
สิ้นเสียงเรียก ฉันจูงเดียร์น่าเดินเข้าห้องครัว กับข้าวที่เป็เมนูผักซะส่วนใหญ่ กับข้าวสวยกลิ่นหอมๆ วางรอไว้ 3 ที่ เขานั่งที่หัวสุดของโต๊ะ เก้าอี้เด็กถูกเสริมข้างๆ และฉันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
‘ทำเป็ไล่ แต่ตักข้าวไว้ให้พร้อม หึ ปากแข็งไปเถอะ’