สีหน้าของสวี่หยางนั้นราบเรียบ ส่วนสีหน้าของผู้คุมอีกสามคนที่เหลือช่างน่าดูชมยิ่งนัก พวกเขาต่างก็ประหลาดใจ ตกตะลึง งุนงง สับสน และโกรธแค้น!
ผู้คุมทายาทตระกูลทั้งสองคนยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
'ต่อให้คิดอย่างไรตำแหน่งนี้ก็ไม่น่าจะตกถึงมือสวี่หยางได้ แล้วด้วยเหตุใดสวี่หยางถึงได้กลายเป็หัวหน้าผู้คุมไปเสียเล่า?'
'หากพูดถึงคุณวุฒิ พวกเราสองคนก็ทำงานมาก่อนสวี่หยางตั้งนาน หากพูดถึงชาติตระกูล ครอบครัวของพวกเราก็สืบทอดตำแหน่งผู้คุมมาแทบจะทุกรุ่น สวี่หยางที่เป็เพียงคนนอกจะเอาอะไรมาเทียบเคียงได้?'
พวกเขาทั้งสองคนต่างคิดมาตลอดว่า 'หลังจากที่ผู้เฒ่าหวงเกษียณอายุ ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมจะต้องตกเป็ของหนึ่งในพวกเราสองคนอย่างแน่นอน ต่อให้จะไม่ได้ตกเป็ของพวกเราก็ตาม อย่างมากก็คงส่งคนจากเรือนจำอื่นมาสวมรอยรับตำแหน่งแทน แล้วมันจะไปตกอยู่ในมือของสวี่หยางได้อย่างไรกัน!?'
ต้องรู้ไว้ด้วยว่า แม้ผู้คุมและหัวหน้าผู้คุมจะทำงานอยู่ภายในเรือนจำเหมือนกัน แต่สวัสดิการและผลตอบแทนกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ถึงหัวหน้าผู้คุมจะนับไม่ได้ว่าเป็ขุนนาง แต่อย่างน้อยก็ถือเป็เ้าหน้าที่ที่มีการบรรจุอย่างเป็ทางการ งานมงคลสมรสหรืองานศพ ล้วนมีสวัสดิการคอยช่วยเหลือดูแลสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งก่อนตายและหลังตายก็ไม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสำหรับตำแหน่งผู้คุมนั้นแตกต่างออกไป พวกเขาไม่มีการบรรจุอย่างเป็ทางการ เป็เพียงแค่ลูกจ้างชั่วคราวที่สามารถถูกปลดออกได้ทุกเมื่อ และไม่สามารถเข้าถึงเื่ราวที่ลึกซึ้งไปกว่านี้ได้เลย
แม้ว่าเงินเดือนและค่าใช้จ่ายเื่อาหารการกินตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในแต่ละเดือนจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ในด้านของสวัสดิการนั้น กลับห่างชั้นกันเกินไป
ผู้คุมอย่างพวกเขาจะได้หยุดพักผ่อนก็ต่อเมื่อถึง่เทศกาลสำคัญเท่านั้น ในขณะที่หัวหน้าผู้คุมกลับสามารถลางานได้ทุกเมื่อ เพียงแค่เื่นี้ข้อเดียว ก็ทำให้ชายหนุ่มทั้งสามคนอิจฉาตาร้อนจนแทบทนไม่ไหวแล้ว!
ชายหนุ่มสองคนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขัดเคืองใจ ความพยายามของบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ กลับสู้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือนไม่ได้เลย
สิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขาเพียรพยายามมานานนับสิบ ๆ ปี กลับถูกสวี่หยางที่เพิ่งก้าวเข้ามาฉกฉวยไปดื้อ ๆ เช่นนี้ ภายในใจของพวกเขาจะรู้สึกยินดีได้อย่างไร
ทว่าผู้คุมทายาทตระกูลทั้งสองคนก็ไม่ได้โง่เขลา แม้ในใจจะไม่สบอารมณ์ แต่ภายนอกกลับยังคงเอ่ยปากประจบสอพลอสวี่หยางสารพัด
ถึงอย่างไรการที่สวี่หยางสามารถเลื่อนขั้นเป็หัวหน้าผู้คุมได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ บางทีเื้ัของเขาอาจจะมีผู้ยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ก็เป็ได้!
ส่วนทางด้านของสวี่หยาง เขาคร้านที่จะใส่ใจว่าผู้อื่นจะคิดเห็นเช่นไร เมื่อได้ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมแล้ว การเคลื่อนไหวของเขาภายในเรือนจำก็จะยิ่งสะดวกสบายและไร้ข้อกังขามากยิ่งขึ้น
'ท่านพัศดีผู้นี้ สิบปีแทบจะไม่เคยอยู่ที่นี่ถึงเก้าปี เื่น้อยใหญ่ภายในเรือนจำล้วนต้องตกมาอยู่ในความดูแลของข้าไม่ใช่หรือไง?'
'ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมยังสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น และล่วงรู้ความลับได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย'
'มหาเรือนจำสยบอสูรไม่ได้มีเพียงแค่ชั้นเดียว ในภายภาคหน้า โอกาสของข้าก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย และระดับพลังที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้ ก็จะสามารถหาข้ออ้างอธิบายได้ง่ายดายขึ้นมาก'
"เฒ่าหวงเอ๋ย เื่การส่งมอบตำแหน่งหัวหน้าผู้คุม ข้ามอบหมายให้เ้าจัดการก็แล้วกัน" ท่านพัศดีไม่อยากทนรั้งอยู่ที่นี่ต่อเลยแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว เมื่อประกาศจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปในทันที
ในขณะที่คนอื่น ๆ กลับพากันส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย "ผู้เฒ่าหวง วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเสี่ยวสวี่ก็ต้องเป็เ้ามือเลี้ยงพวกเรานะ ด้านหนึ่งก็เพื่อฉลองที่ท่านได้เกษียณอายุล่วงหน้า ส่วนอีกด้านก็เพื่อฉลองที่เสี่ยวสวี่ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างไรเล่า"
"ต่อไปหากพวกเรามีเื่อันใด ก็คงต้องพึ่งพาบารมีของเสี่ยวสวี่... โอ้ ไม่สิ ๆ ๆ ต้องเรียกว่าหัวหน้าผู้คุมสวี่ถึงจะถูก!" ท่าทีประจบประแจงของทุกคนนั้นดูเสแสร้งแกล้งทำเป็อย่างมาก ทว่าสวี่หยางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา
ผู้เฒ่าหวงยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง หากไม่ใช่เพราะสวี่หยาง เขาจะสามารถเกษียณอายุล่วงหน้าได้อย่างไร ร่างกายก็รังแต่จะอ่อนแอลงทุกวัน จะทนอยู่จนถึงวันเกษียณได้หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้
"ข้าว่า มื้อนี้ให้ข้าเป็เ้ามือเลี้ยงเองดีกว่า พอดีกับที่พวกพี่น้องที่จะมารับ่ต่อเดินทางมาถึงแล้ว พวกเราลงเขากันตอนนี้เลยเถอะ ไปที่หอจุ้ยเซียนกัน ไม่เมาไม่เลิกรา"
" ไม่ได้ ๆ " ผู้คุมทายาทตระกูลทั้งสองคนรีบโบกมือปฏิเสธในทันที "จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า วันนี้เขาได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนท่านก็เกษียณอายุ จะให้ท่านมาเป็เ้ามือได้อย่างไร"
"ผู้เฒ่าหวง ท่านลำเอียงเกินไปแล้วนะ" สวี่หยางหัวเราะหึ ๆ แล้วเอ่ย "ข้าเป็เ้ามือเอง ผู้เฒ่าหวง ท่านไม่ต้องแย่งข้าหรอก พอดี่สองวันก่อนเพิ่งจะได้เบี้ยหวัดมา ทุกคนกินดื่มกันมื้อเดียว คงไม่สิ้นเปลืองเงินทองสักเท่าไหร่หรอก"
ผู้เฒ่าหวงลูบเคราของตนเองเบา ๆ และไม่ได้ดึงดันขัดขวางอีก ความลำเอียงของเขานั้น ใครมองก็ดูออก ทว่าผลงานและการกระทำของสวี่หยาง ก็ทำได้ดีกว่าคนกลุ่มนี้มากจริง ๆ
ในเมื่อตอนนี้เขากำลังจะจากไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องสร้างปัญหาให้สวี่หยางอีก เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกนี้ไม่ยอมรับฟังคำสั่งสอนของเขาในภายหลัง
" ไป ๆ ๆ หอจุ้ยเซียน ข้าล่ะคิดถึงรสมือแม่ครัวที่นั่นเสียจริง ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว"
แม้ว่าอาหารการกินบนเขาจะไม่ได้แย่อะไร ทว่าหากนำไปเทียบกับเหลาอาหาร ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มากนัก
สวี่หยางมาอยู่ที่นี่เสียนาน นี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาจะได้ลงจากเขา ภายในใจก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย เพียงแต่คงต้องเตรียมเงินทองเอาไว้ให้มากหน่อยก็เท่านั้น
คนพวกนี้ตั้งใจจะมาขูดรีดเขาชัด ๆ แต่ละคนต่างก็ใช้คำอวยพรมาบังหน้า ทว่าความตั้งใจจริงคือการปอกลอกเขาต่างหาก
ทุกคนไม่มีทางระบายความอัดอั้นตันใจด้วยวิธีอื่น จึงทำได้เพียงหาวิธีทำให้สวี่หยางต้องเืตกยางออก เสียทรัพย์สินเงินทองบ้างก็เท่านั้น
"พวกเ้าลงไปกันก่อนเถอะ ข้ายังมีเื่อีกสองสามเื่ที่ต้องกำชับเสี่ยวสวี่สักหน่อย" ผู้เฒ่าหวงกวักมือไล่ให้ทุกคนล่วงหน้าไปก่อน
ผู้คุมกลุ่มนี้ก็รู้ความ ในเวลาเช่นนี้ ผู้เฒ่าหวงยังมีเื่อันใดที่จะต้องสั่งเสียกับสวี่หยางอีกล่ะ? ย่อมต้องเป็ความลับที่มีเพียงหัวหน้าผู้คุมเท่านั้นที่สามารถล่วงรู้ได้ ผู้คุมธรรมดาอย่างพวกเขาไม่สามารถรับฟังได้หรอก
"สวี่หยางเอ๋ย มีเื่สองสามเื่ที่ข้าต้องกำชับเ้าเสียหน่อย เดิมทีข้ากลัวว่าเ้าจะไม่ได้เป็หัวหน้าผู้คุม จึงไม่กล้าพูดอะไรกับเ้ามากนัก บางครั้งการที่เบื้องบนจะส่งคนนอกมารับตำแหน่งแทนก็ถือเป็เื่ปกติ คนที่ไม่มีแม้แต่ตำแหน่งขุนนางอย่างพวกเรา ไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะไปทักท้วงอะไรได้หรอก"
สวี่หยางพยักหน้ารับเป็เชิงเข้าใจ การส่งคนนอกมาเป็หัวหน้านั้น เป็เื่ที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง
ผู้เฒ่าหวงหัวเราะร่วนพลางเอ่ย "ข้าเองก็ได้รับผลพลอยได้จากเ้า มิเช่นนั้นจะได้รับโอกาสให้เกษียณอายุล่วงหน้าได้อย่างไร เื่แรกก็คือความลับที่ซ่อนอยู่ในข้าวต้ม เื่นี้ข้าเคยบอกเ้าไปแล้ว
นี่คือเทียบยา เ้าจดจำมันเอาไว้ให้ดี จากนั้นก็เผามันทิ้งเสีย
เื่ที่สอง ผนึกยันต์หยกเ้าต้องจำเอาไว้ให้ดี ของสิ่งนั้นมันสูบกลืนแก่นโลหิตของผู้คน ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ในเมื่อเ้าได้เป็หัวหน้าผู้คุมแล้ว ก็ไม่ต้องไปหล่อเลี้ยงมันอีก หากเกิดปัญหาอันใดขึ้น ก็ปล่อยให้คนอื่น ๆ ไปจัดการก็พอ
เื่ที่สาม เกี่ยวกับเรือนจำ์"
สวี่หยางปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้นมาในทันที สองเื่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อย ทว่าเื่ของเรือนจำ์ เขากลับจดจำมันเอาไว้อย่างแม่นยำมาโดยตลอด ดูเหมือนว่าในที่สุดผู้เฒ่าหวงก็ยอมปริปากบอกความลับนี้ออกมาเสียที
ผู้เฒ่าหวงเริ่มเอ่ย "เรือนจำ์มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดหกชั้น ที่พวกเราอยู่นี้คือชั้นบนสุด เป็เพียงแค่สถานที่คุมขังนักโทษมหาปีศาจธรรมดาทั่วไป แต่ด้านล่างนั่นต่างหาก ถึงจะนับว่าเป็เรือนจำ์ที่แท้จริง
หลี่เหวยเลี่ยที่เพิ่งถูกส่งตัวมาเมื่อครั้งก่อน เ้ายังจำได้ใช่หรือไม่ ระดับของเขาก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกคุมขังอยู่ในมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่สองเท่านั้น!
เ้าดูสิ ที่นี่คือูเาสือฟาง แต่ความจริงแล้ว หากลงไปใตู้เา นั่นก็คือเรือนจำ์ชั้นที่สอง มหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่สองของแคว้นตงจี๋ล้วนซ่อนตัวอยู่ใต้ดินทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีเส้นทางที่เชื่อมโยงถึงกันหมด เรือนจำ์ชั้นที่สองของเรือนจำหลาย ๆ แห่งล้วนเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ!
เจี่ย อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหริน กุ่ย ขอเพียงแค่ลงไปยังชั้นที่สองได้ ทั้งหมดนั้นล้วนเชื่อมต่อกัน!"
เมื่อสวี่หยางได้ยินเช่นนั้น ภายในใจก็บังเกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง เรือนจำ์ที่แท้จริงนั้นอยู่ใต้ดิน แถมยังมีเส้นทางสลับซับซ้อน และเชื่อมต่อกับมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่หนึ่งทั้งหมด!
ผู้เฒ่าหวงกล่าวต่อ "โดยทั่วไปแล้ว หัวหน้าผู้คุมก็รับรู้เพียงแค่เื่นี้เท่านั้น การจะเข้าถึงเรือนจำเ่าั้จริง ๆ ไม่ใช่เื่ง่ายดายเลย
สวี่หยางเอ๋ย การที่เ้าก้าวขึ้นมาเป็หัวหน้าผู้คุมได้ก็นับว่าดีมากแล้ว แม้ว่าคนเราจะมีความทะเยอทะยานเป็เื่ที่ดี ทว่าหากถลำลึกลงไปมากกว่านี้ นั่นก็คือสถานที่ที่อาจคร่าชีวิตของเ้าได้เลยทีเดียว"
สวี่หยางพยักหน้ารับ "ขอบคุณผู้เฒ่าหวงที่ตักเตือน ข้าเข้าใจดีขอรับ"
เื่ที่ต้องกำชับก็มีเพียงเท่านี้ ผู้เฒ่าหวงตบไหล่สวี่หยางเบา ๆ แล้วหัวเราะร่วน "วันนี้ไปพักผ่อนหย่อนใจให้เต็มที่ เที่ยวเล่นให้สุดเหวี่ยงไปเลย!"