บทที่ 12
จู่ๆวิภาดาก็หันหน้าไปจ้องกรอย่างกะทันหัน กามเทพหนุ่มถึงกับตกใจผงะถอยหลังไปจนติดผนังลิฟต์ หญิงสาวกวาดตาสอดส่องมองไปทั่วทั้งลิฟต์ที่ว่างเปล่าด้วยความกังวล แล้วก็ยกแขนขึ้นมากอดตัวเองเหมือนกับว่ากำลังหนาวอยู่อย่างไรอย่างนั้นพร้อมกับกล่าวออกมา“นี่ อย่ามาหลอกหลอนกันเลยนะ ไปที่ชอบที่ชอบเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้ สาธุๆๆ” เมื่อพูดจบหญิงสาวก็ยกมือขึ้นมาพนมด้วยความหวาดกลัว กรที่ได้ยินได้เห็นอย่างนั้นก็โวยวายออกมาทันที“เฮ้ย! ฉันเป็นเทพ ไม่ใช่ผีนะเว้ย! นี่เธอไปเรียนเมืองนอกมาไม่ใช่เหรอ? นึกว่าจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ซะอีก”“ไม่น่าเล้ย! ไม่น่าขึ้นลิฟต์มาคนเดียวเลยฉัน” วิภาดากลับมากอดตัวเองแล้วหลับตาตัวสั่นไม่หยุด กรที่เห็นอย่างนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอนั้นไม่ได้เห็นเขา แต่เธอกลัวไปเองเท่านั้นจากบรรยากาศวังเวงในลิฟต์ตัวนี้ จากที่โกรธกามเทพหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นเห็นใจเสียมากกว่า“ติ๊ง!” ลิฟต์หยุดอยู่ที่ชั้น 88 ตามหมายเลยที่กรกดปุ่มเอาไว้ตอนแรก ประตูลิฟต์ค่อยๆเลื่อนเปิดออกช้าๆ“กรี๊ด!!!” วิภาดากรีดร้องดังลั่นกับสิ่งที่เธอเห็นนอกลิฟต์“เชี่ย!” แม้แต่กรก็ยังตกใจเช่นกัน คน? ตัวใหญ่ที่ทั่วตัวของเขาเต็มไปด้วยหญ้าเส้นยาว แม้แต่หัวของเขาก็มีหญ้าปิดบังทั้งหมดไม่เห็นหน้าโผล่ออกมาแม้แต่น้อย ถ้าอยู่ในบึงกลางป่าทึบก็คงจะไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดเท่าไร แต่แล้วเสียงที่ตอบกลับมาบ่งบอกได้ชัดเจนว่าไอ้ตัวขนดกสีเขียวตรงหน้านี้ยังเป็นคนอยู่“เอิ่ม...ขอโทษด้วยครับที่ทำให้ตกใจ คือผมแต่งชุดคอสเพลย์ไปงานเลี้ยงวันเกิดบริษัทน่ะครับ นี่เป็นชุดกิลลี่สูท อ่า...รู้จักใช่ไหมครับ ชุดพรางที่ทหารหน่วยสไนเปอร์เขาใส่กันน่ะครับ นี่ไงปืนไรเฟิล แหะๆ” ชายในชุดประหลาดเดินเข้ามาในลิฟต์อย่างกระอักกระอ่วน พร้อมกับอธิบายเรื่องราว และชี้ไปที่ปืนบีบีกันที่สะพายหลังอยู่ แต่วิภาดาก็อยู่ในอาการระแวงไปเสียแล้ว“เฮ้อ! ยัยนี่ขวัญอ่อนชะมัด” กรบ่นเรื่องหญิงสาวอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อตะกี้เขาก็ยังตกใจเหมือนกัน การเดินทางขึ้นไปชั้น 88 ของหนึ่งหญิง หนึ่งเทพก็ใช้เวลาไปพอสมควร จนกระทั่งพวกเขามาถึงออฟฟิศก็พบว่าเอ็ดดี้นั่งรออยู่ในห้องรับรองแขกแล้ว และท่าทางมาดนิ่งสุขุมของเขาก็ยังคงเช่นเดิม ไม่มีใครสามารถอ่านสีหน้าของเขาออกได้เลยว่ากำลังคิดเรื่อง...อะไรอยู่ หลังจากพนักงานนำของว่างชุดใหม่เข้ามาเสิร์ฟ เอ็ดดี้ และวิภาดาก็เริ่มคุยกัน โดยมีกรนั่งฟังอยู่ใกล้ๆเช่นเดิม“เป็นอะไรไปดา คุณดูหน้าซีดๆนะ วันนี้ประชุมเครียดเหรอ? ต้องขอโทษด้วยนะที่เมื่อเช้าชวนไปงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของเอ็ด คงจะเหนื่อยมากสิเนี่ย” น้ำเสียงอ่อนโยนของเอ็ดดี้แสดงออกถึงความเป็นห่วงหญิงสาวจากใจจริง (ตอแหลเก่ง!!!) แต่กรที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเบ้ปากมองบนอย่างไม่เชื่อถือ“ไม่เป็นไร(เสียงสูง) เรื่องแค่นี้เล็กน้อยค่ะ” หญิงสาวพยายามทำตัวปกติ“แต่น้ำเสียงดาเหมือนมีเรื่องอะไรอยู่นะ ยังไงก็บอกเอ็ดได้นะไม่ต้องเกรงใจ” เอ็ดดี้ถามกลับด้วยความสงสัยว่าเขาจะเป็นต้นเหตุให้เธอลำบากใจ“เอ่อ...คือ...ว่าแต่เอ็ดเถอะ เมื่อเช้าก็ยังดูดีๆอยู่ ทำไมตอนนี้ถึงหน้าเหนื่อยๆ มีแต่เหงื่อเหมือนไปออกกำลังมาอย่างนั้นล่ะ?” วิภาดาที่อ้ำอึ้งไม่อยากจะบอกว่าตัวเองตกใจผีคอสเพลย์เพราะความอาย จู่ๆเธอก็สังเกตเห็นสีหน้าของฝ่ายตรงข้ามจึงเปลี่ยนเรื่องเป็นถามเขากลับ“ไม่มี! (เสียงสูง) ไม่มีอะไรหรอก สงสัยเมื่อตะกี้สั่งสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาสูตรเผ็ดมากมากินน่ะ ก็เลยเหงื่อออกมากไปหน่อย นี่ยังเผ็ดติดปากอยู่เลยเนี่ย” ท่าทางของชายหนุ่มยิ่งมีพิรุธมากกว่าหญิงสาวเสียอีก แต่เขาก็มีเหตุผลอ้างอิงได้แนบเนียนจากกล่องอาหารเดลิเวอรี่ที่ทานหมดแล้ววางอยู่บนโต๊ะ แถมยังดื่มน้ำตามแก้เก้อไปอีกหนึ่งแก้วใหญ่ แม้ทั้งสองคนต่างก็หาข้ออ้างมากลบเกลื่อน และแสดงพิรุธชัดเจนแต่พวกเขาก็เลือกที่จะช่างมัน แล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อยแทน กรที่สังเกตปฏิกิริยาท่าทางเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาก็พอจะเห็นสัญญาณบางอย่างที่พอจะยืนยันข้อสงสัยของตนได้‘วิภาดาคิดกับเอ็ดดี้แค่เพื่อนแน่นอน ถึงแม้ว่าเธอจะดูสนิทกับเขามาก แต่ก็มีความเกรงใจอยู่หลายส่วน ไม่แน่ว่าการเริ่มต้นรู้จักกันของสองคนนี้อาจมาจากเรื่องธุรกิจ และวิภาดาต้องพึ่งพาอีกฝ่ายอยู่พอสมควร’ ทั้งคู่คุยกันไปถึง 2 ชั่วโมง และดูเหมือนว่าเอ็ดดี้พยายามชวนหญิงสาวไปดินเนอร์มื้อเย็นวันนี้ เพื่อเป็นการฉลองเปิดตัวแบรนด์น้ำหอมใหม่ของเขาด้วยกันสองต่อสอง แต่กลายเป็นว่ามีสายโทรศัพท์ด่วนโทรเข้ามาตามตัวชายหนุ่มเสียก่อน แผนการจีบสาวของนักธุรกิจไฟแรงจึงต้องล่มลงกลางทาง เมื่อวิภาดาได้อยู่ตัวคนเดียว เธอก็นั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลาย แค่ดูก็รู้แล้วว่าวันนี้เป็นวันหนึ่งที่หนักหน่วงสำหรับหญิงสาวที่บอบบางอย่างเธอเสียจริง อย่างไรก็ตามความมุ่งมั่นตั้งใจที่เธอแสดงออกผ่านการทุ่มเททำงานก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่านักธุรกิจสาวคนนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เธอนั่งหลับตาผ่อนคลายอารมณ์ความกดดัน แม้ไม่รู้ว่าหญิงสาวคิดอะไรอยู่ แต่กรที่นั่งจ้องมองเธออยู่อย่างใกล้ชิดก็พยายามจะรู้ให้ได้“จะว่าไปเธอก็เป็นคนสวยเหมือนกันนะ ถ้าจะให้ฉันส่องเธอถึงเช้าเลยก็ไม่ใช่ปัญหา เอ้ย! ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย สงสัยฉันคงล้าเกินไปทำงานมาหลายชั่วโมงไม่ได้พักเลย” กรบ่นกับตัวเองที่เผลอใจไปกับเป้าหมายของเขา แต่เพียงครู่เดียวเขาก็จะลืมเรื่องนี้ด้วยเหตุการณ์ต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น“ใช่แล้ว!” วิภาดาสะดุ้งตัวขึ้นมาตั้งตรง พร้อมตะโกนออกมาเสียงดัง ซึ่งนั้นทำให้กรสะดุ้งตกใจไปด้วย“เชี่ย!” กรตกใจจนเกือบจะทำเก้าอี้ล้มหงายหลังเลยทีเดียว“ต้องขอบคุณปีศาจขนยาวนั่นที่ไปงานเลี้ยงวันเกิดบริษัท วันนี้เป็นวันเกิดไกร ฉันลืมไปได้ยังไงเนี่ย!” หญิงสาวโพล่งกล่าวออกมากับตัวเองด้วยความดีใจ เธอรีบหยิบสมาร์ทโฟนในกระเป๋าถือออกมาเพื่อเลื่อนหาเบอร์โทรของใครสักคน จนไปหยุดอยู่ที่ชื่อชื่อหนึ่ง ‘พี่หมี’ แม้ว่ากรจะไม่รู้จักคนชื่อหมี แต่เขาก็เห็นว่ารูปโปรไฟล์เหนือชื่อนั้นเป็นหน้าของวุฒิไกรสมัยเป็นนักศึกษาอย่างแน่นอน และนั่นเป็นเหตุให้หญิงสาวลังเลที่จะกดปุ่มโทรออก ปัญหาของคนทั้งสองที่เกิดขึ้นในอดีตมันยังคงเป็นแผลลึกที่ฝังอยู่ในใจไม่จางหาย“โทรเลย โทรสิ กลัวอะไรล่ะ เธอก็แค่ขอโทษเขา แล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น” กรพยายามกระซิบเข้าไปที่ข้างหูของหญิงสาว แต่แน่นอนว่าเธอนั้นไม่ได้ยินอะไรสักคำ“ไม่! ฉัน...ฉันทำไม่ได้ ฉันทำร้ายเขา ฉันไม่มีหน้าที่จะไปมองเขาด้วยซ้ำ หากว่าฉันไปขอโทษ แล้วเขาไม่ยกโทษให้ล่ะ? ฉัน...ฉันกลัว ฉันกลัวคำตอบของเขาจริงๆ” หญิงสาวกล่าวขึ้นมากับตัวเอง แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอาบแก้มเป็นเส้นสาย“ไม่ต้องกลัว! ฉันอยู่ข้างๆเป็นกำลังใจให้เธอเอง ขอเพียงแค่เธอได้เจอเขาเท่านั้น ที่เหลือกามเทพคนนี้จะยิงศรแห่งความรักปักอกเขาเอง” กรเชียร์หญิงสาวตรงหน้าอย่างสุดใจ แม้ว่าเธอจะไม่รับรู้ก็ตามที อยู่ดีๆวิภาดาก็ลุกขึ้นยืนพรวดพราด และเป็นอีกครั้งที่กรต้องรีบหลบอย่างกะทันหันจนเกือบจะล้มลงไปกระแทกพื้น หญิงสาวกำมือแน่นสายตาที่มุ่งมั่นฉายชัดออกมา แล้วก็รีบเดินจ้ำออกจากห้องรับรองแขกไปด้วยความรวดเร็ว“เดี๋ยวๆ รอด้วย...” กรรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ก็มีสิ่งที่ขัดขวางเขาเสียก่อน“ตึง ตึ่ง ตึงตึ๊ง!...” เสียงเรียกเข้าจากบัตรประจำตัวดังขึ้น“ไอ้อ้วนจินซานอีกแล้วเหรอ?” กรบ่นออกมาก่อนที่เขาจะหยิบบัตรขึ้นมาดู