อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

175 การเดินทางอันแสนราบรื่น

ที่แท้เรือลำนี้ก็เป็นอาวุธเวทย์ ! 

ไม่เพียงเท่านั้น ยามที่เรือลำนี้แล่นไปด้านหน้า มู่เชียนสังเกตเห็นว่าผืนน้ำด้านหน้าและด้านข้างล้วนแหวกออกเป็นทางเรือลำนี้มิได้กำลังแล่นไปบนน้ำ ทว่าเป็นการแทรกผ่านผืนน้ำไปต่างหาก !

“เรือนี้สร้างจากไม้ผลักวารีหรือ ?” หญิงสาวยื่นมือไปลูบกราบเรือสีน้ำตาลทองนั้นด้วยความแปลกใจ  จูเก่อหมิงยิ้มออกมาพร้อมกับปรบมือให้มู่เชียนด้วยชื่นชมในความรู้จริงของนาง

 

มู่เฉิงหลินมีสีหน้างุนงงอย่างมาก เขามิได้มีความรู้เกี่ยวกับพืชและสมุนไพรเช่นเดียวกับพี่สาว เยว่เทียนหงจึงเป็นผู้อธิบายให้ชายหนุ่มฟังด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ผลักวารี เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มักขึ้นอยู่บนหน้าผาสูงในบริเวณที่แห้งแล้งอย่างที่สุด  เป็นไม้ขนาดเล็กไม่มีคุณค่าใดๆ มีเพียงความสามารถในการกันน้ำและต้านการโจมตีของสัตว์อสูรธาตุน้ำทั้งหมดเท่านั้น”  

 

จูเก่อหมิงฟังคำพูดของเยว่เทียนหงแล้วก็หนังตากระตุก … เจ้าหมอนี่พูดราวกับเรือของเขาเป็นเรือไม้ธรรมดา 
 

‘หึ… ไม่มีคุณค่าที่ไหนกัน !!  ต้นไม้พวกนั้นมีค่ามากต่างหาก’  ราคาของมันหากให้เขาประมาณคร่าว ๆด้วยเพียงความยาวหนึ่งช่วงแขนก็ต้องแลกด้วยหินปราณนับพันชิ้นแล้ว !!

ต้นไม้นี้นับเป็นวัตถุดิบในอุดมคติสำหรับการนำมาสร้างเรือทว่าด้วยขนาดลำต้นที่เล็กและราคาแพงอย่างมาก สุดท้ายจึงมักนำมาใช้เฉพาะสร้างส่วนหัวเรือ หรือไม่ก็อาวุธขนาดเล็กเท่านั้น ทว่าเรือธรรมดาเหล่านั้นไม่มีทางแล่นข้ามผ่านฝูงอสูรรอบเกาะฉีหลินไปได้  

ไหนเลยจะเทียบได้กับเรือผลักอสูรของเขา ที่สร้างด้วยไม้ผลักวารีทั้งลำ ! ไหนยังจะถูกสร้างโดยปรมาจารย์ด้านอาวุธเวทย์ สนนราคาของมันสามารถซื้อเมืองขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว…

 

มู่เชียนมิได้สนใจสีหน้ามืดครึ้มของจูเก่อหมิง  หญิงสาวเพียงมองออกไปยังท้องทะเลกว้างเบื้องหน้า ท้องนภาสีฟ้าใสตัดกับขอบน้ำสีน้ำเงินกว้างไกลสุดสายตา  แสงอาทิตย์กระทบกับเส้นขอบฟ้าเป็นประกายสีเงินสุกสว่าง  นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นทะเลของมิติแห่งนี้ อาจเพราะสถานที่แห่งนี้ล้วนอุดมไปด้วยปราณธาตุต่างๆ  ทุกสรรพสิ่งจึงเปล่งประกายวับวาว มองแล้วสวยงามกว่าโลกเก่าของนางมาก

ทันทีที่เรือแล่นออกมาบนผืนน้ำหลันอู่ซือก็รู้สึกถึงปราณธาตุน้ำที่คุ้นเคย จึงได้ออกมาร่วมชมบรรยากาศท้องทะเลร่วมกับพี่น้องเทพอสูรอีกสองตน ทว่าปราณที่ควรปรากฏอยู่ในธรรมชาตินั้นลดน้อยลงไปเกือบแปดส่วน

“หลายร้อยปีก่อนพวกมันยังสวยงามกว่านี้มาก” เทพกิเลนตัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกำลังทอดอาลัย

 

มู่เชียนหลับตาลงสัมผัสถึงกลิ่นทะเลและสายลมที่ปะทะใบหน้าก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก ทว่าความรู้สึกเสียดายของเหล่าเทพอสูรนางย่อมสัมผัสได้ จึงหันมายิ้มให้พวกเขา “วันหน้าต้องดีขึ้นแน่” เสียงหวานเอ่ยหนักแน่น ทำให้เหล่าเทพอสูรทั้งสามยิ้มออกมาเช่นกัน

 

เรือลำใหญ่นี้ไร้ลูกเรือโดยสิ้นเชิง มู่เชียนจึงดึงซูม่าน และฟู่หลิงรวมถึงองครักษ์หู่ทั้งห้าออกมาจากมิติเพื่อให้ร่วมเดินทางด้วยกัน

 

พวกฟู่หลิงหกคนนั้นหลังพวกถูกแผนสร้างกองทัพราชันย์ของมู่เชียนกดดัน  พวกเขาจึงคร่ำเคร่งฝึกฝนอยู่ในหอรวมปราณอย่างหนัก เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีในมิตินั้นที่พวกเขาไม่ได้เห็นโลกภายนอก  ในที่สุดก็สามารถบรรลุขั้นมหาราชันย์  เหล่าองครักษ์แห่งต้าเยว่จึงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

“อ๊ะ จริงสิ จื่อฮั่วเล่า ?” มู่เชียนเอ่ยถึงบุตรบุญธรรมตัวน้อยของนาง  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผีซิวกลัวน้ำเป็นที่สุด ด้วยมิอาจเคลื่อนกายผ่านผืนน้ำได้ ป่านนี้คงได้แต่หลบอยู่ในมิติอย่างเหงาหงอย

 

“ท่านมองอะไรหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถามเยว่เทียนหงยืนอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเปล่งประกายแปลกประหลาด

 

“ที่แท้ใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงนี้ ….” เยว่เทียนหงเอ่ยออกมา ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน จึงค่อนข้างแปลกตา โดยเฉพาะเส้นขอบฟ้าที่งดงามราวกับภาพวาดนั่นช่างชวนให้ค้นหาอย่างมาd “ปลายขอบฟ้านั่นไม่รู้ว่าจะเป็นสถานที่เช่นไร ?”

“ข้าก็ไม่รู้ …” มู่เชียนเอ่ย หากเป็นโลกก่อนนางคงสามารถบอกได้ว่าโลกกลม ทว่าโลกนี้นั้นนางกลับไม่อาจคาดเดาความจริงออกมาได้  

“ไว้ทุกอย่างจบลง เราไปดูด้วยกันนะ” เยว่เทียนหงเอ่ยพลางหันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าไม่แพ้ดวงตาสีเทาคู่งดงามคู่นั้น

หญิงสาวเหม่อมองรอยยิ้มของชายหนุ่มนิ่ง  นางไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้มาก่อน ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังและความคาดหวังถึงอนาคต และนางก็ชอบมันมาก


 

เห็นหญิงสาวชะงักค้าง เยว่เทียนหงก็รู้ว่านางกำลังหลงใหลเขาอีกแล้ว เยว่เทียนหงรู้สึกขบขันขณะเดียวกันก็พอใจอย่างมาก เขาไม่เคยรู้สึกดีกับใบหน้าของตนเองมาก่อน บางครั้งถึงกับรำคาญที่มันมักดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามให้มองมาจนเขานึกรำคาญคิดอยากทำลายโฉมตนเองด้วยซ้ำ  ….กระทั่งได้พบนาง.. 

สายตาชื่นชอบและหลงใหลของนางทำให้เขารู้สึกว่าดีแล้วที่เขามีหน้าตาเช่นนี้  โชคดีที่เขามีสิ่งที่สามารถดึงความสนใจของนางไว้ได้

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของนางไว้ พิจารณาดวงตางดงามที่เหม่อลอยคู่นั้นแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนจะจงใบบิดแก้มนุ่มของนางครั้งหนึ่ง

“โอ้ยยย”  หญิงสาวเจ็บแก้มจนได้สติ  “ท่านทำอะไรน่ะ ?”

“มองพอแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ…. หากปล่อยให้นางยั่วยวนเขาด้วยสายตาต่อไป เขาอาจอดใจไม่ไหว

 

“อะแฮ่ม.. บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่พวกเจ้านะ”  ในที่สุดจูเก่อหมิงก็ทนไม่ไหว เอ่ยปากขัดขึ้นด้วยความไม่พอใจ

เยว่เทียนหงไม่ตอบเพียงขมวดคิ้วแล้วหันหน้าไปอีกทาง ส่วนมู่เชียนก็เม้มปากอย่างขัดเขินที่ถูกคนสหายเห็นตนเองยามทำเรื่องน่าขายหน้า … ‘เกือบลืมเจ้าตัวก่อกวนนี่ไปแล้วจริงๆ !’ 

 

จูเก่อหมิงชอบมู่เชียนหรือ ?… แม้ไม่ถึงกับชอบแต่ก็นับได้ว่าเป็นสตรีที่รู้สึกดีด้วยมากที่สุด

ในบรรดาสตรีทั้งหลายที่เคยได้พบนางคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจยามอยู่ใกล้  ไม่ว่านิสัย บุคลิก รูปลักษณ์และความสามารถล้วนถูกใจเขาทั้งสิ้น ทว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ดึงดูดให้เขานึกสนใจนางเป็นอันดับแรกก็คือ การที่นางเป็นสตรีที่เยว่เทียนหงชื่นชอบต่างหาก

เยว่เทียนหงคือญาติผู้พี่ที่เขาถูกบังคับให้ไล่ตามมาทั้งชีวิต ลึกๆแล้วจูเก่อหมิงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้เป็นคู่แข่งคนสำคัญมาตลอด เห็นเยว่เทียนหงให้ความสำคัญกับมู่เชียนจึงอดไม่ได้ที่อยากรู้จักนาง  จนเมื่อได้พบนางก็ยิ่งรู้สึกอยากจะแย่งมา  พอเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข รังสีความรักแผ่ซ่านเพียงนั้น ก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้


 

“ก่อนจะถึงวันนั้นพวกเราต้องรอดไปจากเกาะฉีหลินให้ได้ก่อนจริงหรือไม่ เส้นทางเดินเรือที่พวกเรากำลังจะไปนี่อันตรายไม่น้อยเลย…” 

จูเก่อหมิงราวกับไม่รู้ตัวว่าเป็นส่วนเกิน เขาเริ่มพูดพล่ามเรื่องของเส้นทางและตำนานเกี่ยวกับเกาะฉีหลินออกมา มู่เชียนจะไม่ฟังก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกเขาดึงความสนใจออกมาจากเยว่เทียนหงได้สำเร็จ

 

“โจรสลัด ?”

“ใช่ ทะเลตะวันออกแห่งนี้เป็นแหล่งของโจรสลัด แม้สัญลักษณ์ ‘จูเก่อ’ บนใบเรือ อาจจะพอไล่พวกมันไปได้บ้าง แต่หากเป็นพวกของกลุ่มร้อยปีศาจก็อาจจะยุ่งยากสักหน่อย…”

“โจรสลัดกลุ่มนี้มีสมาชิกนับหมื่น อาจกล่าวได้ว่าพวกมันเป็นกองทัพเรือขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปตะวันออกเลยทีเดียว  คนที่พบพวกร้อยปีศาจหากยอมจำนนก็จะถูกจับเป็นทาสรับใช้ แต่หากไม่ยอมจำนนก็ต้องถูกมันสังหาร” จูเก่อหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พวกมันคือหนึ่งในภัยร้ายที่ทำให้คนบนฝั่งไม่กล้าออกเรือมาไกลเกินไปนัก ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ต้องพบกับพวกมัน” 

แน่นอนมู่เชียนมิได้ใส่ใจ นางมีกองทัพเจ็ดธาตุนับหมื่นอยู่ในมิติ หากจำเป็นก็สามารถรับมือกับทัพเรือของโจรสลัดได้


 

เดิมทีจูเก่อหมิงคาดว่าจะได้เห็นสีหน้าวิตกของมู่เชียน เขาจะได้ฉวยโอกาสโอ้อวดความสามารถการหลบหนีของตนเพื่อให้นางได้รู้สึกปลอดภัย ทว่าเห็นสีหน้าหญิงสาวไม่เปลี่ยนแปลง ก็นึกคาดเดาไปว่านางคงมั่นใจในความสามารถของเยว่เทียนหงและเหล่าองครักษ์มาก  

 

“หึ..นั่นสินะ ร้อยปีศาจหรือจะสู้พญามารได้ อย่างไรก็อย่าถูกความมืดกลืนจิตสำนึกไปก็แล้วกัน !” จูเก่อหมิงเอ่ยเตือนกึ่งเยาะหยัน 

 

เยว่เทียนหงไม่ได้สนใจประโยคยั่วยุนั้น ดวงตาสีเทาสงบนิ่งยังคงมองไปที่เส้นขอบฟ้า พระอาทิตย์ที่ใกล้ลับลาไปส่งกระทบผืนน้ำเป็นสีทองคล้ายกับปราณของหญิงสาวที่ข้างกายเขามอบให้ทุกวัน  ได้อยู่ใกล้นางเขาก็รู้สึกสุขสงบอย่างมาก  และเขาไม่อยากให้นางต้องเสียแรงเปล่าเพียงเพราะคำพูดไร้สาระของคนบางคน

ทว่าพวกฟู่หลิงนั้นกลับไม่พอใจอย่างมาก ไม่มีคำสั่งองค์ราชาเขาย่อมไม่อาจลงมือกับคนผู้นี้ได้ หากคนผู้นี้ไม่ได้แซ่จูเก่อมีหรือ ผู้ติดตามทั้งหกจะปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อล่วงเกินฝ่าบาทของพวกตนอยู่ได้เช่นนี้

 

ในขณะที่ผู้ติดของเยว่เทียนหงกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นแทนนาย ฝั่งของมู่เชียนกลับต่างออกไป

 

ฟิ้ววว… ตูมมม !!

จู่ๆร่างของจูเก่อหมิงก็หายวับไป จากนั้นก็ปรากฏเสียงน้ำกระจายอยู่ด้านข้างเรืออย่างแปลกประหลาด


 

“เพ้ยย… !!” จูเก่อหมิงตะโกนลั่น ก่อนจะตะเกียกตะกายพาเนื้อตัวเปียกปอนของตนขึ้นมาบนเรืออย่างรวดเร็ว

“ผู้ใดลอบทำร้ายข้า…!?”

เด็กหญิงวัยสิบขวบยืนตัวสั่นอยู่ข้างกายของเยว่เทียนหง … นางไม่ชอบน้ำทว่าไม่ชอบคนผู้นี้มากกว่า ดวงตาสีชมพูมองจูเก่อหมิงกึ่งแข็งกร้าวกึ่งสั่นไหว ใบหน้าเล็กดุดันเอ่ย “หากท่านกล้าว่าร้าย ‘ท่านพ่อ’ ของข้าอีก ข้าจะเอาท่านไปทิ้งให้ไกลกว่านี้สักร้อยเท่า !”

 

“เจ้า.. เป็นตัวอะไร ?!” จูเก่อหมิงไม่สนใจคำว่าพ่อของนาง… เขามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ ! 

จูเก่อหมิงครอบครอง ‘แหวนเกราะเวทย์’ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์อสูรตนใดหากมิได้มีระดับเหนือกว่าราชันย์ยุทธ์ก็ไม่อาจทำร้ายเขาได้ แล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงถูกอสูรตัวน้อยนี่หอบร่างเขาไปทิ้งน้ำได้อย่างง่ายดาย โดยแหวนเกราะเวทย์ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย

 

‘ผีซิวหรือ ?!’ คำนี้ดังก้องในใจเขา สัตว์อสูรชนิดเดียวที่สามารถเจาะทะลุทุกม่านพลัง และทุกอุปสรรคการเคลื่อนไหวรวดเร็วเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในใต้หล้า  เจ้าตัวน้อยนี่คือผีซิวงั้นหรือ ?

จูเก่อหมิงหน้าซีดราวพบเข้ากับดาวพิฆาต ชายหนุ่มไม่กล้าเอ่ยปากใดๆอีก ด้วยกลัวว่าอสูรตัวน้อยจะหอบเขาไปทิ้งไกลๆดังที่พูดไว้ 

 

จื่อฮั่วยังคงยืนเกาะขาเยว่เทียนหงและมู่เชียนนิ่งอยู่อีกครู่ใหญ่ ส่งสายตาไม่ไว้ในมาที่จูเก่อหมิงที่นั่งหันหลังอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปด้วยพยายามฝืนข่มความกลัวน้ำเอาไว้ ไหนจะความโยกคลอนที่ไม่คุ้นเคย  …อสูรน้อยจึงรู้สึกอ่อนล้าอย่างมาก 

มู่เชียนก็เช่นกัน อาจเพราะเดินทางโดยเรือเป็นครั้งแรก นางจึงรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง ยิ่งเห็นจื่อฮั่วเริ่มมีสีหน้าไม่ดี มู่เชียนจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นไหล่ พร้อมเอ่ยปากขอตัวเข้าไปในมิติก่อน  


 

เยว่เทียนหงยื่นมือมาลูบศีรษะจื่อฮั่วอย่างอ่อนโยน “เมาเรือหรือไม่ ?” จื่อฮั่วพยักหน้าเบาๆอย่างอ่อนแรง 

“วางใจเถอะ ข้าจะดูแลนางเอง” หญิงสาวเอ่ยพลางส่งยิ้มให้เยว่เทียนหงสบายใจ

 

“อืมม.. ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวข้าตามไป” เสียงทุ้มเอ่ย … ทะเลยามค่ำคืนนั้นมืดเกินไป เขาไม่กล้าไว้ใจนัก จึงคิดจะอยู่ดูลาดเลาอีกหน่อย  

“เจ้าดับตะเกียงได้เลย ข้าจะอยู่ตรงนี้อีกสักพัก” เยว่เทียนหงรู้ดีว่าเวลาด้านในเดินเร็วมาก เขาจึงไม่อยากให้นางต้องรอ


 

มู่เชียนจากไปแล้ว ทว่าจูเก่อหมิงยังคงอ้าปากค้างกับประโยคสนทนาของพวกเขา

“ดับตะเกียงอันใด….. เยว่เทียนหง เจ้ากับนาง …​?!” 

“ไม่ใช่ !!” เยว่เทียนหงตวาดเสียงเย็นเยียบ “เก็บเรื่องสกปรกในหัวของเจ้าไปซะ …. ก่อนที่ข้าจะควักสมองเจ้าออกมาล้าง !!”  สีหน้าของราชาแห่งต้าเยว่ยามนี้น่ากลัวอย่างมาก นึกตำหนิที่ตนเองพูดไม่คิดทำให้นางเสื่อมเสียเช่นนี้

เชียนเชียนของเขาล้ำค่าและคู่ควรต่อการให้เกียรติ  ต่อให้เขาอดใจไม่ได้อย่างไร..ที่ผ่านมาเขาไม่เคยล่วงเกินนางมากไปกว่ากอดและจุมพิตเล็กน้อยๆเท่านั้น

 

“อ้อ..”  สีหน้าดุดันของเยว่เทียนหงกลับทำให้จูเก่อหมิงโล่งใจและอารมณ์ดีขึ้นมาก  แม้จะรู้ดีว่าทั้งสองรักกัน แต่ผู้ที่นับเป็นสหายย่อมหวังว่าเยว่เทียนหงจะให้เกียรตินางจนถึงวันสมรส 

 

ชายหนุ่มทั้งสองพิงกราบเรือหันหน้ามองไปที่ทะเล บรรยากาศค่อยๆผ่อนคลายลงพร้อมกับความเงียบครู่ใหญ่  ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเยว่เทียนหงเอ่ยนิ่งๆ

 

“นางเป็นของข้า…เลิกคิดเสีย” 

“ชิ…” ไม่ว่าจะคิดหรือไม่คิด แต่โอกาสกวนประสาทญาติหนุ่มเช่นนี้ก็หาไม่ได้ง่ายๆ “แต่พวกเจ้ายังไม่แต่งงานนี่”  

“เราหมั้นหมายแล้ว” เสียงทุ้มอ่อนโยนขึ้นถนัดใจ เมื่อคิดถึงว่าตนเองได้เอ่ยปากสู่ขอนางกับผู้ใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนั่นก็ทำให้คนเอาแต่ใจเช่นจูเก่อหมิงหมั่นไส้เป็นอย่างมาก

“เฮอะ ต่อให้แต่งแล้วข้าก็กล้าแย่ง   อีกอย่างหากนางเปลี่ยนใจมาชอบข้าเองก็ช่วยไม่ได้” 

 

“หึ..” เยว่เทียนหงหัวเราะออกมาเบาๆครั้งหนึ่ง ทำให้จูเก่อหมิงหันไปมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ  

 

“เจ้าหัวเราะอันใด ?”

 

ดวงตาสีเทากวาดมองใบหน้าและตลอดร่างในชุดสีแดงจ้าของจูเก่อหมิง…ตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง 

“อย่างเจ้าหรือ ?” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มมุมปาก...  จากนั้นร่างสูงก็หายวับไปทันที ทิ้งให้จูเก่อหมิงโมโหอย่างมากกับรอยยิ้มแฝงความมั่นใจนั้น

 

“ดูถูกข้าหรือ ?! ฮึ่มม.. คิดว่าข้าสู้ไม่ได้หรือไร ?! เสี่ยวปาเจ้าบอกข้าสิข้ามีอะไรด้อยกว่าเจ้านั่นบ้าง !!”

“เรียนนายน้อย อยากให้ข้าตอบจริงๆหรือเจ้าคะ” เสี่ยวปาที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งนั่นทำให้จูเก่อหมิงไม่อยากฟังคำตอบจากนางเท่าใดนัก…


 

“ชิ ! ก็แค่พลังฝีมือเหนือกว่าเท่านั้นล่ะ” จูเก่อหมิงเอ่ย จากนั้นก็เริ่มนึกข้อดีอื่นของตนต่อไป

 

‘เรื่องศักดิ์ฐานะ   ช่างเถอะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ 

         เรื่องความร่ำรวย แม้ต้าเยว่จะมั่งคั่ง แต่ข้าก็ด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้นนี่นา

เรื่องความสูง  บุรุษสูงเกินไปไม่ดีนักหรอก 

ส่วนหน้าตาก็…..เฮอะ !’   

นึกถึงหน้าตาหล่อเหลาราวเทพและรอยยิ้มที่งดงามราวปีศาจนั้น จูเก่อหมิงก็แค่นเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจ

 

“อย่างไรข้าก็น่ามองกว่าเจ้าคนอึมครึมนั่น สวมแต่ชุดดำทั้งปีทั้งชาติไร้รสนิยมสิ้นดี” 

“เจ้าค่ะนายน้อย รสนิยมด้านการแต่งกายของท่านโดดเด่นมากจริงๆ”

จูเก่อหมิงได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะนึกงุนงง สรุปว่าเสื้อผ้า…คือข้อได้เปรียบเดียวของตนงั้นหรือ ?!


 

กลุ่มของพวกเขาล่องเรือกันไปพักใหญ่ ทว่าเกือบสองอาทิตย์ก็ยังคงเคว้งคว้าง ไร้วี่แววของเกาะฉีหลิน
 

“ไม่เจออุปสรรค ก็นับเป็นข่าวดี” จูเก่อหมิงเอ่ยปลอบใจอย่างไร้ความรับผิดชอบ ชายหนุ่มมองเข็มทิศหน้าตาประหลาดก่อนจะพาเรือมุ่งหน้าต่อไปทางเหนือ บางครั้งพบเจอกลุ่มเรือแปลกประหลาดที่จูเก่อหมิงกล่าวว่าเป็นโจรสลัดทั่วไป  แรกเริ่มพวกมันมักจะพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็วคล้ายกับฝูงฉลามเห็นเหยื่อ ต่อเมื่อเห็นสัญลักษณ์จูเก่อบนเรือ พวกมันจึงเลี้ยวจากไปอย่างหมดความสนใจ

 

“ชื่อเสียงสกุลจูเก่อเจ้าร้ายกาจไม่เลวนะ” มู่เชียนเอ่ย

 

“เสี่ยวเชียนเชียน อยากใช้แซ่…” ฟิ้วววว…..  ลมพัดผ่านมาตามด้วยเสียงวัตถุตกลงน้ำอีกครั้ง 

 

“จื่อฮั่วคนเก่ง…  ยิ่งนานวันก็ยิ่งชำนาญจริงๆ”   มู่เชียนหัวเราะพลางลูบหัวเด็กสาวตัวน้อยที่ยามนี้กลัวน้ำน้อยลงมากด้วยความชื่นชม

 

น่าเสียดายการเดินทางอันแสนราบรื่นจบลงในสัปดาห์ที่สาม  ยามที่ดวงตะวันสีทองเพิ่งทอแสงพ้นขอบฟ้า พวกเขาก็พบว่าเรือผลักอสูรยามนี้ได้ถูกกองเรือสีดำสนิทนับร้อยลำล้อมไว้แล้ว !!

 

#ฉากบู๊อดใจรออีกนิดนะคะ… ตอนหน้ามาแน่ 

#วันนี้มาอีกตอนดึกๆมากๆเลยน้าาา…. รอไม่ไหวเข้ามาอ่านพรุ่งนี้เช้าได้ค่ะ 
 

คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน