ที่แท้เรือลำนี้ก็เป็นอาวุธเวทย์ !
ไม่เพียงเท่านั้น ยามที่เรือลำนี้แล่นไปด้านหน้า มู่เชียนสังเกตเห็นว่าผืนน้ำด้านหน้าและด้านข้างล้วนแหวกออกเป็นทางเรือลำนี้มิได้กำลังแล่นไปบนน้ำ ทว่าเป็นการแทรกผ่านผืนน้ำไปต่างหาก !
“เรือนี้สร้างจากไม้ผลักวารีหรือ ?” หญิงสาวยื่นมือไปลูบกราบเรือสีน้ำตาลทองนั้นด้วยความแปลกใจ จูเก่อหมิงยิ้มออกมาพร้อมกับปรบมือให้มู่เชียนด้วยชื่นชมในความรู้จริงของนาง
มู่เฉิงหลินมีสีหน้างุนงงอย่างมาก เขามิได้มีความรู้เกี่ยวกับพืชและสมุนไพรเช่นเดียวกับพี่สาว เยว่เทียนหงจึงเป็นผู้อธิบายให้ชายหนุ่มฟังด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ผลักวารี เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มักขึ้นอยู่บนหน้าผาสูงในบริเวณที่แห้งแล้งอย่างที่สุด เป็นไม้ขนาดเล็กไม่มีคุณค่าใดๆ มีเพียงความสามารถในการกันน้ำและต้านการโจมตีของสัตว์อสูรธาตุน้ำทั้งหมดเท่านั้น”
จูเก่อหมิงฟังคำพูดของเยว่เทียนหงแล้วก็หนังตากระตุก … เจ้าหมอนี่พูดราวกับเรือของเขาเป็นเรือไม้ธรรมดา
‘หึ… ไม่มีคุณค่าที่ไหนกัน !! ต้นไม้พวกนั้นมีค่ามากต่างหาก’ ราคาของมันหากให้เขาประมาณคร่าว ๆด้วยเพียงความยาวหนึ่งช่วงแขนก็ต้องแลกด้วยหินปราณนับพันชิ้นแล้ว !!
ต้นไม้นี้นับเป็นวัตถุดิบในอุดมคติสำหรับการนำมาสร้างเรือทว่าด้วยขนาดลำต้นที่เล็กและราคาแพงอย่างมาก สุดท้ายจึงมักนำมาใช้เฉพาะสร้างส่วนหัวเรือ หรือไม่ก็อาวุธขนาดเล็กเท่านั้น ทว่าเรือธรรมดาเหล่านั้นไม่มีทางแล่นข้ามผ่านฝูงอสูรรอบเกาะฉีหลินไปได้
ไหนเลยจะเทียบได้กับเรือผลักอสูรของเขา ที่สร้างด้วยไม้ผลักวารีทั้งลำ ! ไหนยังจะถูกสร้างโดยปรมาจารย์ด้านอาวุธเวทย์ สนนราคาของมันสามารถซื้อเมืองขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว…
มู่เชียนมิได้สนใจสีหน้ามืดครึ้มของจูเก่อหมิง หญิงสาวเพียงมองออกไปยังท้องทะเลกว้างเบื้องหน้า ท้องนภาสีฟ้าใสตัดกับขอบน้ำสีน้ำเงินกว้างไกลสุดสายตา แสงอาทิตย์กระทบกับเส้นขอบฟ้าเป็นประกายสีเงินสุกสว่าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นทะเลของมิติแห่งนี้ อาจเพราะสถานที่แห่งนี้ล้วนอุดมไปด้วยปราณธาตุต่างๆ ทุกสรรพสิ่งจึงเปล่งประกายวับวาว มองแล้วสวยงามกว่าโลกเก่าของนางมาก
ทันทีที่เรือแล่นออกมาบนผืนน้ำหลันอู่ซือก็รู้สึกถึงปราณธาตุน้ำที่คุ้นเคย จึงได้ออกมาร่วมชมบรรยากาศท้องทะเลร่วมกับพี่น้องเทพอสูรอีกสองตน ทว่าปราณที่ควรปรากฏอยู่ในธรรมชาตินั้นลดน้อยลงไปเกือบแปดส่วน
“หลายร้อยปีก่อนพวกมันยังสวยงามกว่านี้มาก” เทพกิเลนตัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกำลังทอดอาลัย
มู่เชียนหลับตาลงสัมผัสถึงกลิ่นทะเลและสายลมที่ปะทะใบหน้าก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก ทว่าความรู้สึกเสียดายของเหล่าเทพอสูรนางย่อมสัมผัสได้ จึงหันมายิ้มให้พวกเขา “วันหน้าต้องดีขึ้นแน่” เสียงหวานเอ่ยหนักแน่น ทำให้เหล่าเทพอสูรทั้งสามยิ้มออกมาเช่นกัน
เรือลำใหญ่นี้ไร้ลูกเรือโดยสิ้นเชิง มู่เชียนจึงดึงซูม่าน และฟู่หลิงรวมถึงองครักษ์หู่ทั้งห้าออกมาจากมิติเพื่อให้ร่วมเดินทางด้วยกัน
พวกฟู่หลิงหกคนนั้นหลังพวกถูกแผนสร้างกองทัพราชันย์ของมู่เชียนกดดัน พวกเขาจึงคร่ำเคร่งฝึกฝนอยู่ในหอรวมปราณอย่างหนัก เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีในมิตินั้นที่พวกเขาไม่ได้เห็นโลกภายนอก ในที่สุดก็สามารถบรรลุขั้นมหาราชันย์ เหล่าองครักษ์แห่งต้าเยว่จึงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
“อ๊ะ จริงสิ จื่อฮั่วเล่า ?” มู่เชียนเอ่ยถึงบุตรบุญธรรมตัวน้อยของนาง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผีซิวกลัวน้ำเป็นที่สุด ด้วยมิอาจเคลื่อนกายผ่านผืนน้ำได้ ป่านนี้คงได้แต่หลบอยู่ในมิติอย่างเหงาหงอย
“ท่านมองอะไรหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถามเยว่เทียนหงยืนอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเปล่งประกายแปลกประหลาด
“ที่แท้ใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงนี้ ….” เยว่เทียนหงเอ่ยออกมา ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน จึงค่อนข้างแปลกตา โดยเฉพาะเส้นขอบฟ้าที่งดงามราวกับภาพวาดนั่นช่างชวนให้ค้นหาอย่างมาd “ปลายขอบฟ้านั่นไม่รู้ว่าจะเป็นสถานที่เช่นไร ?”
“ข้าก็ไม่รู้ …” มู่เชียนเอ่ย หากเป็นโลกก่อนนางคงสามารถบอกได้ว่าโลกกลม ทว่าโลกนี้นั้นนางกลับไม่อาจคาดเดาความจริงออกมาได้
“ไว้ทุกอย่างจบลง เราไปดูด้วยกันนะ” เยว่เทียนหงเอ่ยพลางหันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าไม่แพ้ดวงตาสีเทาคู่งดงามคู่นั้น
หญิงสาวเหม่อมองรอยยิ้มของชายหนุ่มนิ่ง นางไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้มาก่อน ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังและความคาดหวังถึงอนาคต และนางก็ชอบมันมาก
เห็นหญิงสาวชะงักค้าง เยว่เทียนหงก็รู้ว่านางกำลังหลงใหลเขาอีกแล้ว เยว่เทียนหงรู้สึกขบขันขณะเดียวกันก็พอใจอย่างมาก เขาไม่เคยรู้สึกดีกับใบหน้าของตนเองมาก่อน บางครั้งถึงกับรำคาญที่มันมักดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามให้มองมาจนเขานึกรำคาญคิดอยากทำลายโฉมตนเองด้วยซ้ำ ….กระทั่งได้พบนาง..
สายตาชื่นชอบและหลงใหลของนางทำให้เขารู้สึกว่าดีแล้วที่เขามีหน้าตาเช่นนี้ โชคดีที่เขามีสิ่งที่สามารถดึงความสนใจของนางไว้ได้
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของนางไว้ พิจารณาดวงตางดงามที่เหม่อลอยคู่นั้นแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนจะจงใบบิดแก้มนุ่มของนางครั้งหนึ่ง
“โอ้ยยย” หญิงสาวเจ็บแก้มจนได้สติ “ท่านทำอะไรน่ะ ?”
“มองพอแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ…. หากปล่อยให้นางยั่วยวนเขาด้วยสายตาต่อไป เขาอาจอดใจไม่ไหว
“อะแฮ่ม.. บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่พวกเจ้านะ” ในที่สุดจูเก่อหมิงก็ทนไม่ไหว เอ่ยปากขัดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
เยว่เทียนหงไม่ตอบเพียงขมวดคิ้วแล้วหันหน้าไปอีกทาง ส่วนมู่เชียนก็เม้มปากอย่างขัดเขินที่ถูกคนสหายเห็นตนเองยามทำเรื่องน่าขายหน้า … ‘เกือบลืมเจ้าตัวก่อกวนนี่ไปแล้วจริงๆ !’
จูเก่อหมิงชอบมู่เชียนหรือ ?… แม้ไม่ถึงกับชอบแต่ก็นับได้ว่าเป็นสตรีที่รู้สึกดีด้วยมากที่สุด
ในบรรดาสตรีทั้งหลายที่เคยได้พบนางคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจยามอยู่ใกล้ ไม่ว่านิสัย บุคลิก รูปลักษณ์และความสามารถล้วนถูกใจเขาทั้งสิ้น ทว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ดึงดูดให้เขานึกสนใจนางเป็นอันดับแรกก็คือ การที่นางเป็นสตรีที่เยว่เทียนหงชื่นชอบต่างหาก
เยว่เทียนหงคือญาติผู้พี่ที่เขาถูกบังคับให้ไล่ตามมาทั้งชีวิต ลึกๆแล้วจูเก่อหมิงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้เป็นคู่แข่งคนสำคัญมาตลอด เห็นเยว่เทียนหงให้ความสำคัญกับมู่เชียนจึงอดไม่ได้ที่อยากรู้จักนาง จนเมื่อได้พบนางก็ยิ่งรู้สึกอยากจะแย่งมา พอเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข รังสีความรักแผ่ซ่านเพียงนั้น ก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้
“ก่อนจะถึงวันนั้นพวกเราต้องรอดไปจากเกาะฉีหลินให้ได้ก่อนจริงหรือไม่ เส้นทางเดินเรือที่พวกเรากำลังจะไปนี่อันตรายไม่น้อยเลย…”
จูเก่อหมิงราวกับไม่รู้ตัวว่าเป็นส่วนเกิน เขาเริ่มพูดพล่ามเรื่องของเส้นทางและตำนานเกี่ยวกับเกาะฉีหลินออกมา มู่เชียนจะไม่ฟังก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกเขาดึงความสนใจออกมาจากเยว่เทียนหงได้สำเร็จ
“โจรสลัด ?”
“ใช่ ทะเลตะวันออกแห่งนี้เป็นแหล่งของโจรสลัด แม้สัญลักษณ์ ‘จูเก่อ’ บนใบเรือ อาจจะพอไล่พวกมันไปได้บ้าง แต่หากเป็นพวกของกลุ่มร้อยปีศาจก็อาจจะยุ่งยากสักหน่อย…”
“โจรสลัดกลุ่มนี้มีสมาชิกนับหมื่น อาจกล่าวได้ว่าพวกมันเป็นกองทัพเรือขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปตะวันออกเลยทีเดียว คนที่พบพวกร้อยปีศาจหากยอมจำนนก็จะถูกจับเป็นทาสรับใช้ แต่หากไม่ยอมจำนนก็ต้องถูกมันสังหาร” จูเก่อหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกมันคือหนึ่งในภัยร้ายที่ทำให้คนบนฝั่งไม่กล้าออกเรือมาไกลเกินไปนัก ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ต้องพบกับพวกมัน”
แน่นอนมู่เชียนมิได้ใส่ใจ นางมีกองทัพเจ็ดธาตุนับหมื่นอยู่ในมิติ หากจำเป็นก็สามารถรับมือกับทัพเรือของโจรสลัดได้
เดิมทีจูเก่อหมิงคาดว่าจะได้เห็นสีหน้าวิตกของมู่เชียน เขาจะได้ฉวยโอกาสโอ้อวดความสามารถการหลบหนีของตนเพื่อให้นางได้รู้สึกปลอดภัย ทว่าเห็นสีหน้าหญิงสาวไม่เปลี่ยนแปลง ก็นึกคาดเดาไปว่านางคงมั่นใจในความสามารถของเยว่เทียนหงและเหล่าองครักษ์มาก
“หึ..นั่นสินะ ร้อยปีศาจหรือจะสู้พญามารได้ อย่างไรก็อย่าถูกความมืดกลืนจิตสำนึกไปก็แล้วกัน !” จูเก่อหมิงเอ่ยเตือนกึ่งเยาะหยัน
เยว่เทียนหงไม่ได้สนใจประโยคยั่วยุนั้น ดวงตาสีเทาสงบนิ่งยังคงมองไปที่เส้นขอบฟ้า พระอาทิตย์ที่ใกล้ลับลาไปส่งกระทบผืนน้ำเป็นสีทองคล้ายกับปราณของหญิงสาวที่ข้างกายเขามอบให้ทุกวัน ได้อยู่ใกล้นางเขาก็รู้สึกสุขสงบอย่างมาก และเขาไม่อยากให้นางต้องเสียแรงเปล่าเพียงเพราะคำพูดไร้สาระของคนบางคน
ทว่าพวกฟู่หลิงนั้นกลับไม่พอใจอย่างมาก ไม่มีคำสั่งองค์ราชาเขาย่อมไม่อาจลงมือกับคนผู้นี้ได้ หากคนผู้นี้ไม่ได้แซ่จูเก่อมีหรือ ผู้ติดตามทั้งหกจะปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อล่วงเกินฝ่าบาทของพวกตนอยู่ได้เช่นนี้
ในขณะที่ผู้ติดของเยว่เทียนหงกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นแทนนาย ฝั่งของมู่เชียนกลับต่างออกไป
ฟิ้ววว… ตูมมม !!
จู่ๆร่างของจูเก่อหมิงก็หายวับไป จากนั้นก็ปรากฏเสียงน้ำกระจายอยู่ด้านข้างเรืออย่างแปลกประหลาด
“เพ้ยย… !!” จูเก่อหมิงตะโกนลั่น ก่อนจะตะเกียกตะกายพาเนื้อตัวเปียกปอนของตนขึ้นมาบนเรืออย่างรวดเร็ว
“ผู้ใดลอบทำร้ายข้า…!?”
เด็กหญิงวัยสิบขวบยืนตัวสั่นอยู่ข้างกายของเยว่เทียนหง … นางไม่ชอบน้ำทว่าไม่ชอบคนผู้นี้มากกว่า ดวงตาสีชมพูมองจูเก่อหมิงกึ่งแข็งกร้าวกึ่งสั่นไหว ใบหน้าเล็กดุดันเอ่ย “หากท่านกล้าว่าร้าย ‘ท่านพ่อ’ ของข้าอีก ข้าจะเอาท่านไปทิ้งให้ไกลกว่านี้สักร้อยเท่า !”
“เจ้า.. เป็นตัวอะไร ?!” จูเก่อหมิงไม่สนใจคำว่าพ่อของนาง… เขามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ !
จูเก่อหมิงครอบครอง ‘แหวนเกราะเวทย์’ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์อสูรตนใดหากมิได้มีระดับเหนือกว่าราชันย์ยุทธ์ก็ไม่อาจทำร้ายเขาได้ แล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงถูกอสูรตัวน้อยนี่หอบร่างเขาไปทิ้งน้ำได้อย่างง่ายดาย โดยแหวนเกราะเวทย์ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
‘ผีซิวหรือ ?!’ คำนี้ดังก้องในใจเขา สัตว์อสูรชนิดเดียวที่สามารถเจาะทะลุทุกม่านพลัง และทุกอุปสรรคการเคลื่อนไหวรวดเร็วเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในใต้หล้า เจ้าตัวน้อยนี่คือผีซิวงั้นหรือ ?
จูเก่อหมิงหน้าซีดราวพบเข้ากับดาวพิฆาต ชายหนุ่มไม่กล้าเอ่ยปากใดๆอีก ด้วยกลัวว่าอสูรตัวน้อยจะหอบเขาไปทิ้งไกลๆดังที่พูดไว้
จื่อฮั่วยังคงยืนเกาะขาเยว่เทียนหงและมู่เชียนนิ่งอยู่อีกครู่ใหญ่ ส่งสายตาไม่ไว้ในมาที่จูเก่อหมิงที่นั่งหันหลังอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปด้วยพยายามฝืนข่มความกลัวน้ำเอาไว้ ไหนจะความโยกคลอนที่ไม่คุ้นเคย …อสูรน้อยจึงรู้สึกอ่อนล้าอย่างมาก
มู่เชียนก็เช่นกัน อาจเพราะเดินทางโดยเรือเป็นครั้งแรก นางจึงรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง ยิ่งเห็นจื่อฮั่วเริ่มมีสีหน้าไม่ดี มู่เชียนจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นไหล่ พร้อมเอ่ยปากขอตัวเข้าไปในมิติก่อน
เยว่เทียนหงยื่นมือมาลูบศีรษะจื่อฮั่วอย่างอ่อนโยน “เมาเรือหรือไม่ ?” จื่อฮั่วพยักหน้าเบาๆอย่างอ่อนแรง
“วางใจเถอะ ข้าจะดูแลนางเอง” หญิงสาวเอ่ยพลางส่งยิ้มให้เยว่เทียนหงสบายใจ
“อืมม.. ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวข้าตามไป” เสียงทุ้มเอ่ย … ทะเลยามค่ำคืนนั้นมืดเกินไป เขาไม่กล้าไว้ใจนัก จึงคิดจะอยู่ดูลาดเลาอีกหน่อย
“เจ้าดับตะเกียงได้เลย ข้าจะอยู่ตรงนี้อีกสักพัก” เยว่เทียนหงรู้ดีว่าเวลาด้านในเดินเร็วมาก เขาจึงไม่อยากให้นางต้องรอ
มู่เชียนจากไปแล้ว ทว่าจูเก่อหมิงยังคงอ้าปากค้างกับประโยคสนทนาของพวกเขา
“ดับตะเกียงอันใด….. เยว่เทียนหง เจ้ากับนาง …?!”
“ไม่ใช่ !!” เยว่เทียนหงตวาดเสียงเย็นเยียบ “เก็บเรื่องสกปรกในหัวของเจ้าไปซะ …. ก่อนที่ข้าจะควักสมองเจ้าออกมาล้าง !!” สีหน้าของราชาแห่งต้าเยว่ยามนี้น่ากลัวอย่างมาก นึกตำหนิที่ตนเองพูดไม่คิดทำให้นางเสื่อมเสียเช่นนี้
เชียนเชียนของเขาล้ำค่าและคู่ควรต่อการให้เกียรติ ต่อให้เขาอดใจไม่ได้อย่างไร..ที่ผ่านมาเขาไม่เคยล่วงเกินนางมากไปกว่ากอดและจุมพิตเล็กน้อยๆเท่านั้น
“อ้อ..” สีหน้าดุดันของเยว่เทียนหงกลับทำให้จูเก่อหมิงโล่งใจและอารมณ์ดีขึ้นมาก แม้จะรู้ดีว่าทั้งสองรักกัน แต่ผู้ที่นับเป็นสหายย่อมหวังว่าเยว่เทียนหงจะให้เกียรตินางจนถึงวันสมรส
ชายหนุ่มทั้งสองพิงกราบเรือหันหน้ามองไปที่ทะเล บรรยากาศค่อยๆผ่อนคลายลงพร้อมกับความเงียบครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเยว่เทียนหงเอ่ยนิ่งๆ
“นางเป็นของข้า…เลิกคิดเสีย”
“ชิ…” ไม่ว่าจะคิดหรือไม่คิด แต่โอกาสกวนประสาทญาติหนุ่มเช่นนี้ก็หาไม่ได้ง่ายๆ “แต่พวกเจ้ายังไม่แต่งงานนี่”
“เราหมั้นหมายแล้ว” เสียงทุ้มอ่อนโยนขึ้นถนัดใจ เมื่อคิดถึงว่าตนเองได้เอ่ยปากสู่ขอนางกับผู้ใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนั่นก็ทำให้คนเอาแต่ใจเช่นจูเก่อหมิงหมั่นไส้เป็นอย่างมาก
“เฮอะ ต่อให้แต่งแล้วข้าก็กล้าแย่ง อีกอย่างหากนางเปลี่ยนใจมาชอบข้าเองก็ช่วยไม่ได้”
“หึ..” เยว่เทียนหงหัวเราะออกมาเบาๆครั้งหนึ่ง ทำให้จูเก่อหมิงหันไปมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ
“เจ้าหัวเราะอันใด ?”
ดวงตาสีเทากวาดมองใบหน้าและตลอดร่างในชุดสีแดงจ้าของจูเก่อหมิง…ตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง
“อย่างเจ้าหรือ ?” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มมุมปาก... จากนั้นร่างสูงก็หายวับไปทันที ทิ้งให้จูเก่อหมิงโมโหอย่างมากกับรอยยิ้มแฝงความมั่นใจนั้น
“ดูถูกข้าหรือ ?! ฮึ่มม.. คิดว่าข้าสู้ไม่ได้หรือไร ?! เสี่ยวปาเจ้าบอกข้าสิข้ามีอะไรด้อยกว่าเจ้านั่นบ้าง !!”
“เรียนนายน้อย อยากให้ข้าตอบจริงๆหรือเจ้าคะ” เสี่ยวปาที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งนั่นทำให้จูเก่อหมิงไม่อยากฟังคำตอบจากนางเท่าใดนัก…
“ชิ ! ก็แค่พลังฝีมือเหนือกว่าเท่านั้นล่ะ” จูเก่อหมิงเอ่ย จากนั้นก็เริ่มนึกข้อดีอื่นของตนต่อไป
‘เรื่องศักดิ์ฐานะ ช่างเถอะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้
เรื่องความร่ำรวย แม้ต้าเยว่จะมั่งคั่ง แต่ข้าก็ด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้นนี่นา
เรื่องความสูง บุรุษสูงเกินไปไม่ดีนักหรอก
ส่วนหน้าตาก็…..เฮอะ !’
นึกถึงหน้าตาหล่อเหลาราวเทพและรอยยิ้มที่งดงามราวปีศาจนั้น จูเก่อหมิงก็แค่นเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจ
“อย่างไรข้าก็น่ามองกว่าเจ้าคนอึมครึมนั่น สวมแต่ชุดดำทั้งปีทั้งชาติไร้รสนิยมสิ้นดี”
“เจ้าค่ะนายน้อย รสนิยมด้านการแต่งกายของท่านโดดเด่นมากจริงๆ”
จูเก่อหมิงได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะนึกงุนงง สรุปว่าเสื้อผ้า…คือข้อได้เปรียบเดียวของตนงั้นหรือ ?!
กลุ่มของพวกเขาล่องเรือกันไปพักใหญ่ ทว่าเกือบสองอาทิตย์ก็ยังคงเคว้งคว้าง ไร้วี่แววของเกาะฉีหลิน
“ไม่เจออุปสรรค ก็นับเป็นข่าวดี” จูเก่อหมิงเอ่ยปลอบใจอย่างไร้ความรับผิดชอบ ชายหนุ่มมองเข็มทิศหน้าตาประหลาดก่อนจะพาเรือมุ่งหน้าต่อไปทางเหนือ บางครั้งพบเจอกลุ่มเรือแปลกประหลาดที่จูเก่อหมิงกล่าวว่าเป็นโจรสลัดทั่วไป แรกเริ่มพวกมันมักจะพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็วคล้ายกับฝูงฉลามเห็นเหยื่อ ต่อเมื่อเห็นสัญลักษณ์จูเก่อบนเรือ พวกมันจึงเลี้ยวจากไปอย่างหมดความสนใจ
“ชื่อเสียงสกุลจูเก่อเจ้าร้ายกาจไม่เลวนะ” มู่เชียนเอ่ย
“เสี่ยวเชียนเชียน อยากใช้แซ่…” ฟิ้วววว….. ลมพัดผ่านมาตามด้วยเสียงวัตถุตกลงน้ำอีกครั้ง
“จื่อฮั่วคนเก่ง… ยิ่งนานวันก็ยิ่งชำนาญจริงๆ” มู่เชียนหัวเราะพลางลูบหัวเด็กสาวตัวน้อยที่ยามนี้กลัวน้ำน้อยลงมากด้วยความชื่นชม
น่าเสียดายการเดินทางอันแสนราบรื่นจบลงในสัปดาห์ที่สาม ยามที่ดวงตะวันสีทองเพิ่งทอแสงพ้นขอบฟ้า พวกเขาก็พบว่าเรือผลักอสูรยามนี้ได้ถูกกองเรือสีดำสนิทนับร้อยลำล้อมไว้แล้ว !!
#ฉากบู๊อดใจรออีกนิดนะคะ… ตอนหน้ามาแน่
#วันนี้มาอีกตอนดึกๆมากๆเลยน้าาา…. รอไม่ไหวเข้ามาอ่านพรุ่งนี้เช้าได้ค่ะ