“เธอมีการติดต่อกับสหายสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงใช่ไหม”น้ำเสียงท่านอินเก้าอ่อนลงทุกที
ป้ากวนตอบเบาๆ “ปล่อยฉันลงก่อนเถอะใส่ยาให้ฉันด้วย แล้วค่อยคุยปัญหากันก็ยังไม่สาย”
ท่านอินเก้าไม่ใส่ใจกับคำขอร้องของป้ากวน แล้วถามอีก“ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะรู้จักคนของสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงกลับคิดว่าเหล่าเซี่ยน่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาถ้าเป็อย่างนั้นพวกเขาก็มาเพราะสกุลเซี่ย ชีวิตเธอไร้ค่า...จริงไหมฉันผาดโผนอยู่ที่นี่มาตลอดชีวิต ความคิดอ่านยังเจิดจ้ากว่าแสงสปอตไลต์อย่าคิดหลอกฉัน...ว่าไง”
ป้ากวนถอนหายใจ พูดเสียงราบเรียบ“ท่านอินว่าอะไรก็ตามนั้นเถอะ”
ท่านอินเก้าตบมือเบาๆ เกิดเสียงดังเพียะๆที่ใจกลางฝ่ามือ
ผมยืนคร่อมธรณีประตูเท้าข้างหนึ่งอยู่ข้างใน อีกข้างหนึ่งอยู่ข้างนอก สมองครุ่นคิดไม่หยุด คาดหวังมากว่าป้ากวนจะใช้คำพูดขู่ท่านอินเก้าได้ถ้าแกลงมาบนพื้น เราสามารถประสานกันรับมือกับศัตรู
“วิชาพู่กันผีชี้ชะตา วิชาพู่กันผีชี้ชะตา...” ท่านอินเก้าพึมพำ
ผมเคยเห็นชื่อนี้ในตำราโบราณแต่มีคำอธิบายไม่มาก กล่าวเพียงว่าเป็ไสยเวทแขนงหนึ่งซึ่งไม่ต่างจากวิธีฝูจี หรือการเขียนคำทำนายบนพื้นทรายพู่กันผีมีไว้เขียนตัวอักษร คนทั่วไปเห็นเพียงตัวอักษรเท่านั้นแต่ไม่รู้อย่างสิ้นเชิงว่าใครเขียน เขียนเมื่อไหร่และใช้อะไรเขียน ทว่าหากตัวอักษรปรากฏบนร่างใครจะชี้ชะตาขั้นสุดท้ายของคนคนนั้น
ถ้าตัวอักษรบนหนวดเสี่ยวทังเกิดจากวิชาพู่กันผีชี้ชะตาสิ่งที่รอเขาอยู่คือความตายเท่านั้น
“ปล่อยฉันลงไปเถอะ อย่าฝืนเลย”ป้ากวนพูดอย่างเ็า
“อ้า...” จู่ๆ เสี่ยวทังก็ร้องออกมาใช้สองมือกอดกระจกไว้แล้วหันมา
ผมรีบถอยหลัง หลบไปข้างๆ
เขาก้าวยาวๆ ไปนอกห้อง แต่กระจกบังหน้าไว้ปิดกั้นสายตาเขาจนมองไม่เห็นทางอย่างสิ้นเชิง เดินไปได้เพียงสามก้าว เท้าก็สะดุดธรณีประตูตัวพุ่งไปข้างหน้า
เกิดเสียงดังเพล้ง กระจกเงาแตกละเอียดเศษกระจกปลิวว่อน แผ่นกระจกแตกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่งเสียงติงตังไม่หยุด
“วิชาพู่กันผีชี้ชะตาสกุลเยียนแห่งเมืองหลวง...ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย...ท่านอินเก้า ช่วยผมด้วย ป้ากวนไว้ชีวิตผมด้วย...”เสี่ยวทังเงยหน้าขึ้น มีเศษกระจกเสียบเต็มใบหน้า เืและน้ำตาปะปนกัน
“ปล่อยฉันลงไป!” ป้ากวนพูดเสียงกร้าว
ท่านอินเก้ายังคงลังเล กระทืบเท้าไม่หยุดสายตาเบนไปมาระหว่างเสี่ยวทังกับป้ากวน
“ปล่อย ฉัน ลง!” ป้ากวนพูดเสียงดังขึ้นเป็การออกคำสั่งที่ไม่ยอมให้สงสัย
ท่านอินเก้ากระทืบเท้าปรบมือจนเสียงดังกังวาน “ช่างเถอะ เื่คืนนี้ถือว่าเข้าใจผิด เสี่ยวทังทำให้เธอาเ็ถือว่าทำผิดถูกลงโทษ เศษกระจกพวกนั้นเป็โทษที่เขาสมควรจะได้รับ เสี่ยวกวนฉันจะปล่อยเธอเดี๋ยวนี้ ทุกคนเลิกแล้วต่อกัน ขอให้บุญคุณความแค้นครั้งนี้สลายไปจะได้ไหม”
ไม่เสียทีที่เขาเป็คนเก่าแก่ในวงนักเลงคำพูดไม่กี่ประโยคก็ปัดความรับผิดชอบของตนออกไปจนหมด
ป้ากวนยิ้มเยาะ “ปล่อยฉันลงไปก่อนเถอะ ใครผิดใครถูกค่อยตัดสินทีหลัง”
ท่านอินเก้าใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวป้ากวนมืออีกข้างยื่นขึ้นไปแก้ปมเชือก
ผมถอนหายใจ คิดว่าสลัดพ้นจากอันตรายแล้วนึกขอบคุณยอดฝีมือที่ใช้วิชาพู่กันผีชี้ชะตาช่วยสยบท่านอินเก้า
“ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง”มีคนเคาะประตูใหญ่ เสียงไม่เร็วไม่ช้า ดังต่อเนื่องหกทีแต่ละครั้งใช้น้ำหนักและระยะห่างเท่ากันหมด ราวกับหุ่นยนต์กำลังเคาะประตูด้วยความแม่นยำ
ท่านอินเก้าหยุดมือทุกคนมองไปที่ประตูใหญ่
ผมรู้ว่าถังหว่านเลิกเวรกลางคืนจะมาที่นี่น่าจะเป็่เวลานี้ แต่เธอไม่เคาะประตูแบบนี้แน่ๆ
ในเมื่อไม่ใช่ถังหว่าน ผมย่อมคลายความวิตกอีกครั้งย่อมดีที่สุดถ้าเธอไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์อันตรายอย่างนี้
“ใคร” ท่านอินเก้าสบตากับป้ากวนร้องถามแทบจะพร้อมกัน
ท่านอินเก้าหยุดมือ ป้ากวนยังห้อยอยู่กลางอากาศทุกคนเงียบเสียงลงทันที เพียงแต่เพ่งมองไปที่ประตูใหญ่
คนนอกประตูเคาะประตูเพียงหกครั้งจากนั้นก็ไม่ทำเสียงอะไรอีก
ขณะนี้ที่เคาะประตูเป็ไปไม่ได้ที่จะเป็เพื่อนบ้านหรือตำรวจเป็ไปได้เพียงแขกที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งไม่รู้ว่ามิตรหรือศัตรู
“ท่านอินเก้า เราอย่าเอากระจกวารีโหรเทพเลยถอยตอนนี้เถอะ” มีคนพูดเสียงสั่น
ท่านอินเก้าปล่อยป้ากวนยกมือซ้ายมาที่ตำแหน่งอก สอดนิ้วโป้งเข้าข้างล่างโคนนิ้วทั้งสี่นิ้ว
“ท่านอินเก้า ผมรู้สึกว่า...คืนนี้ดูแปลกๆที่นี่ตั้งโลงศพไว้ ในบ้านเต็มไปด้วยเงาผีล่องลอย หัวใจผมเต้นเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเกร็งเดี๋ยวผ่อน เหมือนจะเกิดเหตุร้าย” อีกคนพูดพล่าม
คนที่สามพูดบ้าง“ตอนที่เหล่าเซี่ยมีชีวิตไม่ใช่คนธรรมดา พอเขาตายก็ตายอย่างมีเงื่อนงำเราอย่าถูกหลอกด้วยแผนแกล้งตายิญญาฟื้นกลับร่างจะดีกว่า ท่านอินเก้าท่านอยู่รับมือที่นี่เถอะ เราถอยไปก่อน...”
ท่านอินเก้าชูมือขึ้นทันทีสีหน้าโกรธเกรี้ยว “หุบปาก หุบปากให้หมด! ฉันจะไม่เข้าใจที่พวกแกพูดรึ เราไม่อาจเป็ศัตรูกับใครไม่ว่าคนญี่ปุ่นหรือสกุลเยียนแห่งเมืองหลวง แต่พวกแกคิดดูก่อนมาที่นี่ใครบ้างที่ไม่ทะเยอทะยาน ถ้าหากระจกวารีโหรเทพเจอคนญี่ปุ่นจะให้เราห้าล้านหยวน นั่นเป็ธนบัตร เป็เงินจริงๆ คนละหนึ่งล้าน กินดื่มอย่างเปรมปรีดิ์เลย...พวกแกคิดจะถอยหรือสายไปแล้ว”
เสี่ยวทังตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนมองดูสามคนนั้นพลางยิ้มเซ่อซ่า ใบหน้าเขาเสียโฉมแน่นอนแล้ว ที่เศษกระจกไม่ทิ่มตาบอดก็ถือว่าโชคดี
“ไปเปิดประตู” ท่านอินเก้ากัดฟันกรอดๆ
ทั้งสามคนมองหน้ากัน ต่างทำคอย่นไม่พูดยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัว
ผมถูมือไปมา พบว่าฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อทั้งชื้นทั้งลื่น
‘นอกประตูจะเป็คนที่มาช่วยใช่ไหมเป็ผู้ที่ใช้วิชาพู่กันผีชี้ชะตา ซึ่งก็คือสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงที่ท่านอินเก้าเอ่ยถึงใช่ไหมเวลานี้ใครก็ตามที่สามารถขู่ให้ท่านอินเก้ากับพวกจากไปล้วนเป็คนดีไม่ว่าจะมาเพราะป้ากวนหรือมาเพราะสกุลเซี่ยก็ตาม เราควรเปิดประตูต้อนรับ...’ ผมเพิ่งตัดสินใจก็รู้สึกถึงสายตาที่เ็าของป้ากวน
ผมเงยหน้าขึ้นเหลือบมองป้ากวนกำลังจ้องมองผมอยู่
เมื่อสายตาเราประสานกันแกสั่นศีรษะเล็กน้อยอย่างสังเกตเห็นได้ยาก
‘อย่าไปเปิดประตู’ ผมอ่านเจตนาของแกออก ที่เพิ่งรู้สึกผ่อนคลายกลับเครียดขึ้นอีก
แกกับท่านอินเก้าต่างเป็คนเก่าแก่ในวงนักเลงย่อมสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์ได้ดี เหมือนยอดฝีมือปะทะกัน เดินหนึ่งตาแต่มองข้ามไปถึงตาที่สี่ที่ห้าแล้วเห็นได้ชัดว่าแกมองความคืบหน้าของสถานการณ์ในแง่ลบเชื่อว่าที่มานั้นเป็ศัตรูไม่ใช่มิตร
“ท่านอินเก้า ปล่อยฉันลงเถอะค่ะแล้วเชิญสหายข้างนอกเข้ามา ค่อยๆ พูดจากัน” ป้ากวนเอ่ยขึ้น
ท่านอินเก้ากลอกตา ส่งเสียงฟึดฟัดออกมาจากจมูกที่งุ้มแล้วเบ้ปากยิ้ม “ไม่รีบ ไม่รีบ”
ป้ากวนยิ้มหยัน “ก็ได้ แล้วแต่ท่านแต่ว่าเมื่อกี้ท่านบอกเองว่าไม่อาจเป็ศัตรูกับสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงเปิดประตูชักช้า บุคคลยิ่งใหญ่ย่อมโมโห ดูว่าจะโยนความผิดนี้ลงบนหัวใคร”
สายตาท่านอินเก้าค่อยๆ ตกลงที่ใบหน้าผมเขาบุ้ยปากไปที่ประตู “เ้าหนู ไปเปิดประตู แกควรรู้ว่าจะพูดอะไร พูดให้ดีๆอย่าเล่นเล่ห์”
ผมไม่มีทางเลือกอื่น เหลือบมองป้ากวนแวบหนึ่งแล้วเดินออกจากห้องด้านทิศเหนือ
กลางคืนอากาศหนาวเย็น ผมอดตัวสั่นไม่ได้
“เร็วหน่อย เร็วหน่อยสิ” สามคนนั้นพูดเร่งเร้า
ผมยังไม่ได้เดินไปข้างหน้า จู่ๆก็มีเงาร่างหนึ่งวาบขึ้นบนกำแพงด้านทิศใต้ ในลานบ้านมีเด็กที่สูงแค่ครึ่งของผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นคนหนึ่ง
“กลับมา สือโถว รีบกลับมา”ป้ากวนะโเรียก
ผมถอยหลังทันที แต่เด็กคนนั้นเร็วมาก แวบเดียวก็มาถึงตรงหน้าผมแล้ว
ที่แท้เขาไม่ใช่เด็กแต่เป็คนแคระวัยกลางคนที่หางตามีตีนกาแล้ว
ใบหน้าเขาขาวผ่อง ดวงตาสองข้างไร้แววชีวิตจ้องมองผมไม่วางตา
“นี่มันตัวบ้าอะไร”เสี่ยวทังเดินโงนเงนออกมา เดินผ่านผมไปอยู่ข้างตัวคนแคระนั่น แล้วยื่นมือไปลูบหัวของอีกฝ่าย
คนแคระมีความสูงและรูปร่างเหมือนเด็กแต่สติปัญญา ประสบการณ์และความคิดเหมือนผู้ใหญ่ในวัยเดียวกันผมเดาว่าเสี่ยวทังคงใจนสติแตกแล้วไม่ได้คำนึงเลยว่าบนร่างคนแคระที่ข้ามกำแพงเข้ามานั้นเปี่ยมด้วยอันตราย
“ฮ่าๆ ไอ้ตัวเล็กนี่น่าสนุกน่าสนุกจริงๆ...” เสี่ยวทังแหงนหน้าขึ้นหัวเราะร่า มือขวาหมุนและลูบคลำหัวคนแคระ เป็อีกครั้งที่ลูกกระเดือกเขานูนเด่นออกมา
เกิดเสียงดังขวับคนแคระเหวี่ยงมือขวาออกไป วาดผ่านลูกกระเดือกเสี่ยวทัง
เสียงหัวเราะของเสี่ยวทังชะงักทันที เขายืนแข็งทื่อสองสามวินาทีก่อนร่างจะค่อยๆ ล้มลงไปข้างๆ ราวกับต้นไม้ที่เพิ่งถูกโค่นลง
ผมถอยหลังทีละก้าว คนแคระนั้นอ้าปากแล้วพูดชื่อผมออกมาช้าๆ “เซี่ยเทียนสือ”
“ผีสมิง!”หัวใจผมเหมือนถูกมือั์ที่ไร้รูปกำไว้ รู้สึกหายใจไม่ออก
ตอนที่เขาเรียกชื่อผมนั้นเสียงเหมือนเสียงที่ดังบนกำแพงด้านทิศใต้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด นั่นหมายความว่าเขาคือผีสมิงที่ซ่อนตัวอยู่นอกบ้านผมเพียงแต่ก่อนหน้านี้เขายังกังวล ร้องเรียกเพียงครั้งเดียวก็รีบถอยไปแต่ครั้งนี้ใจกล้าบ้าบิ่นบุกเข้ามาในลานบ้านผม
นี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้เผชิญหน้ากับผีสมิงใกล้ชิดอย่างนี้รูปร่างหน้าตาเขาต่างจากผีร้ายฟันยาวที่น่ากลัว หน้าตาเหมือนคนปกติเพียงแต่ใบหน้าขาวมาก ดูเหมือนตายแล้ว รวมทั้งตามตัวล้อมรอบไอชื้นเย็นยะเยียบทำให้ผมนึกโยงไปถึงศพในตู้แช่แข็งที่มีเกล็ดน้ำแข็งในห้องเก็บศพ
“ขอบใจ” ผมพูดขอบใจเขาในใจเพราะพอเขามาถึงก็ฆ่าเสี่ยวทังทันที ช่วยระบายความแค้นในใจผม
เสี่ยวทังสมควรตายเขาเป็ลูกสมุนที่ร้ายกาจที่สุดของท่านอินเก้า วันนี้ถ้าเขาไม่ตายวันหน้าผมต้องไปทวงหนี้แค้นกับเขา
“เซี่ยเทียนสือ ข้าเรียกเ้า ตอบสิ”คนแคระพูด
ขณะที่เขาพูดนั้นริมฝีปากอ้าแล้วหุบแต่กล้ามเนื้อส่วนอื่นของใบหน้ากลับเหมือนตายแล้ว ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ที่จริงในตำราโบราณหลายเล่มจัดผีสมิงกับผีดิบไว้ด้วยกันแค่ดูดีกว่าผีดิบหน้าดำเขี้ยวยาวเล็กน้อยเท่านั้น เนื้อแท้แล้วเหมือนกันต่างเป็ศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์
แน่นอนว่าผมจะขานรับไม่ได้อีกทั้งข้างหลังผมป้ากวนพูดแล้วว่า “เซี่ยเทียนสือ อย่าตอบเด็ดขาด จำไว้ให้ดี...”
ผมพยักหน้าแล้วตอบป้ากวนไปตามสัญชาตญาณ“ครับ ผมรู้แล้ว”
หลังจากผมตอบแล้วก็ฉุกทันทีว่าคำพูดของป้ากวนมีปัญหาเพราะแกไม่เคยเรียกผมด้วยชื่อเต็มว่าเซี่ยเทียนสือ แต่จะเรียกผมด้วยชื่อเล่นว่าสือโถว
ผมหันมาแล้วเห็นผีสมิงหญิงผมยาวยืนเท้าสะเอวอยู่ที่ปลายของโลงเย็น สองมือแตะบนฝาโลงร้องเรียกติดๆ กัน “เซี่ยเทียนสือ เซี่ยเทียนสือ เซี่ยเทียนสือ...”
ทุกคำที่หลุดออกจากปากเธอเหมือนเสียงป้ากวนอย่างสมบูรณ์ถ้าผมไม่หันกลับมา ต้องคิดว่าป้ากวนกำลังเรียกผมแน่นอน