ตอนที่18 ท้องฟ้าสีแดง
เธอทดลองใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้มาจากหนังสือเล่มหนาเพื่อทดสอบฝีมือตนเองกระทั่งพบข้อมูลในเว็บหนึ่งของต่างประเทศอย่างไม่ตั้งใจ โดยมีตัวเลขเงินรางวัลได้ล่อตาล่อใจเธอเป็อย่างมาก
“โอ้โฮ!แข่งขันตอบคำถามวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมปลายหากฉันชนะก็จะได้เงินรางวัลตั้งสิบล้านเหรียญเชียวหรือ?”
เด็กสาวรู้สึกกระตือรือร้นอยากเข้าร่วมแข่งขันเป็อย่างยิ่งโดยเป็การแข่งขันแบบออนไลน์พร้อมกันทั่วโลกฉะนั้นนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขันจะต้องรับผลกระทบที่ตามมาเองเนื่องจากอาจต้องแข่งขันใน่กลางดึก
อย่างไรก็ตามเงินรางวัลชนะเลิศจำนวนมากได้ท้าทายต่อมความอยากของเธอเป็อย่างยิ่งพลางคิดว่าด้วยเงินจำนวนนี้เธออาจช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากทางการหรือบริษัทใด ๆ
“ฉันจะต้องเอาชนะให้ได้สิบล้านเหรียญเชียวนะ หากคิดเป็เงินหยวนก็หกสิบล้านเลยนะนั่น”
เสิ่นลี่อิงตาโตเป็ประกายอย่างมุ่งหมายเธอกรอกข้อมูลเข้าร่วมสมัครรับการแข่งขันอย่างมั่นใจอีกอย่างเธอเชื่อมั่นในทักษะภาษาอังกฤษของตนเองที่ได้เรียนรู้มาจึงคิดว่าช่วยให้สื่อสารได้อย่างไม่ผิดพลาดแน่นอน
..........
ด้านหลีอี้เฉินที่สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับลัทธิปีศาจได้มากพอแล้วเขาส่งข้อมูลเข้าอีเมลให้หัวหน้าพิจารณาก่อนมีการสั่งการต่อไปในทีมัดำโดยเขารู้สึกกังวลใจเป็อย่างยิ่งเพราะสมาชิกของลัทธิปีศาจแผ่ขยายและแทรกซึมเข้าไปอยู่ในหน่วยงานสำคัญของรัฐและเอกชนหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย
“หวังว่าหัวหน้าจะรีบสื่อสารกับท่านผู้นำนะไม่รู้ว่าฉันจะต้องกลับไปทำงานพิเศษหรือเปล่าเนี่ย?”
หลีอี้เฉินรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเขาอาจได้ยุติบทบาทการทำหน้าที่เป็ครูสอนนักเรียนเนื่องจากปัญหาลัทธิปีศาจที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลอยู่ในขณะนี้หากปล่อยทิ้งไว้ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนและประเทศแน่นอน
หยางจุ้นได้รับข้อมูลจากหลีอี้เฉินซึ่งส่วนหนึ่งเขาก็สืบค้นเพิ่มเติม เมื่อนำมารวบรวมเข้าด้วยกันทำให้เขาขมวดคิ้วแน่น
ด้วยความกังวลใจ รวมทั้งอยากรับรู้ท่าทีของผู้นำเช่นกันว่า
“ดูท่าท่านผู้นำคงสั่งการมาที่กองกำลังพิเศษเป็แน่หากเป็หน่วยงานอื่นอาจทำงานได้ไม่รวดเร็วพอ”
หยางจุ้นเข้าใจข้อจำกัดในการทำงานของกองทัพและตำรวจเป็อย่างดีรวมทั้งรับรู้ถึงความเก่งกาจของกำลังพิเศษด้วยว่าเป็หน่วยงานเฉพาะกิจที่มีความคล่องตัวสูงโดยที่ยังไม่รวมในทักษะความเก่งกาจของลูกทีมแต่ละคน
อนึ่งกองกำลังพิเศษในเวลานี้ยังไม่มีทีมใดก้าวขึ้นมาแทนที่ัดำได้ทำให้ทำเนียบของบุคลากรกองกำลังพิเศษยังคงมีชื่อของบรรดาทีมัดำอยู่ครบทุกคนเพียงแต่สถานะทุกคนเป็การปลดประจำการชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อเขาสื่อสารกับท่านผู้นำเรียบร้อยผู้นำมีคำสั่งให้ทีมัดำกลับมาสะสางปัญหานี้ทันทีซึ่งตรงกับการคาดการณ์ของหยางจุ้น ทำให้เขาสั่งการในแชตสตาร์ด้วยภาษาลับที่เข้าใจในกลุ่มว่า
“ท้องฟ้าสีแดง.....เตรียมทำความสะอาดด้วย”
สมาชิกทุกคนในกลุ่มแชตสตาร์ยกเว้นเพียงรีเทิร์น ต่างพากันขานรับข้อความนั้นด้วยความเข้าว่า
“รับทราบครับ!”
เสิ่นลี่อิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูขณะที่เธอเตรียมตัวเข้านอนด้วยความแปลกใจเนื่องจากมีเสียงแจ้งเตือนถี่ยิบ
เธอพึมพำด้วยความแปลกใจในข้อความแปลกๆ จากัดำ ในขณะที่สมาชิกกลุ่มแชตต่างขานรับกันทุกคนทำให้เธอสงสัยสถานะของัดำมากขึ้นว่า
“เอ! ตกลงว่าทุกคนเป็ลูกศิษย์ของอาจารย์ัดำกันหมดเลยหรือ?”
เธอถามตัวเองพลางส่ายหัวเมื่อไม่มีคำตอบใดสำหรับตนในเวลานี้จากนั้นเข้านอนอย่างสบายใจ
..........
รุ่งเช้าเสิ่นลี่อิงไปโรงเรียนพร้อมกับได้รับข่าวจากเพื่อนนักเรียนหลายคน
กงเจียหลิงได้เอ่ยถึงการลาออกกะทันหันของครูหลีอี้เฉินกับเพื่อนสนิทว่า“อิงเอ๋อร์ นี่เธอรู้ไหมว่าพวกครู พากันเสียดายครูหลีกันยกใหญ่เลย?”
“เสียดายเื่อะไรหรือ?” เสิ่นลี่อิงถามด้วยความใจหายเพราะกำลังคิดถึงเื่การสนทนาในแชตกลุ่มสตาร์
“ก็ครูหลีลาออกไปั้แ่เมื่อคืนแถมผู้อำนวยการยังอนุมัติอีกแน่ะ เป็ไปได้ยังไง?ลาออกกะทันหันแบบนี้ แล้วจะหาครูที่ไหนมาแทนครูหลีทันละ?”
“จริงหรือ?” เสิ่นลี่อิงถามเพื่อนอย่างกังวลใจ
เธอกำลังคิดที่จะนำหนังสือมาคืนครูหลีในวันจันทร์ที่เป็วันสอบประจำเดือนพอดีแต่ไม่คิดว่าในวันศุกร์สุดสัปดาห์จะรับรู้ข่าวร้ายเช่นนี้
อย่างไรก็ตามเธอพบว่ามีนักเรียนหลายคนรู้สึกเศร้าใจที่ครูหลีลาออกกะทันหันโดยไม่ได้สั่งลาใครสักคน
ทั้งนี้เธอรู้สึกสงสัยในภารกิจ“ท้องฟ้าสีแดง” ที่ัดำแจ้งกับสมาชิกในกลุ่มแชตจนทำให้เธอพึมพำถามตัวเองด้วยความงุนงงว่า
“เอ! ท้องฟ้าสีแดงคืออะไรกันแน่? ทำไมครูหลีต้องลาออกด้วย? แล้วทำความสะอาด....มันจะหมายถึงอะไร?”
เด็กสาวคิดว่าจะหาเวลาสื่อสารเพื่อสอบถามเื่การคืนหนังสือให้กับครูหลีอี้เฉินอีกทั้งเธอมีเื่กังวลใจเกี่ยวกับโน้ตย่อที่ัดำรับปากว่าจะส่งมาให้เธอได้อ่านทบทวนความรู้จึงอุทานขึ้นมาโดยลืมนึกถึงบรรยากาศรอบตัวว่า
“ตายละ!.....แล้วโน้ตย่อของฉันละ?”
ครูต้าซิ่วกำลังสอนวิชาฟิสิกส์อยู่พอดีเขาหยุดชะงักการสอนหน้ากระดานพลันหันหลับมาจ้องมองยังตำแหน่งเสียงต้นเหตุด้วยความไม่พอใจพลางสั่งการเสิ่นลี่อิงด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
“เสิ่นลี่อิง! เธอะโขึ้นมาแบบนี้หมายความยังไง? หากมีโน้ตย่อแล้วไหนออกมาแก้โจทย์ข้อนี้ดูสิ หากแก้โจทย์ไม่ได้ ก็เตรียมตัวไปยืนนอกห้องได้เลย”
ครูต้าซิ่วได้ชื่อว่าเป็ครูเข้มงวดที่สุดในชั้นมัธยมปีสามหากมีนักเรียนไม่สนใจเรียนในระหว่างที่เขาสอนนักเรียนคนนั้นจะได้รับบทลงโทษหลากหลายรูปแบบเพื่อให้นักเรียนหลาบจำ
เสิ่นลี่อิงยิ้มแหยอย่างรู้สึกผิดเธอรีบกล่าวขอโทษครูต้าซิ่ว พร้อมกับลุกออกไปแก้โจทย์อย่างไม่กังวลใจ
“หนูขอโทษค่ะครูต้าพอดีหนูกำลังคิดเื่เขียนโน้ตย่อวิชานี้อยู่พอดีแต่เขียนได้นิดเดียวแล้วมันหายไปค่ะ”
เสิ่นลี่อิงจำเป็ต้องโกหกเอาตัวรอดและพยายามทำให้อารมณ์ขุ่นเคืองของครูต้าซิ่วสงบลงเล็กน้อย
ครูต้าซิ่วส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อในคำพูดของนักเรียนหญิงทว่าเมื่อเขาเห็นการแก้โจทย์ยากที่อุตส่าห์นำโจทย์สอบเกาเข่ามาสาธิตให้นักเรียนดูโดยที่เขายังไม่ได้อธิบายวิธีแก้โจทย์สักนิด
เขาพลันตาโตเป็ประกายเมื่อพบว่าเสิ่นลี่อิงสามารถแก้โจทย์ได้ด้วยขั้นตอนและสูตรง่ายๆ ไม่กี่สูตรเท่านั้น เขาจึงพยักหน้าพึงพอใจโดยหลับตาข้างหนึ่งเพื่อลืมเื่การแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเธอออกไป
“เอาละ...ในเมื่อนักเรียนเสิ่นแก้โจทย์ได้แล้วกลับไปนั่งที่ได้...ต่อไปอย่าส่งเสียงดังโดยที่ครูยังไม่อนุญาตอีกล่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะหนูจะไม่ทำอย่างนั้นอีก” เสิ่นลี่อิงรับคำอย่างรู้สึกเขินอาย
อย่างไรก็ตามแววตาของนักเรียนห้องห้าที่จ้องมองเสิ่นลี่อิงกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจเหตุเพราะในตอนนี้เสิ่นลี่อิงกลายเป็หน้าตาและความหวังของห้องห้าที่จะเอาชนะผลการเรียนกับนักเรียนจากห้องหนึ่งไปโดยปริยาย
“เก่งมากอิงเอ๋อร์”กงเจียหลิงและเพื่อนนักเรียนหลายคนต่างยกนิ้วแสดงความชื่นชมเธอกันถ้วนหน้า
“ขอบใจ”เสิ่นลี่อิงยิ้มรับพลางกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
เสิ่นลี่อิงและเพื่อนห้องห้ายังคงมีกิจกรรมประจำร่วมกันในการทำการบ้านหลังกินอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยพ่วงด้วยการเล่นกีฬาด้วยกันอย่างสนุกสนานในคาบวิชาพลศึกษาและวิชาอิสระเป็การปลดปล่อยความเคร่งเครียดที่ได้เล่าเรียน
มาตลอดทั้งวัน
พฤติกรรมโดยรวมของห้องห้ายังคงแตกต่างจากห้องหนึ่งและห้องสองที่เป็คู่แข่งด้านการเรียนโดยทั้งสองห้องยังคงมีแต่นักเรียนที่สนใจการเรียนมากกว่าการเล่นกีฬาเหมือนห้องห้า
..........
เช้าวันเสาร์เสิ่นลี่อิงตั้งใจจะชวนน้องชายไปดูเื่การพัฒนาฟาร์มกับพ่อ
เสิ่นลี่อิงลุกไปออกกำลังกายกับน้องชายแต่เช้าเหมือนเช่นเคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเหนียวแน่นมากกว่าเมื่อชาติก่อน
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยเด็กสาวต้องพบกับความประหลาดใจที่มีบุรุษไปรษณีย์มาส่งพัสดุให้ถึงที่บ้าน
“เสิ่นลี่อิง! เสิ่นลี่อิง!มารับพัสดุด่วนด้วย”
ชายวัยกลางคนผู้เป็บุรุษไปรษณีย์ประจำเมืองต้าเสิ้งเขาะโเสียงดังเรียกให้คนในบ้านออกมารับพัสดุ
“มาแล้วค่ะพัสดุจากที่ไหนหรือคะ?”
เสิ่นลี่อิงวิ่งออกมาจากข้างในบ้านพร้อมกับร้องถามด้วยความสงสัยเนื่องจากเธอไม่มีเพื่อนต่างถิ่นที่จะส่งสิ่งของใดให้ตนรวมทั้งเธอไม่ได้สั่งซื้อของออนไลน์แม้แต่ชิ้นเดียว จึงรู้สึกสงสัยที่มาของพัสดุเป็อย่างยิ่ง
“ไม่รู้เหมือนกันรู้แต่ว่ามาจากเมืองหลวง ไม่มีชื่อคนฝากส่งด้วยแต่สแกนดูแล้ว...ข้างในมีแต่เอกสารกับหนังสือ ไม่มีอะไรอันตรายหรอกไม่ได้สั่งซื้ออะไรแน่นะ?”
บุรุษไปรษณีย์กล่าวตอบเด็กสาวตามจริงพลางสอบถามเื่การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยความสงสัย
เสิ่นลี่อิงส่ายหน้าเป็เชิงปฏิเสธเธอเซ็นรับพัสดุลงในแท็บเล็ตจากทางบุรุษไปรษณีย์ก่อนที่จะรับเอาห่อพัสดุขนาดย่อมกลับขึ้นไปยังห้องนอนด้วยความอยากรู้
เธอพบว่าห่อพัสดุถูกบรรจุเป็อย่างดีบ่งบอกความใส่ใจของคนที่ฝากส่งมาให้ตนเอง
“เอ! ข้างในจะเป็อะไรนะ?”เด็กสาวพึมพำด้วยความสงสัยใคร่รู้มากขึ้น