อวี้เจินเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้หยางชิงหลิงฟังคร่าวๆ หยางชิงหลิงได้ยินเช่นนั้น นางก็ไม่แปลกใจกับการกระทำของอนุจางเลยสักนิด สตรีผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมจัดเสียยิ่งกว่าอะไร ยามอยู่ต่อหน้าท่านพ่อของนางก็แสดงท่าทีว่าเป็สตรีอ่อนโยน พอลับหลังอนุจางก็คือนางอสรพิษดีๆ นี่เอง แต่ถ้าหากเทียบกับมารดาของนางแล้ว หยางชิงหลิงคิดว่าอนุจางยังห่างชั้นอยู่หลายขุม ส่วนสาเหตุที่อนุจาง้าพาอวี้เจินมาพบกับเฟิงเหยา หยางชิงหลิงพอจะคาดเดาได้ว่าอนุจางคงรู้เื่การแต่งงานของหยางเฉิงแล้ว
อนุจางคงไม่อยากให้หยางเฉิงออกเรือนก่อนหยางชุนเป็แน่ นางถึงได้คิดใช้อวี้เจินมายั่วยุโทสะของเฟิงเหยาเช่นนี้ หยางชิงหลิงคิดว่านางต้องนำเื่นี้ไปบอกมารดาให้เร็วที่สุด หากอนุจางวางแผนทำเื่ไม่ดีอีก พวกนางจะได้จัดการรับมือถูก ทว่าก่อนที่หยางชิงหลิงจะกลับเข้าไปภายในงานเลี้ยง นางก็ยังไม่ลืมเื่สำคัญที่ต้องทำ
“อาถงรอเ้าอยู่ที่ท้ายจวนแล้ว รีบไปเสีย” หยางชิงหลิงเอ่ยกับอวี้เจิน จากนั้นจึงยื่นบางอย่างให้ อวี้เจินรับมาเปิดดู ก่อนจะพบว่าข้างในนั้นคือหนังสือสัญญาค้าทาสของนาง ดวงหน้างดงามเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือ”
“หากไม่ใช่เพราะเ้าเอาเื่นั้นมาข่มขู่ ข้าก็ไม่คิดจะช่วยเ้าหรอก!” น้ำเสียงของหยางชิงหลิงไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก ในใจอยากให้สาวใช้ตรงหน้าออกจากจวนสกุลหยางไปให้เร็วที่สุด
อวี้เจินรู้ดีว่าหยางชิงหลิงไร้ทางเลือก แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำขอบคุณออกมา หากวันนั้นนางไม่ได้พบความลับของหยางชิงหลิงเข้าโดยบังเอิญ นางก็ไม่รู้ว่าจะหาทางหลบหนีออกจากจวนสกุลหยางได้ด้วยวิธีไหน
“ไปแล้วก็ไปลับ อย่าได้กลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีกเด็ดขาด” หลังเอ่ยวาจาเ็าออกมา หยางชิงหลิงก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงทันที ถึงแม้คำพูดและท่าทางของนางดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็มิตรเท่าใด แต่อวี้เจินก็รับรู้ได้ว่าสตรีนางนี้หาใช่คนเลวร้ายมากนัก
“ข้าสัญญาว่าจะไม่กลับมาเหยียบจวนสกุลหยางอีก” อวี้เจินเอ่ยบอก ถึงแม้ว่าหยางชิงหลิงจะเดินไปไกลแล้วก็ตาม เมื่อนางจากไปแล้ว เหตุใดต้องกลับมาที่นี่อีก เฟิงเหยาผู้นั้นขนาดยังไม่ทันแต่งเป็สะใภ้สกุลหยาง นางก็ยังสามารถแผลงฤทธิ์ได้ขนาดนี้ ไหนจะอนุจางนั่นอีก อวี้เจินคิดว่าหากนางยังอยู่ในจวนแห่งนี้ นางคงตายเพราะถูกคนเ่าั้รังแกมากกว่า ชีวิตของนางในตอนนี้เป็เพียงแค่สาวใช้ฐานะต่ำต้อย จะเอาอะไรไปสู้กับสตรีเ่าั้ได้ หากนางเป็คุณหนูจวนใดจวนหนึ่งก็ว่าไปอย่าง
“เหตุใดถึงได้มาช้านัก” เมื่อเห็นร่างของอวี้เจินเดินมา หลี่ถงก็รีบตรงไปหานางทันที
“ขอโทษทีพี่ชาย พอดีข้าต้องกลับไปเอาของก่อนเลยทำให้มาช้า” อวี้เจินเอ่ยบอกเหตุผล ท้ายจวนสกุลหยางเป็บ้านพักของคนงานชาย เรือนของเ้านายส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหน้า ส่วนเรือนของสาวใช้จะแยกออกไปอีกทาง ดังนั้นอวี้เจินจึงใช้เวลาเดินพอสมควรกว่าจะมาพบหลี่ถงที่ท้ายจวน
“เ้าเอาของมาครบแล้วหรือ”
“เ้าคะ” อวี้เจินเอ่ยตอบอีกครั้ง ดวงตากลมโตที่ทอดมองบุรุษตรงหน้านั้นยากจะคาดเดา นางรู้ดีว่าเื้ัของหลี่ถงคือใคร ดังนั้นคำพูดคำจาของนางจึงค่อนข้างถ่อมตนเล็กน้อย อีกอย่างหลี่ถงผู้นี้ก็มีอายุมากกว่านางตั้งห้าหนาว
“เช่นนั้นพวกเราก็รีบไปกันเถิด เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า” หลี่ถงรีบเดินนำอวี้เจินไปยังสถานที่ลับตาคน บริเวณตรงนี้เขามักใช้แอบหนีออกนอกจวนบ่อยครั้ง ทว่ากำแพงค่อนข้างสูงมากทีเดียว หลี่ถงเอ่ยว่า “เพียงเ้าผ่านพ้นกำแพงนี้ไปได้ เ้าก็จะเป็อิสระแล้ว”
อวี้เจินพยักหน้ารับ จากนั้นจึงหยิบผ้าคลุมหน้าสีดำออกมาจัดการมัดรอบใบหน้า เหลือไว้เพียงดวงตาเท่านั้น แน่นอนว่าเื่นี้นางวางแผนมาก่อนแล้ว จะมีผู้ใดไม่ปิดบังใบหน้าก่อนหลบหนีบ้าง จริงหรือไม่?
“เ้าช่างรอบคอบจริงๆ” หลี่ถงอดเอ่ยชื่นชมไม่ได้ จากนั้นจึงย่อตัวลงเพื่อให้อวี้เจินสามารถเหยียบแผ่นหลังของเขาปีนขึ้นไปบนกำแพง อวี้เจินลังเลเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดนางก็ใช้แผ่นหลังของหลี่ถงเป็บันไดปีนขึ้นไปบนกำแพงสูง
หลังจากขึ้นมาอยู่บนกำแพงได้สำเร็จ อวี้เจินจึงเอ่ยขอบคุณหลี่ถงอยู่สองสามคำ จากนั้นจึงเอ่ยอีกประโยคที่ทำให้หลี่ถงต้องชะงักค้าง “พี่ชาย ท่านเป็เพียงบุตรชายของพ่อบ้านท้ายจวนจริงๆ หรือ”
อวี้เจินรู้ดีว่าหลี่ถงหาใช่บุตรชายของพ่อบ้านท้ายจวนสกุลหยาง ฐานะที่แท้จริงของเขาคือองค์ชายใหญ่ ‘มู่หรงจวินฉือ’ มารดาคือหลินกุ้ยเฟย แต่อวี้เจินก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเขาถึงกลายมาเป็บ่าวชายท้ายจวนของสกุลหยางได้
เนื้อหาในนิยายเท่าที่อวี้เจินจำได้คือองค์ชายใหญ่ได้ช่วยเหลือพระเอกที่ตอนนั้นเป็เพียงผู้ช่วยผู้ตรวจการให้ขึ้นสู่ตำแหน่งเสนาบดี หลังจากที่พระเอกได้ตำแหน่งนั้น องค์ชายใหญ่ก็สามารถ่ชิงตำแหน่งรัชทายาทจากน้องชายได้สำเร็จ เมื่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสิ้นพระชนม์ องค์ชายใหญ่ก็ขึ้นเป็ฮ่องเต้คนต่อไปของแคว้นต้าฉิน ส่วนเนื้อหาก่อนหน้านี้ อวี้เจินก็ไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีหลี่ถงคงจะมีเหตุผลบางประการที่ทำให้เขาต้องมาเป็บ่าวชายท้ายจวนสกุลหยาง
แต่อย่างไรก็ช่างเถิด หากภายภาคหน้าบุรุษผู้นี้ได้ขึ้นเป็ใหญ่ อย่างน้อยตอนนี้นางก็ควรจะผูกมิตรกับเขาไว้ดีที่สุด
หลี่ถงชะงักค้างกับคำพูดของอวี้เจินอยู่ชั่วครู่ เื่ที่นางเอ่ยถามก็ใช่ว่าเขาไม่เคยสงสัย ทว่ายามนี้เขาไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเขาเป็ใครมาจากไหน แล้วบิดาที่เลี้ยงดูเขามาใช่บิดาที่แท้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่หลี่ถงสงสัยมากที่สุดก็คือ...เหตุใดอวี้เจินถึงได้ถามเขาเช่นนี้ หรือว่านางรู้อะไรมา?
ทว่าหลี่ถงยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามอวี้เจินถึงเื่ที่เขาสงสัย ร่างบอบบางของนางก็ะโลงจากกำแพงออกนอกจวนสกุลหยางไปเสียแล้ว
“เ้ากำลังทำอะไร!”
ขณะที่อวี้เจินกำลังปัดป่ายเศษใบไม้ออกจากกระโปรง เสียงทุ้มสายหนึ่งก็ดังขึ้นทางด้านหลัง นางหันไปมองจึงพบว่าเป็ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง อวี้เจินไม่ได้สนใจเขามากนัก บางทีอาจจะเป็คุณชายจวนใดจวนหนึ่งที่มาร่วมงานเลี้ยงก็ได้ นางรีบเก็บห่อผ้าของตนขึ้นมาก่อนจะเดินผ่านชายหนุ่มผู้นั้นไป ทว่านางเดินได้เพียงสามก้าว เขาก็คว้าแขนของนางเอาไว้
“บอกข้ามา ว่าเ้ากำลังทำอะไร!”
“ท่านอย่าสนใจข้าเลย ข้าจะทำอันใดมันก็หาใช่เื่ของท่าน ทางที่ดีพวกเราควรแยกทางกันตรงนี้จะดีกว่า” ถึงแม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะรูปงามพอๆ กับหยางเฉิง ทว่าอวี้เจินก็หาได้สนใจมากนัก ยามนี้นางต้องรีบหนีไปจากจวนสกุลหยางให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีคนมาพบเข้า ดังนั้นนางจึงสะบัดแขนเล็กออกจากการเกาะกุมของเขา ทว่าชายหนุ่มผู้นั้นกลับคว้าแขนของนางเอาไว้เป็ครั้งที่สอง จากนั้นก็ถือวิสาสะคว้าห่อผ้าของนางมาเปิดดู อวี้เจินโมโหมาก นางะโใส่หน้าชายหนุ่มผู้นั้นเสียงดัง “ไร้มารยาท!”
เมื่อเปิดดูห่อผ้าของหญิงสาวตรงหน้า ชายหนุ่มผู้นั้นก็พบว่าในห่อผ้าของนางมีตั๋วเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งตั๋วเงินเ่าั้ประทับตราของจวนสกุลหยางเอาไว้ หนำซ้ำนางยังปิดบังดวงหน้าอย่างมิดชิด หากจะให้เขาคาดเดา หญิงสาวตรงหน้าต้องเป็โจรที่มาขโมยของอย่างแน่นอน ชายหนุ่มผู้นั้นจึงเอ่ยว่า “เ้ากับข้าคงไม่สามารถแยกทางกันได้เสียแล้ว เพราะเ้ากำลังขโมยเงินของจวนสกุลหยางไป”