- 1 -
ประวัติศาสตร์ สำหรับหลายคนนั้นมันคือหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือจืดชืดและตัวเลขปีคริสต์ศักราชที่ชวนให้ง่วงหงาวหาวนอน แต่สำหรับ "สีดา" นักศึกษาโลกส่วนตัวสูงชั้นปีที่สอง คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาจีน ประวัติศาสตร์คือเื่ราวที่มีลมหายใจและเป็หลักฐานชั้นดีที่แสดงถึงรากฐานของภาษา และจิติญญาของอารยธรรมที่สืบทอดมานานนับพันปี
ด้วยความหลงใหลในอารยธรรมแดนั ประกอบกับทักษะภาษาจีนที่อยู่ในระดับ HSK 5 ที่เพิ่งสอบผ่านมาหมาดๆ ทริปแบ็คแพ็คตะลุยเดี่ยวประเทศจีนใน่ปิดเทอมหน้าร้อนจึงเริ่มต้นขึ้น จุดหมายปลายทางของเธอในวันนี้ไม่ใช่กำแพงเมืองจีนที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลักพัน หรือมหานครเซี่ยงไฮ้ที่เจริญหูเจริญตา แต่เป็ พิพิธภัณฑ์เมืองลั่วหยาง ในมณฑลเหอหนาน อดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ที่เคยเป็ศูนย์กลางของแผ่นดินจีนมาหลายราชวงศ์
อากาศเดือนกรกฎาคมภายนอกร้อนระอุจนแทบหลอมละลายไปในอากาศ อุณหภูมิพุ่งทะลุ 38 องศาเซลเซียส แต่ทว่าภายในโถงจัดแสดงกลับเย็นเฉียบและเงียบสงบ สีดากระชับสายกระเป๋าเป้ใบเก่งที่บรรจุของใช้จำเป็สำหรับการเดินทางคนเดียว เธอเดินทอดน่องผ่านโบราณวัตถุชิ้นแล้วชิ้นเล่า เครื่องปั้นดินเผาสามสีในสมัยราชวงศ์ถัง เครื่องสำริดสมัยราชวงศ์โจว จนกระทั่งสองเท้าของเธอมาหยุดชะงักอยู่ที่หน้าตู้กระจกบานใหญ่บานหนึ่งในโซนจัดแสดง
‘ยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก’
ภายในนั้นไม่ได้จัดวางเครื่องประดับวิจิตรตระการตา หรือหยกแกะสลักล้ำค่า แต่กลับมีเพียงชิ้นส่วนโลหะที่เต็มไปด้วยสนิมเขรอะขระ รูปทรงคล้ายใบมีดเสี้ยวพระจันทร์ที่ติดอยู่กับแกนหอก ป้ายอธิบายด้านล่างเขียนอธิบายไว้สั้นๆว่า
'ชิ้นส่วนปลายทวนง้าว (戟) สันนิษฐานว่าเป็อาวุธของขุนศึกชั้นสูงในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ราวๆ ค.ศ. 189 - 190) ยุคสมัยแห่งความวุ่นวายก่อนเปิดม่านวรรณกรรมสามก๊ก'
ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มจ้องมองไปยังเศษเหล็กนั้นราวกับต้องมนต์สะกด ในหัวของเธอปรากฏภาพหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยท่องจำเพื่อเตรียมสอบเมื่อตอนปลายภาคเรียน
ฮั่นหลิงตี้ต
สิบขันทีเรืองอำนาจ
ตั๋งโต๊ะฉวยโอกาสยกทัพเข้าควบคุมเมืองหลวง
ปลดหองจูเปียน
ตั้งหองจูเหียบขึ้นเป็พระเ้าเหี้ยนเต้
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกลียุคที่นำไปสู่ายาวนานนับร้อยปี
"ค.ศ. 190 ปีที่พันธมิตรกวนตงรวมกำลังกันปราบตั๋งโต๊ะสินะ" หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ ราวกับพยายามจะััร่องรอยของกาลเวลาที่ซ่อนอยู่ในสนิมเหล็ก
ติ๋ง...
เสียงคล้ายกับหยดน้ำกระทบลงบนผิวน้ำดังขึ้นในโสตประสาท สีดากะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับการมองเห็นเมื่อแสงไฟในพิพิธภัณฑ์เริ่มกะพริบติดๆดับๆอย่างผิดจังหวะ ทันใดนั้น ชิ้นส่วนปลายทวนในตู้กระจกกลับเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับเหล็กที่ถูกเผาไฟในเตาหลอม กลิ่นสนิมแปรเปลี่ยนเป็กลิ่นคละคลุ้งคาวเืและเหม็นไหม้ที่ลอยเตะจมูกอย่างรุนแรง
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ระบบไฟรวนเหรอ!?" สีดาผงะถอยหลังออกมาด้วยความกลัว หญิงสาวพยายามจะหันไปเรียกเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ในโซนประชาสัมพันธ์ด้านหน้า แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วหนัก พื้นกระเบื้องหินอ่อนขัดมันใต้ฝ่าเท้าเริ่มสลายกลายเป็ความว่างเปล่า โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับอยู่ในภาวะสูญญากาศ วิสัยทัศน์ตรงหน้าถูกบิดเบี้ยวจนน่าคลื่นไส้ ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปพร้อมกับเสียงกู่ร้องคำรามของกองทหารนับหมื่นที่ดังก้องกังวานมาจากที่ไกลแสนไกล
ร้อน
ร้อนชะมัด
นั่นคือความรู้สึกแรกเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาอย่างช้าๆ
มันร้อนอะไรขนาดนี้ล่ะเนี่ย แทบจะสุกจนกลายเป็เบคอนได้แล้วนะ
สีดาพึมพำอยู่ในใจพลางสำลักอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันหนาจนมองทัศนียภาพข้างหน้าไม่เห็น ก่อนเบิกตากว้างและพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำของพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป
ภาพเบื้องหน้าคือเมืองโบราณขนาดมหึมาที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีชาดกลืนกิน กำแพงดินอัดสูงตระหง่านค่อยๆพังทลายลงมา ท้องฟ้าที่ควรจะเป็สีครามสะอาด กลับถูกบดบังไปด้วยกลุ่มควันดำทะมึนบดบังแสงตะวันจนบรรยากาศขมุกขมัวคล้ายยามพลบค่ำทั้งที่น่าจะเป็เวลาเที่ยงวันแท้ๆ ตำหนักไม้สถาปัตยกรรมยุคฮั่นที่เคยวิจิตรงดงามกำลังถล่มลงมาท่ามกลางทะเลเพลิงโหมกระหน่ำ เสียงร้องไห้ระงมของชาวบ้านดังระคนไปกับเสียงควบม้า เสียงด่าทอ และเสียงกระทบกันของคมหอกคมดาบที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย
นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย?
จำได้ว่าเมื่อกี้เราอยู่ในพิพิธภัณฑ์นะ
เราหลับในเหรอ? ก็ไม่น่าใช่หรอก เมื่อคืนนอนหลับเต็มอิ่มขนาดนั้น
เอ๊ะ หรือว่ากำลังฝันอยู่จริงๆวะสีดา?
หญิงสาวพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ััสากระคายของพื้นดินที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและเศษกระเบื้องแตกทำให้เธอรับรู้ได้ว่าภาพเหล่านี้ไม่ใช่ความฝัน ความเ็ปจากแผลถลอกที่ฝ่ามือนั้นเป็ของจริง กลิ่นคาวเืที่ลอยคละคลุ้งจนชวนอาเจียนนี่ก็ของจริง!
"หลบไป! พวกฏมันอยู่ทางนั้น! ฆ่าพวกที่ขัดขืนให้หมด!" เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นไม่ไกล ภาษาที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ภาษาจีนกลางยุคปัจจุบัน แต่กลับเป็ภาษาจีนโบราณที่มีโครงสร้างเสียงและวรรณยุกต์แปร่งหู คล้ายคลึงกับภาษาถิ่นในแถบส่านซีผสมกับภาษาจีนยุคกลาง แต่ด้วยพื้นฐานความรู้ทางนิรุกติศาสตร์และวรรณคดีจีนที่เรียนมาอย่างหนักหน่วง ผนวกกับดูซีรี่ย์จีนจนจำบทพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้สมองของสีดาทำการถอดรหัสและจับใจความได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
สีดารีบตะเกียกตะกายพาร่างตัวเองไปหลบอยู่หลังซากรถม้าที่พังยับเยินอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาจากอกให้ได้ ดวงตาสั่นระริกลอบมองลอดช่องว่างของล้อรถม้าออกไปเห็นทหารนับร้อยนายในชุดเกราะหนังและเกราะเกล็ดปลาแบบโบราณกำลังวิ่งพล่าน พวกเขาถือคบเพลิงจุดไฟเผาบ้านเรือน ข่มขืนสตรี และแย่งชิงทรัพย์สมบัติอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน
อยากได้เงินทำไมไม่เอาแค่เงินไปวะ คนเหมือนกัน ยังทำร้ายกันได้ลงคอ
"ท่านแม่ทัพ! ใต้เท้าตั๋งโต๊ะมีคำสั่งให้กวาดต้อนผู้คน ขุดหลุมศพกษัตริย์องค์ก่อนเพื่อริบสมบัติและเผาเมืองลั่วหยางทิ้งให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือทรัพยากรตกถึงมือพวกพันธมิตรกวนตงของอ้วนเสี้ยวเด็ดขาดขอรับ!" ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานชายสวมเกราะบนหลังม้า
ตั๋งโต๊ะ?
เผาเมืองลั่วหยาง?
อ้วนเสี้ยว?
ดวงตาของนักศึกษาประวัติศาสตร์เบิกกว้างจนแทบถลน ข้อมูลในสมองแล่นปรู๊ดราวกับถูกดาวน์โหลดแบบ 5G
นี่มันคือเหตุการณ์ใน ค.ศ. 190 จริงๆ!
ตั๋งโต๊ะ จอมเผด็จการผู้กุมอำนาจราชสำนักฮั่น ถูกกองทัพพันธมิตร 18 หัวเมืองกดดันอย่างหนัก จึงตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือเผาราชธานีลั่วหยางทิ้ง แล้วบีบบังคับให้พระเ้าเหี้ยนเต้ ขุนนาง และชาวเมืองนับล้านคนอพยพย้ายเมืองหลวงไปยังฉางอาน (ซีอานในปัจจุบัน) ที่มีปราการธรรมชาติหนาแน่นกว่า
นี่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในนรกบนดินจริงเหรอ!
ยุคที่ชีวิตคนมีค่าไม่ต่างจากผักปลาเนี่ยนะ??
ก่อนที่สีดาจะได้ประมวลผลหรือสติแตกไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าม้าที่หนักหน่วงและรวดเร็วราวกับอสนีบาตก็ดังใกล้เข้ามา พื้นดินะเืเลื่อนลั่นจนหญิงสาวที่กำลังนั่งสั่นด้วยความกลัวรู้สึกถึงได้ เงาดำขนาดใหญ่ทาบทับลงมาเหนือร่างของเธอที่ซุกซ่อนอยู่หลังซากรถม้า
แกรก...
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเหนือหัว สีดาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างเชื่องช้า และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น
เบื้องหน้าของเธอคืออาชาไนยสีแดงเพลิงที่สูงใหญ่กว่าม้าทหารทั่วไป ขนมันปลาบสะท้อนแสงไฟราวกับถูกอาบด้วยโลหิตของศัตรู มันพ่นลมหายใจฟืดฟาดออกมาเป็ไอความร้อน และบนหลังของ 'ม้าเซ็กเธาว์' ตัวนั้น คือบุรุษผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำราวกับเทพพยัคฆ์จุติลงมาเกิด
ชายหนุ่มสวมเกราะเกล็ดโลหะสีนิลขลิบทองที่ดูน่าเกรงขามและผ่านการกรำศึกมาอย่างโชกโชน ศีรษะสวมหมวกเกราะประดับพู่หางไก่ฟ้าสีแดงสด ใบหน้าของเขาคมคายหล่อเหลา ทว่ากลับดุดัน เ็า และไร้ซึ่งความปรานี สันกรามคมกริบ คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือั์ตาสีรัตติกาลที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่ขวางหน้าได้ทันที
ในมือขวาของชายหนุ่มนั้นกุมอาวุธที่สีดาเพิ่งเห็นในพิพิธภัณฑ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ทว่ามันไม่ใช่เศษเหล็กขึ้นสนิม แต่มันคือทวนง้าวเล่มยาวที่มีใบมีดรูปจันทร์เสี้ยวส่องประกายคมปลาบ ทวนฟางเทียนฮั่วจีอันเลื่องชื่อนั่นเอง!
ปลายทวนที่ยังคงมีหยาดเืสีแดงสดหยดแหมะลงกับพื้นชี้ตรงมาที่ลำคอเรียวเล็กของหญิงสาวที่ห่างเพียงไม่กี่คืบ ไอเย็นเยียบจากโลหะปะทะเข้ากับิัจนสีดาขนลุกซู่
"เ้าเป็ใคร? ไส้ศึกของพวกฏกวนตงงั้นรึ!" น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจเอ่ยถาม รังสีคุกคามที่แผ่ออกมาจากร่างสูงทำให้สีดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดจนหายใจไม่ออก
"เฟิ่งเซียน! อย่ามัวเสียเวลากับสตรีชาวบ้านเลย ทัพหน้าของซุนเกี๋ยนกำลังตีฝ่าเข้ามาทางประตูด้านใต้แล้ว รีบไปคุ้มกันรถม้าของใต้เท้าตั๋งโต๊ะเร็วเข้า!!" ทหารม้าอีกนายควบม้าเข้ามาใกล้พลางะโเรียกชื่อรองของเขาด้วยความร้อนรน
เฟิ่งเซียน
ซุนเกี๋ยน
ตั๋งโต๊ะ
สีดารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางแสกหน้า คำตอบปรากฏชัดเจนในใจโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหรือตำราประวัติศาสตร์เล่มใด บุรุษเบื้องหน้าผู้ม้าเซ็กเธาว์ กวาดแกว่งทวนฟางเทียนฮั่วจี และเป็บุตรธรรมผู้อาจหาญที่สุดของจอมเผด็จการตั๋งโต๊ะ มีเพียงคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน
เทพเ้าแห่งา
ลิโป้
"ข้าถามว่าเ้าเป็ใคร!" ลิโป้ตวาดซ้ำ ปลายทวนขยับเข้ามาใกล้จนัักับิัที่ลำคอของสีดา เบาบางแต่วาบหวามไปด้วยความตาย
"การแต่งกายก็ประหลาดยิ่งนัก หากไม่ตอบ ข้าจะบั่นคอเ้าเดี๋ยวนี้"
สมองของนักศึกษาวัยยี่สิบปีทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่สัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์จะอำนวย หากเธอตอบผิดเพียงคำเดียวหรือพูดภาษาปัจจุบันออกไป หัวของเธอคงได้หลุดจากบ่าไปกลิ้งหลุนๆอยู่กลางซากเมืองลั่วหยางแน่ๆ เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ขายาวสีเข้ม และกระเป๋าเป้ใบโตด้านหลังของเธอ มันดูพิลึกพิลั่นเกินกว่าจะเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาในยุคราชวงศ์ฮั่นจริงๆนั่นแหละ
เอาไงดีวะเรา!!
"ขะ ข้าน้อยไม่ใช่ไส้ศึกของฏกวนตงเ้าค่ะ!" สีดาละล่ำละลักตอบด้วยภาษาจีนโบราณที่พยายามปรับไวยากรณ์และรูปประโยคให้ถูกต้องตามหลักภาษาในยุคฮั่นมากที่สุด สองมือยกขึ้นเหนือหัวในท่าจำนนอย่างรวดเร็ว
"ข้าน้อยเป็เพียง เอ่อ.. บัณฑิตพเนจรจากแดนใต้! มาจากดินแดนห่างไกลอันโพ้นทะเลโน่นนนน เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงเพื่อศึกษาหาความรู้ ไม่รู้เื่รู้ราวการศึกอันใดเลยเ้าค่ะ!"
ลิโป้หรี่ตาลง คมทวนในมือยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง สายตาคมกริบกวาดมองสตรีตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า
"บัณฑิตพเนจร? สตรีเนี่ยนะ? แถมมาจากแดนใต้ด้วยเสื้อผ้าวิปลาสเช่นนี้น่ะรึ? แล้วห่อผ้าประหลาดบนหลังเ้านั่นซุกซ่อนอาวุธใดเอาไว้!"
"มะ ไม่มีอาวุธเ้าค่ะ! มีแต่ตำราและของใช้ประทังชีวิตจากบ้านเกิด ข้าน้อยเป็ชนเผ่าโพ้นทะเล เสื้อผ้าจึงดูแปลกตาไปบ้าง ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วยเถิด!" สีดาหลับตาปี๋ ก้มหัวปลกๆจนหน้าผากแทบจรดพื้นดินที่เต็มไปด้วยเขม่าดินปืน
เอาวะ แถว่าเป็คนป่าคนดอยเผ่าแปลกๆจากแดนใต้ไปก่อน ยุคนี้การคมนาคมไม่เจริญ คนต่างแคว้นต่างเผ่าหน้าตาแปลกๆก็มีเยอะแยะ เขาคงไม่มานั่งถามหาพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชนหรอกมั้ง
บุรุษบนหลังม้าจ้องมองสตรีประหลาดที่นั่งหมอบสั่นงันงกอยู่แทบเท้า ท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดและสองมือที่ขาวผ่องไร้รอยด้านจากการจับอาวุธ บ่งบอกว่านางไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์หรือภัยคุกคาม ประกอบกับเสียงะเิจากการเผาทำลายจวนของขุนนางเก่าที่ดังแว่วเข้ามาเรื่อยๆ ผสมกับเสียงกลองศึกที่ประตูด้านใต้ เตือนให้รู้ว่าเขามีหน้าที่สำคัญกว่ามานั่งรีดเค้นสตรีสติฟั่นเฟือนผู้นี้
"ไร้ค่า เสียเวลา" ลิโป้แค่นเสียงในลำคออย่างเหยียดหยาม ก่อนจะตวัดทวนฟางเทียนฮั่วจีกลับไปพาดไว้ข้างอานม้าอย่างแคล่วคล่องและสง่างาม
"พวกเ้าจับตัวนางไปรวมกับพวกขุนนางและบัณฑิตที่ถูกกวาดต้อน ใต้เท้าเซี่ยงกั๋ว้าผู้มีความรู้ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ฉางอาน หากนางเป็บัณฑิตจริงก็คงมีประโยชน์อยู่บ้าง หากโกหก ก็ปล่อยให้มันอดตายระหว่างทางซะ!"
"รับบัญชาท่านแม่ทัพ!" ทหารเลวสองนายที่เดินตามหลังมาวิ่งกรูกันเข้ามาคว้าแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวพลางกระชากให้ลุกขึ้นอย่างไม่ออมแรง
"โอ๊ย เบาๆหน่อยสิพี่ชาย แขนกูจะหลุดแล้วค่า!" สีดานิ่วหน้าด้วยความเ็ป หลุดปากบ่นเป็ภาษาไทยออกมาคำหนึ่งก่อนจะรีบหุบปากฉับและยอมเดินตามแรงฉุดกระชากไปแต่โดยดี เพราะหากขืนโวยวายตอนนี้มีหวังโดนดาบฟันไส้ไหลก่อนได้ไปถึงฉางอานแน่
ก่อนที่จะถูกลากตัวไปรวมกับกลุ่มเชลย สีดาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองบุรุษผู้สั่งการอีกครั้ง
ลิโป้ไม่ได้สนใจสตรีแปลกหน้าอีกต่อไป เขากระตุกบังเหียนม้าอย่างแรง อาชาไนยสีชาดชูสองขาหน้าขึ้นกู่ร้องคำรามดังกึกก้องก่อนจะควบทะยานฝ่าม่านควันไฟออกไปราวกับมัจจุราชที่กำลังออกเริงระบำในนรกภูมิ แผ่นหลังที่ตั้งตรงและผ้าคลุมสีแดงที่โบกสะบัดของเขาสลักลึกลงไปในความทรงจำของเธอ
นี่น่ะหรือ ลิโป้ เทพเ้าแห่งา
ขุนศึกผู้ไร้พ่าย ตัวจริงเสียงจริง
ไม่ใช่ AI
ไม่ใช่ภาพ Fanart บนอินเทอร์เน็ต
และไม่ได้มีหน้าตาเหมือนงิ้วในละครโทรทัศน์
ความรู้สึกตื่นเต้นในฐานะเนิร์ดประวัติศาสตร์ ปะทะเข้ากับความหวาดกลัวสุดขีดในฐานะมนุษย์ธรรมดา หญิงสาวถูกผลักให้เข้าไปรวมกลุ่มกับขบวนชาวบ้านและเหล่าขุนนางที่สวมชุดยาวรุ่มร่ามกำลังร้องไห้คร่ำครวญ ทุกคนต่างมีสภาพหวาดผวาและสิ้นหวัง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญของเด็กและคนชราที่ถูกทหารใช้แส้เฆี่ยนตีให้เร่งฝีเท้าอย่างเ็ป
เสียงล้อเกวียนที่บรรทุกทรัพย์สมบัติจากการปล้นสะดมและขุดสุสานหลวง บดทับลงไปบนถนนหินหลงเหลือเพียงรอยทางแห่งความพินาศ เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนสะท้อนผืนแผ่นฟ้าลั่วหยางจนกลายเป็สีเื
มหานครที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในแผ่นดินกำลังจะกลายเป็เพียงเถ้าถ่าน
สีดายกมือขึ้นปาดเหงื่อและเขม่าควันที่เปื้อนแก้ม เธอกระชับสายกระเป๋าเป้ที่หลังไว้แน่น ภายในนั้นมีพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ สมาร์ทโฟนที่ไร้สัญญาณใดๆ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วย กระติกน้ำเก็บความเย็น ยาพาราเซตามอล พลาสเตอร์ปิดแผล และหนังสือคู่มือเตรียมสอบ HSK เล่มหนาเตอะ
นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เธอมีในโลกยุคเกือบสองพันปีก่อนคริสตกาล
ไม่มีอินเทอร์เน็ต
ไม่มีตำรวจให้แจ้งความ
ไม่มีสถานทูตไทยให้ขอความช่วยเหลือ
และที่สำคัญ
ไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตรอดไปถึงพรุ่งนี้เช้ามั้ย
"เอาล่ะอีสีดา เลิกสติแตก หายใจเข้าลึกๆแล้วยอมรับความจริงซะว่ามึงไม่ได้ฝันไป ไม่ได้อยู่ในเื่บุพเพสันนิวาส นี่มันการเดินทางสู่ยมโลกชัดๆ" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงสั่นพร่า พยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า ขณะก้าวเท้าเดินตามขบวนอพยพที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาท่ามกลางฝุ่นควัน
"แกหลุดเข้ามาในยุคสามก๊กแล้วจริงๆ แถมยังต้องเดินเท้าไปฉางอานพร้อมกับกองทัพสุดโฉดของตั๋งโต๊ะและลิโป้อีก"
การแบ็คแพ็คเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเธอ มันจะฮาร์ดคอร์เกินไปแล้วโว้ย!