พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 10 สู้!

    จุดสูงสุดของหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ก็คือบนยอดเขาของภูเขาน้ำตกสวรรค์ แสงตะวันแห่งยามรุ่งสางค่อยๆลอยขึ้นมาช้าๆ แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านภูเขา พื้นดินบนยอดเขาปกคลุมไปด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม บนก้อนหินก้อนใหญ่นั่งไว้ด้วยเด็กหนุ่มอายุราวๆสิบหกที่กำลังนั่งสัปหงก สายลมพัดผ่านเบาๆ ปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น เด็กหนุ่มห้าวออกมาคำหนึ่งก่อนยืนขึ้นบิดตัว“ท่านมาช้า” เด็กหนุ่มขยี้ตาพลางหันไปบอกคนแปลกหน้าที่เพิ่งขึ้นมาบนยอดเขาคนแปลกหน้าที่พึ่งเป็นขึ้นมาเป็นบุรุษคนหนึ่ง นอกจากหน้าตาหล่อที่ยากจะคาดซึ่งอายุแล้ว สิ่งที่เด่นสะดุดตาก็คือเรือนผมสีม่วงเข้ม“.......................” บุรุษผมสีม่วงไม่ได้ตอบอะไร“ถึงอย่างงั้น ข้าพเจ้าก็คาดเดาไม่ผิดจริงๆ ท่านสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของข้าพเจ้าได้ อา พวกเขาเรียกว่าอะไรน้า? อืม ใช่ศาสตร์แห่งการทำนายใช่หรือไม่?” เด็กหนุ่มถามยิ้มๆให้กับบุรุษตรงหน้า“เจ้าขึ้นมาที่นี่ เพื่อรนหาที่ตายด้วยตนเองหรือ?” ในที่สุดบุรุษจากอดีตกาลก็เอ่ยปาก“ทำไมท่านคิดว่าข้าพเจ้าจะต้องตาย? ไม่แน่มันอาจจะเป็นท่านก็ได้” รอยยิ้มค่อยๆปรากฏบนใบหน้าของบุรุษ มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แห่งความสุขเฉกเช่นทั่วไป หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้พบเห็นคล้ายตกอยู่ในห้วงหลุมลึกดำมืดอันเย็นเฉียบ“ข้าเจ้าไม่เข้าใจ ด้วยพรสวรรค์ของท่าน ศักยภาพของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นท่านในตอนนั้น มันน่าจะเพียงพอที่จะทำให้ท่านขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดได้ไม่มีปัญหา ทำไมท่านถึงได้ดื้อดึงอยากได้ บ่อน้ำร้อนเก่าๆนั้นกัน?”“หากเจ้ากังวลเรื่องผู้ติดตามของข้าละก็ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ได้นำพวกมันมาด้วย ข้าส่งพวกมันไปที่นั้นแล้ว” บุรุษผมม่วงชี้ไปที่ทิศทางหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์“................”“ป่านนี้พวกมันคงกวาดล้างคนในหมู่บ้านไปหมดสิ้นแล้ว”เด็กหนุ่มส่ายศีรษะหัวเราะเบาๆ “ท่านดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว ตงฟางเทียน” ตงฟางเว่ยเมิ่งกล่าว ร่างทั้งสองหันมาเผชิญหน้ากัน การต่อสู้ของอัจริยะที่ต่างยุคสมัยกันเริ่มขึ้นแล้ว..“งั้นพวกเราแยกย้ายกันตรงนี้” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเกินมนุษย์ กล่าวกับอีกสามร่างข้างๆชายวัยกลางคนที่ดูคล้ายพยัคฆ์ไม่แม้แต่จะหันหน้ามาตอบรับมันเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มหัวเราะ “พยัคฆ์คลั่งอย่างไรก็เป็นพยัคฆ์คลั่งอย่างงั้นจริงๆ แล้วชิงชิงกับท่านแม่เฒ่าเล่าจะเอาเช่นไร?” ชายหนุ่มหันไปถามเด็กหญิงกับหญิงชรา“ขะ ข้า จะ อะ แอบเข้าไป” เด็กหญิงดวงตาสีขาวตอบกระตุกกระตัก“ข้าก็เช่นกัน” หญิงชราผิวซีดเอ่ย“โอ้ งั้นพวกเราทั้งสามก็แอบเข้าไปเงียบแล้วให้พยัคฆ์คลั่งรับหน้าดึงดูดความสนใจไปก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มแย้มก่อนร่างทั้งสามจะหายไป พยัคฆ์คลั่งหยุดการเดินอยู่ที่หน้าประตูหมู่บ้าน สายตาอำมหิตดุดดั่งอสูรร้ายมองไปที่คนๆหนึ่งที่กำลังขว้างมันกับประตู บุคคลตรงหน้ามันคือชายชราที่รูปร่างสูงใหญ่ แม้จะดูมีอายุแต่ก็ดูแข็งแรงราวกับชายฉกรรจ์ เช่นกัน เส้นผมและหนวดเคราต่างเป็นสีเทา เส้นผมยาวหนาถูกมัดรวบเป็นจุก หากใช้มาตรฐานของตงฟางเสวี่ยฟางเป็นตัวพรรณนาละก็ บุคคลตรงหน้าก็คือ ‘ฮิปสเตอร์รุ่นลุงผู้ไม่ยอมแก่ตัวตามวัยนั้นเอง’“ฟางต้าหลง......มังกรแห่งแคว้นฟง” พยัคฆ์คลั่งคำรามชื่อคนตรงหน้า “ผิดแล้วลูกแมวน้อย ตอนนี้ข้าเป็นแค่ ลุงฟงผู้เพาะพันธ์สมุนไพร่เท่านั้น” ลุงฟงยักไหลตอบ“กรรรร” พยัคฆ์คลั่งกระโจนเข้าหาลุงฟง กรงเล็บแหลมคมตะปบเข้าหาลุงฟง ลุงฟงร้องเหอะคำหนึ่ง กำหมัดขวาต่อยเข้าปะทะกับกรงเล็บ เสียงดังสนั่นลั่นราวฟ้าผ่าเมื่อการโจมตีทั้งสองเข้าถึงกัน ต้นไม้รอบๆสั่นสะเทือน ร่างทั้งสองชะงักทั้งคู่ นี่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกันพยัคฆ์คลั่งคล้ายไม่สบอารมณ์ที่อีกฝ่ายรับกระเล็บของตนได้ มันชักมือกลับในเสี้ยววิ นัยน์ตาเรืองโรจน์ด้วยความคลุ้มคลั่ง สองมือเรืองแสงสีทองทมิฬ พยัคฆ์คลั่งคำรามลั่น ใช่ออกด้วยท่า ‘สองเท้าพยัคฆ์ดับชีวิตเทพ’ สองมือตะปบครั้งนี้แตกต่างกับกระบวนท่าแรกอย่างมาก การโจมตีนี้พยัคฆ์มั่นใจมากต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเก้าหากหลบไม่พ้น ไม่ตายก็เจ็บหนัก ยิ่งครั้งนี้ใช้ออกในระยะปะชิดอีกฝ่ายต้องไม่สามารถหลบได้แน่ และก็เป็นอย่างที่มันคิดลุงฟงมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเมื่อเห็นกระบวนท่านี้ของคู่ต่อสู้ และเมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลบได้ ลุงฟงกัดฟันขยับแขนสองข้างเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าพิสดาร สองมือยกขึ้นป้องกันกรงเล็บทั้งสองที่พุ่งเข้ามา หนึ่งโจมตีหนึ่งป้องกันเข้าปะทะกัน โลหิตที่ทอนแขนลุงฟงสาดกระจายพร้อมๆกับร่างที่ถูกผลักดันถอยหลังไปหลายสิบก้าว‘บัดซบ สมกับเป็นหนึ่งในสี่ขุนพลของตงฟางเทียนจริงๆ วิชาแขนกระดองเต่าทมิฬของข้าสี่สิบปีไม่เคยได้แผลเลยแท้ๆ’ ลุงฟงทำหน้านิ่งแต่ลอบตกใจเงียบในใจแต่ที่ตกใจไม่ได้มีแค่ลุงฟงคนเดียว พยัคฆ์คลั่งมีสีหน้าเคร่งเครียดวิชาของมัน มันย่อมรู้ดีที่สุด สองกรงเล็บเมื่อครู่สามารถตัดเหล็กเพชรเข้าได้ด้วยซ้ำ แต่กับศัตรูตรงหน้ามันสามารถทำได้เพียงแค่กรีดแขนเข้าไปเท่านั้นไม่สามารถตัดทิ้งไปทั้งแขนทิ้งไปได้ลุงฟงเป่าปากสะบัดแขนที่อาบเลือดไปมา สายตาหันไปมองคู่ต่อสู้ที่สีหน้าเริ่มคลุ้มคลั่งกว่าเดิม“เอาละ ตาข้าบ้างละนะ เจ้าพยัคฆ์น้อย” ลุงฟงค่อยๆเดินไปหาพยัคฆ์คลั่ง
    “โฮ่ๆ ดูเหมือนว่าจะหายไปกันทั้งหมู่บ้านเลยนะ” ชายหนุ่มรูปงามราวปีศาจ พูดอย่างขบขัน มันลอบเข้ามาในหมู่บ้านได้ซักพักแล้วแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาคนซักคนเดียว ‘นึกว่าจะได้สูบเลือดอย่างอิ่มหนำสำราญซะอีก ดันต้องมาเล่นเกมแมวไล่จับหนูซะได้’ ชายหนุ่มคิดในใจ มันสัมผัสมาได้ซักพักแล้วว่ามีใครบ้างคนสะกดลอยตามตนเองอยู่ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่าคนที่สะกดรอยตามหายไป แต่ก็ยังเดินต่อไป ทว่าในจังหวะที่กำลังจะก้าวเท้า หนึ่งร่างจากด้านซ้ายกระบี่เย็นยะเยือกฟันเข้าทางลำคอ หนึ่งร่างจากด้านขวากระบี่ที่เรียบง่ายทว่ายากจะหลบเลี่ยงฟันช่วงลำตัว หนึ่งร่างจากด้านหลังกระบี่รวดเร็วที่สุดในทั้งบรรดาทั้งสามคนดูไปแล้วคล้ายกลับสายลมพุ่งทะลวงร่างของผู้บุกรุก ร่างทั้งหมดพุ่งออกมาพร้อมกัน การลอบโจมตีครั้งนี้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแม้เป็นยอดฝีมือระดับเก้าก็ต้องมีบาดเจ็บกันบ้างอย่างไรเป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช้แค่ยอดฝีมือระดับเก้าทั่วไป ชายหนุ่มผู้เคยรุ่งโรจน์ในอดีตแสยะยิ้ม ฝ่ามือสะบัดออกแต่ไม่ได้สะบัดออกไปทางผู้ลอบโจมตีทั้งสาม ชายหนุ่มสะบัดมือลงพื้น ทันทีที่ฝ่ามือกระแทกลง คล้ายมีพลังระเบิดออกมาจากพื้นดิน พื้นดินรอบๆชายหนุ่มระเบิดออกทำให้ร่างของทั้งสามกระเดนกันไปคนละทิศคนละทาง“พวกเจ้าอย่าพึ่งรีบตายละ ข้ายังไม่ทันได้ยินเสียงกรี้ดร้องของพวกเจ้าเลย” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มอำมหิตทันใดนั้นชายหนุ่มพลันรู้สึกเย็นวาบที่คอ ร่างของหญิงสาวผู้งดงามหากทว่าเย็นชาเข้ามาโดยที่มันไม่รู้ตัว นางฟันใช้กระบี่ฟันลำคอของมันโดยไม่ลังเล ที่น่าประหลาดโลหิตไม่ได้ไหลออกมาตามปกติ แต่บนบาดแผลค่อยๆปรากฏชั้นน้ำแข็งปกคลุม ชายหนุ่มรู้สึกความเย็นเฉียบแทรกซึมไปทุกอณูของร่างกาย และในที่สุดทั้งร่างขอมันก็กลายเป็นน้ำแข็งไปทั้งตัวหลี่เยว์เอ๋อร์กระอักเลือดออกมาคำโต เมื่อครู่ที่ถูกกระแทกไปนางฝืนใช้พลังต่อต้าน ถึงแม้ไม่กระเดนไปแต่ก็ต้องแลกด้วยอาการบาดเจ็บ “เยว์เอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” ตงฟางเฉียนที่กระเดนไปรีบวิ่งเข้ามาหา มันฉวยโอกาสจับแขนนาง และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง หลี่เยว์เอ๋อร์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นตงฟางเฉียนฉวยโอกาส นางสะบัดเบาๆให้หลุดจากมือของตงฟางเฉียนก่อนเอ่ยตอบ “ข้าไม่เป็นอะไร” ตงฟางเฉียนยิ้มแห้งๆก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ฝีมือของน้องเยว์เอ๋อร์ร้ายกาจยิ่งนัก เพียงเท่านี้เราก็ไม่กังวลเกี่ยวกับมันไปอีกสักพัก” มันพูดพลางมองไปที่ร่างที่ถูกแช่แข็งทว่าหลี่เยว์เอ๋อร์กลับเม้มปากส่ายหัว “ไม่ ข้าคิดว่าเคล็ดวิชา‘เหมันต์พลากวิญญาณ’คงถ่วงเวลามันไปได้แค่เพียงไม่กี่ก้านธูปเท่านั้น ข้าคิดว่าพวกเราควรต้องรีบหานำร่างไปที่ค่ายกลให้เร็วที่สุด” นางพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“พวกเจ้าถอยออกมา!!!” ตงฟางโม่หลางที่มาถึงตะโกนเตือนพวกเขา เมื่อเห็นว่าร่างที่ควรจะไร้สติในน้ำแข็งกลับแสยะยิ้มออกมา ไม่ทันที่พวกเขาจะตอบสนอง ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวปีศาจทลายชั้นน้ำแข็งออกมา มันชี้นิ้วไปทางตงฟางเฉียนกับตงฟางโม่หลาง ทั้งสองรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอก ร่างของทั้งสองกระเดนไปเหมือนว่าวที่ถูกตัดสายหลี่เยว์เอ๋อร์ไม่ทันที่จะได้หลบหนี มือข้างหนึ่งเข้าบีบคอนาง ร่างของถูกยกขึ้นสูงจากพื้นดิน“พวกเจ้าวางค่ายกลไว้จัดการข้างั้นรึ? น่าสนใจดี น่าเสียดายที่พวกเจ้าดูถูกข้าเกินไปวิชาของเจ้าอย่างที่สุดก็ผนึกข้าได้ไม่เกินห้าหกลมหายใจ เท่านั้น ฮาๆ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างชั่วร้าย“เอาเถิดเห็นแก่ใบหน้างามๆของเจ้า หากเจ้าตอบคำถามของข้าดีๆ ข้าจะปล่อยเจ้าไปก็แล้วกัน” ชายหนุ่มวางร่างหญิงสาวลงอย่างนุ่มนวลก่อนเอ่ยข้อเสนอเย้ายวนด้วยน้ำเสียงอันหน้าหลงใหลหญิงสาวตรงหน้าคล้ายโดนกับมนต์สะกด ดวงตาของนางค่อยๆเหม่อลอยราวกับไร้วิญญาณ ก้มหัวพยักหน้าลง“ดี คำถามแรก คนในหมู่บ้านไปที่ไหนกันหมด” “คนที่เหลือในหมู่บ้านอยู่ไหน?”“ทุกคนอยู่ที่สุสานของท่านปรมาจารย์รุ่นที่หก”“ทุกคนเลย? แล้วพวกยอดฝีมือในหมู่บ้านเหล่า?”“นอกจากพวกข้าแล้ว ก็มีลุงฟงที่อยู่หน้าประตูหมู่บ้าน สามผู้เฒ่าค่อยปกป้องสุสาน และเสวี่ยฟางที่ขอแยกตัวออกไป ยอดฝีมือที่เหลือต่างอยู่ที่ในสุสานเพื่อป้องกันในกรณีที่ทุกออย่าผิดพลาดจะได้พาทุกคนหลอหนีไปทัน” แววตาของหลี่เยว์เอ๋อร์ซึ่งไร้ชีวิตชีวา“หมายความว่ามียอดฝีมือแค่เจ็ดคนที่ออกมาต่อสู้กับพวกข้า?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ฟงต้าหลางเป็นยอดฝีมือที่ไม่ธรรมดา มันไม่แปลกใจหากอดีตคนนี้จะสมารถรับมือหนึ่งในพวกมันได้ แต่ที่มันไม่เข้าใจก็คือทำไมพวกมันถึงได้ส่งพวกรุ่นเยาว์พวกนี้มารับมือกับพวกตน การส่งพวกอัจฉริยะที่มีฝีมืออยู่ในระดับเจ็ดระดับแปดมารับต่อสู้กับพวกตนไม่ต่างกับมาตายเปล่า ในขณะที่มันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หญิงสาวตรงของมันก็ค่อยๆเริ่มได้สติขึ้นร่างกายของค่อยขัดขืนเบา“ไม่เลวได้สติจากวิชาเสียงสะกดใจของข้าได้ภายในไม่กี่ลมภายใจ น่าเสียดายหน้างามๆของเจ้าจริง” ชายหนุ่มยิ้มก่อนอ้าปากกว้าง กว้างเสียจนสามารถงับหัวของหลี่เยว์เอ๋อร์ได้ภายในครั้งเดียว หากมองเข้าไปในปากของชายหนุ่มในตอนนี้ก็จะได้ว่าในปากของมันเต็มไปด้วยฟันแหลมนับร้อยซี่ อย่างไรก็ตามก่อนที่มันจะได้งับอะไร กับมีบางอย่างถูกโยนมาทางมันเสียก่อน มันหันไปมองสิ่งที่ถูกโยนมา ดวงตาของมันเบิกโพรงด้วยความตกใจ“ชะ ชิงชิง!!?” เมื่อมันมองเห็นหัวของแมลงหน้าตาน่าเกลียดที่ถูกโยนมามันอดอุทานไม่ได้“ชิงชิง? อ่อ นั้นคือชื่อของไอ้แมลงที่ชอบถลกหนังมนุษย์มาส่วมสินะ?”“ประกาศนามมา!” ชายหนุ่มคำรามอย่างเกรี้ยวกาจ แต่อย่างไรมันก็ต้องหน้าถอดสีเมื่อเห็นคนที่เดินมา ไม่ใช่หวากกลัวในตัวบุคคลแต่เป็นสิ่งที่ตามหลังตัวบุคคลมา“ตงฟางเสวี่ยฟาง” หญิงสาวผู้งดงามในชุดสีแดงเพลิงเดินมาอย่างสบายๆ นางไม่เหมือนหลี่เยว์เอ๋อร์ที่สง่างามเย็นชา หรือ ตงฟางฮูหยินที่งดงามดังเทพเซียน แต่นางดูเหมือนกับจักรพรรดินีผู้หยิ่งผยอง สายตาของนางเลือบมองที่ชายหนุ่มเบื้องหน้าราวกับว่าเขาเป็นเพียงแค่เศษธุลี“เท่านี้เจ้าก็ได้อย่างสบายใจแล้วนะ” นางโบกมือไปมาสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนางคือ กิ้งก่ายักษ์เกล็ดสีแดงสดโดยที่ทั้งตัวของมันกำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิง “สัตว์วิเศษระดับราชา!!” สัตว์วิเศษไม่เหมือนกับมนุษย์ ขอบเขตถัดไปจากระดับเก้าของพวกมันไม่ใช้ระดับปรมาจารย์หากแต่เป็นระดับราชา! สัตว์วิเศษที่ก้าวมาสู่ขอบเขตนี้ได้ พวกมันก็จะกลายเป็น....ราชาในเผ่าพันธุ์ของพวกมัน!!!!หนี!! ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของชายหนุ่มทันที อย่างไรก็ตามยังไม่ทันทีมันจะก้าวขา กิ้งก่าเกล็ดเพลิงที่อยู่ข้างหลังตงฟางเสวี่ยฟางก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เปลวเพลิงพุ่งใส่ร่างชายหนุ่มโดยที่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ มันพยายามโคจรลมปราณป้องกันร่างแล้วแต่ก็ไม่มีผล ร่างของมันถูกเผาผลาญไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า“ฮึ หายไปแล้วสอง เหลืออีกสอง ชิ” นางพึมพำด้วยความหงุดหงิด ความจริงนางควรสังหารไปได้สามด้วยซ้ำหากหญิงชราน่าตายนั้น ไม่ใช้วิชาลับหลบหนีไปได้เสียก่อนตงฟางเสวี่ยฟางมองไปที่ยอดเขาน้ำตกสวรรค์ด้วยความเป็นกังวล ด้วยจริงแล้วนางอาสาไปสู้แทนเว่ยเมิ่งด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามน้องชายของกลับยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งจนนางได้แต่ยอมรับ“หากเจ้าเป็นอะไรไป ต่อให้ข้าต้องตามเจ้าลงนรกไป ข้าก็จะตามไปตีก้นเจ้าให้ลายให้ได้!” นางจ้องเขม็งไปที่ยอดเขา“เอาละ ตาข้าบ้างละนะ เจ้าพยัคฆ์น้อย” ลุงฟงค่อยๆเดินไปหาพยัคฆ์คลั่งพยัคฆ์คลั่งรู้สึกเหมือนถูกหยามมันขณะที่มันกำลังจะตอบโต้ ร่างของลุงฟงกลับพุ่งมาถึงตัวมันภายในอึดใจ “รับหมัดข้าดู” ลุงฟงชกหมัดขวา นี่คือหนึ่งในท่าประจำตัวของอดีตอ๋องแห่งแคว้นฟง หมัดมังกรฟ้า ไม่ทันที่พยัคฆ์คลั่งจะทันได้ตอบโต้ หมัดมังกรฟ้าเข้ากระแทกที่หน้าอกของมัน มันกระเดนลอยถอยหลังกระแทกต้นไม้ทะลุไปหลายต้น พยัคฆ์คลั่งกระอักโลหิตออกมาคำโต กระดูกช่วงหน้าอกของมันแตกยับเยิน สติของมันกำลังดับลงไป ช่วงวินาทีแห่งความเป็นตายพยัคฆ์คลั่งตักสินใจใช้วิชาลับ ถึงแม้วิชานี้จะทำให้สติของมันหายไปตลอดการมันก็ต้องยอม มันไม่ต้องการแพ้ให้กับใครอีกแล้ว..........ม่านตาของมันค่อยๆหดเล็กลง กล้ามเนื้อค่อยๆขยายออก เขี้ยวเล็บเองก็ดูเหมือนกำลังจะคมกริบกว่าเดิม ทว่าในขณะที่สติของมันกำลังจะหายไปนั้นเอง“ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ากำลังจะทำอะไร แต่ข้าคงจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำสำเร็จหรอก!” ร่างของลุงปรากฏขึ้นตรงหน้าร่างของพยัคฆ์คลั่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง ดวงตาของชายชราเปล่งประกายไปด้วยอำนาจ ฝ่ามือสีทองพุ่งไปที่ร่างพยัคฆ์คลั่งที่กำลังจะตอบโต้‘สิบแปดมังกรทองครองใต้หล้า!!’ฝ่ามือสิบแปดครั้งของลุงฟงฉีกกระชากร่างของพยัคฆ์คลั่งเป็นชิ้นๆ น่าแปลกในขณะที่ร่างของมันกำลังถูกทำลายเป็นชิ้นๆ ในดวงตาของมันปราศจากความคลุ้มคลั่งหรือความโกรธแค้น กลับมีเพียงความความโศกเศร้าและความรู้สึกผิด
    “ดูหมือนว่าข้าจะประเมินพวกมันต่ำไปสินะ” ตงฟางเทียนเลือบมองไปที่ทิศทางของหมู่บ้าน ก่อนหันกลับมามองเด็กหนุ่มที่กำลังพยายามลุกขึ้นมาในสภาพบาดแผลทั่วตัว“และข้าก็คงประเมินเข้าต่ำไปด้วยเช่นกัน” “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าจะทนได้แค่สองกระบวนท่า”“แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะทนได้ตั้งสามนี่” น้ำเสียงของตงฟางเทียนราบเรียบเว่ยเมิ่งคอยๆยืนขึ้น เด็กหนุ่มใช้มือเช็ดเลือดที่มุมปาก “แหมๆ ช่างเป็นเกียรติจริงๆที่ได้คำชมเชยจากท่านอดีตปรมาจารย์รุ่นที่สาม นี่ๆไหนๆก็ไหนๆแล้วทำไมท่านไม่ให้รางวัลข้าด้วยเล่า? เอาเป็น เอ่อ เอาเป็นท่านเดินลงยอดเขาไปแล้ว แล้วชาตินี้ทั้งชาติท่านไม่ต้องโผล่หน้ามาอีกเป็นไง?” เว่ยเมิ่งยิ้มถาม“........................”