คืนงานเลี้ยงปีใหม่ดำเนินไปอย่างครึกครื้น
แพรปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความสนุกที่โหยหามานาน
ความเจ็บปวดที่เคยรัดตรึงเริ่มคลายตัวลงจนเธอสัมผัสได้ถึงอิสระ ไวน์แดงแก้วแล้วแก้วเล่าถูกยกขึ้นดื่มจนแก้มใสเริ่มขึ้นสีระเรื่อ หัวใจเบาสบายจนหัวเราะออกมาได้ดังกว่าทุกวัน
พี่เอกคอยอยู่เคียงข้างเสมอในระยะที่ไม่ห่างเกินสองก้าว เขาจิบไวน์เพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีเพื่อคอยดูแลแพรอย่างใกล้ชิด
ทุกครั้งที่แพรดื่มไปมาก เขาจะส่งน้ำเปล่าให้สลับกัน เพื่อไม่ให้เธอเมาจนเสียการทรงตัว
เมื่อจังหวะเพลงช้าลง แพรเป็นฝ่ายลากพี่เอกลงไปกลางฟลอร์ ทั้งคู่ขยับกายไปตามจังหวะช้าๆ
แพรหลุดหัวใจคิกคักเมื่อเขาเผลอเหยียบเท้าเธอเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“พี่เอกเต้นไม่เป็นเลยนะคะ” แพรแหย่พร้อมรอยยิ้ม
“พี่ไม่เคยเต้นกับใครจริงจังนี่ครับ... ยกเว้นคืนนี้”
เขาตอบด้วยเสียงนุ่มนวล
หัวใจแพรอุ่นวาบ เธอรับรู้ได้ถึงความจริงใจในแววตาคู่นั้น
จนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนที่งานเริ่มซาลง พี่เอกเห็นว่าตาเธอเริ่มพร่ามัวจึงชวนกลับบ้าน
“หนูเริ่มเมาแล้วนะครับ พี่ไปส่งดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ตื่นไหว”
แพรพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ขณะที่รถเคลื่อนออกจากงาน ฟ้าเริ่มร้องเตือนพายุใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ระหว่างทางแพรมองออกไปนอกหน้าต่างพลางเอ่ยขอบคุณคนข้างกายที่อยู่เป็นเพื่อนเธอทั้งคืน
“พี่อยากเห็นหนูแบบนี้ทุกวันนะครับ ยิ้มได้ หัวเราะได้ และไม่ต้องกลัวอะไรอีก” พี่เอกตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน
เมื่อรถจอดเทียบหน้าบ้าน ฝนที่โปรยปรายก็เปลี่ยนเป็นพายุเทกระหน่ำจนมองไม่เห็นทาง
ฟ้าผ่าสนั่นจนแพรสะดุ้ง พี่เอกหันมามองด้วยความเป็นห่วง
“หนู...ฝนหนักขนาดนี้ หนูลงไปคนเดียวไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวพี่เอาสูทพี่บังให้”
แพรไม่ลังเล ทั้งคู่ฝ่าสายฝนเข้าบ้านจนเปียกปอน
"พี่เข้ามาหลบฝนในบ้านก่อน"
แพรรีบส่งผ้าขนหนูให้พี่เอกเช็ดตัวก่อนจะเข้าไปจัดการตัวเองในห้องนอน
เธอเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงขาสั้นสบายตัว เมื่อเดินออกมาก็เห็นพี่เอกนั่งรออยู่ที่โซฟา เสื้อเชิ้ตของเขาเปียกแนบเนื้อจนเห็นโครงร่างไหล่กว้างชัดเจน
“หนูอาบเสร็จแล้ว สบายตัวขึ้นเยอะเลยค่ะ” แพรยื่นเสื้อยืดและกางเกอร์วอร์มตัวใหญ่ของเธอให้เขา “พี่เอกเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา”
พี่เอกรับไปเปลี่ยนในห้องน้ำ เมื่อออกมาเขาอยู่ในชุดลำลองที่ดูแปลกตาแต่ดูอบอุ่น ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟาท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคา บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
“พี่เอกคะ... คืนนี้ค้างที่นี่ก่อนไหมคะ ฝนตกหนักข้ามคืนแบบนี้หนูเป็นห่วง หนูมีห้องว่างค่ะ พี่ไม่ต้องกังวลนะคะ”
พี่เอกมองหน้าแพรด้วยสายตาอ่อนโยน “จะดีเหรอครับ... แต่ถ้าหนูยังไม่สบายใจที่จะอยู่คนเดียว พี่จะอยู่เป็นเพื่อนครับ พี่นอนโซฟาตรงนี้ได้ ไม่เข้าไปรบกวนในห้องหนูแน่นอน พี่สัญญา”
แพรพยักหน้าก่อนจะหยิบผ้าห่มผืนหนามาจัดแจงให้เขา
“งั้นพี่นอนตรงนี้เนอะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะพี่เอก... ที่อยู่กับหนูแบบนี้”
“พี่ดีใจที่หนูยอมให้พี่อยู่ใกล้ๆ ครับ ฝันดีนะแพร พรุ่งนี้เจอกัน”
แพรยิ้มตอบและเดินเข้าห้องนอนไป
เธอทิ้งตัวลงนอนฟังเสียงฝน หัวใจที่เคยเป็นแผลยังมีความเจ็บหลงเหลืออยู่บ้าง แต่คืนนี้เธอกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด เพียงเพราะรู้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่นอกห้อง คนที่ไม่เคยทำให้เธอร้องไห้ และไม่เคยหวังผลตอบแทนจากเธอเลย
ส่วนพี่เอกที่นอนอยู่ด้านนอก เขามองเพดานมืดๆ พลางยิ้มกับตัวเอง
“หนูเริ่มเปิดใจแล้วจริงๆ สินะ... พี่จะอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าหนูจะไม่ต้องการพี่”
พายุข้างนอกยังคงโหมกระหน่ำ แต่ในบ้านหลังนี้ ความอบอุ่นที่เรียบง่ายกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ โดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันรู้ตัว
เปรี้ยงงงงงงงงง!
เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยก แสงสีขาววาบสว่างจ้าทะลุผ่านม่านเข้าไปในทุกซอกมุมของบ้าน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกความมืดมิดกลืนกินในทันที
ไฟดับวูบลงพร้อมกับเสียงหัวใจที่หล่นวูบ
“กรี๊ดดดดดดดดดด!”
แพรหวีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ เธอหอบหายใจรัวเร็วด้วยความตระหนก ความทรงจำวัยเด็กที่หวาดกลัวเสียงฟ้าร้องและแสงวาบจ้าพุ่งเข้าโจมตีจนตัวสั่นเทา
“แพร!”
เสียงทุ้มของพี่เอกดังขึ้นท่ามกลางความมืด เขารีบสาวเท้าเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว แสงจากฟ้าแลบเป็นระยะพอให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามาบดบังความอ้างว้างตรงหน้า
“ไม่ต้องกลัวนะครับ... พี่อยู่นี่แล้ว”
คำพูดของเขานุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น พี่เอกหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เขาไม่ได้จู่โจมเข้ากอดในทันที แต่รักษาระยะห่างที่พอดีเพื่อให้เธอไม่รู้สึกถูกคุกคาม
“มันก็แค่เสียงครับแพร หายใจช้าๆ นะ... หายใจเข้า... หายใจออก... พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนครับ”
แพรพยายามบังคับลมหายใจที่ติดขัดให้เป็นจังหวะตามคำบอก
พี่เอกค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มสงบลง เขาวางฝ่ามือลงบนไหล่บางเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
“โอเคแล้วนะครับ ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้ว พี่จะอยู่ตรงนี้จนกว่าหนูจะบอกว่าพอ”
แพรค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ความกลัวเริ่มมลายหายไปแทนที่ด้วยไออุ่นจากคนที่นั่งลงข้างๆ
พี่เอกไม่ได้รบกวนความเป็นส่วนตัวของเธอ เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นเพื่อนร่วมทางในความมืดที่เงียบสงัด
“หนู... หนูกลัวฟ้าผ่ามาตั้งแต่เด็กเลยค่ะ พอไฟดับ มันมืด หนูกลัวผี”
แพรสารภาพเสียงสั่น
“5555555 พี่เข้าใจครับ” พี่เอกตอบเบาๆ
“แต่ตอนนี้มีพี่อยู่ด้วยแล้วนะ ต่อให้ฝนจะตกหนักแค่ไหน พี่ก็ยังอยู่ตรงนี้”
แพรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปแตะที่แขนของเขาเบาๆ เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป ว่ามีคนคอยปกป้องเธออยู่จริงๆ สัมผัสจากผ้าฝ้ายของเสื้อยืดที่เธอส่งให้เขาใส่ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกดีๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
“ขอบคุณนะคะพี่เอก... ขอบคุณจริงๆ ที่ไม่ทิ้งหนู”
พี่เอกไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ความเงียบระหว่างเขากับเธอในตอนนี้นั้นกลับสื่อสารได้มากกว่าคำใดๆ แพรค่อยๆ เอียงศีรษะพิงเข้ากับไหล่หนาของเขาเบาๆ มันไม่ใช่การซบด้วยอารมณ์ใคร่ แต่เป็นการพิงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ
พี่เอกหันมามองคนข้างตัว แสงวาบจากฟ้าผ่าครั้งหนึ่งส่องกระทบใบหน้าแพรพอดี แก้มของเธอแดงระเรื่อจากไวน์ที่ดื่มมา ผมเปียกชื้นเล็กน้อยแนบไปกับผิวแก้ม ดวงตาที่หม่นเศร้ากลับดูเป็นประกายอย่างประหลาดในความมืด
พี่เอกมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจโดยไม่ทันตั้งตัว
“แพรในมุมนี้... สวยมากเลยนะครับ”
เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบถูกเสียงฝนกลืนกิน แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง แพรชะงักและหันมาสบตาเขาช้าๆ ในแสงวาบถัดมา
เธอเห็นแววตาของเขาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาที่คอยระแวดระวังหรือเกรงใจเหมือนเคย แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหา ความรักที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน และความกลัวที่จะสูญเสียเธอไปจริงๆ
มือหนายกขึ้นช้าๆ ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยแก้มของเธออย่างเบามือ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ โน้มตัวลงมา
ริมฝีปากของพี่เอกประกบลงบนริมฝีปากของแพรอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าเธอจะแตกสลายหากเขาลงแรงมากกว่านี้
มันไม่ใช่จูบที่ดุดันหรือเรียกร้อง แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยคำขอโทษ ความคิดถึง และความรักที่เขาไม่เคยกล้าเอ่ยปาก
แพรตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอไม่ได้ผลักไส แต่ก็ไม่ได้ตอบรับเพียงแค่ปล่อยให้สัมผัสนั้นค้างคาอยู่เนิ่นนานท่ามกลางเสียงฝนและเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน
พี่เอกถอนริมฝีปากออกช้าๆ ในจังหวะที่แสงจากฟ้าแลบสว่างขึ้นอีกครั้ง แสงนั้นทำให้เห็นแววตาที่สั่นไหวและน้ำตาที่คลอเบ้าของเขา
“...พี่ขอโทษครับ” เสียงของเขาสั่นพร่า “พี่เผลอไปเอง พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หนูอึดอัด พี่แค่...”
แพรยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความสับสนในใจปะปนไปกับความอบอุ่นที่เธอไม่ได้รับมานานแสนนาน เธอไม่ได้โกรธ และเธอก็ไม่ได้กลัวเขาอีกต่อไป แพรสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกระซิบตอบเบาๆ
“พี่เอกคะ... หนูไม่ได้โกรธค่ะ แต่หนู... หนูน่าจะยังไม่พร้อม หนูยังกลัว... กลัวว่าจะเจ็บเหมือนเดิมอีก”
พี่เอกพยักหน้าทันทีอย่างเข้าใจ เขาถอยห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะให้เธอสบายใจ “พี่รู้ครับ... พี่ไม่รีบ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้หนูต้องกลัวอีก พี่แค่ดีใจที่หนูยังยอมให้พี่อยู่ใกล้ๆ แบบนี้ พี่จะรอครับ... ไม่ว่านานแค่ไหนพี่ก็จะรอ”

แพรนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าไปซบลงบนไหล่ของเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่พิงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว แต่เป็นการซบลงด้วยความรู้สึกที่เริ่มสั่นคลอนในทางที่ดี เธอหลับตาลงปล่อยให้เสียงฝนทำหน้าที่ขับกล่อม ในความมืดของคืนปีใหม่ที่ไฟดับและฟ้าผ่า... แพรเริ่มรู้สึกว่า บางทีเธออาจจะพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่กับคนที่ไม่เคยทิ้งให้เธอต้องร้องไห้เพียงลำพัง
แต่ในขณะที่หัวใจหนึ่งกำลังเริ่มผลิบาน... อีกฟากหนึ่งของเมือง พี่กรยังคงนั่งจมอยู่กับกองขวดเหล้าและคราบน้ำตาในคอนโดที่เงียบเหงา เขาไม่ได้รู้เลยว่าในคืนที่เขาเจ็บปวดที่สุด ผู้หญิงที่เขาบอกว่ารักสุดหัวใจ กำลังค่อยๆ เปิดประตูบ้านให้กับคนอื่นไปเสียแล้ว