หวังไฉ่เหลียนปีนี้อายุยี่สิบปีรูปร่างหน้าตาไม่ได้สวยอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่าใช้ได้สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบสองเิเ รูปร่างค่อนข้างอวบอิ่ม ดูเป็คนซื่อๆผมเปียเส้นหนาดำขลับทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังอย่างเรียบง่าย
ซินเยวี่ยถามหวังไฉ่เหลียนด้วยรอยยิ้มว่า“จะไปไหนเหรอ ถ้าทางเดียวกันเดี๋ยวฉันแวะไปส่ง”
หวังไฉ่เหลียนรีบตอบ“วันนี้เป็วันตลาดใหญ่ ฉันว่าจะไปตลาดในเมืองไปซื้อผ้าลายดอกให้ลูกของพี่สาวคนที่สี่มาตัดเสื้อผ้า”
พอได้ยินว่าหวังไฉ่เหลียนจะเข้าเมืองซินเยวี่ยก็รีบพูดว่า “บังเอิญจังฉันก็จะเข้าเมืองเหมือนกัน ขึ้นมาเลย”
ถ้าหวังไฉ่เหลียนไม่พูดถึงเื่ตลาดใหญ่ซินเยวี่ยคงลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็วันตลาดในเมือง
หมู่บ้านเฉวียนสุ่ยไม่มีตลาดปกติพวกเขาจะไปตลาดที่หมู่บ้านซั่งหลินซึ่งอยู่ข้างๆแต่ตลาดที่ซั่งหลินไม่คึกคักเท่าตลาดใหญ่ในเมือง
หวังไฉ่เหลียนก็ไม่ได้เกรงใจซินเยวี่ยรีบขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยาน
พอถึง่ที่ถนนขรุขระเป็หลุมเป็บ่อหวังไฉ่เหลียนก็ลงมาช่วยซินเยวี่ยเข็นรถไปด้วยกันทั้งสองเดินไปคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
“ไฉ่เหลียน เธอว่าพี่ชายฉันเป็ยังไงบ้าง”ซินเยวี่ยถามขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้หวังไฉ่เหลียนอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าที่ถูกแดดเผาของหวังไฉ่เหลียนค่อยๆแต่งแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อ
หวังไฉ่เหลียนอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้ว่า“พี่...พี่ชายเธอน่ะเหรอ เขาเป็คนดีนะ”
ซินเยวี่ยยิ้มอย่างขบขัน“ฉันรู้ว่าพี่ชายฉันเป็คนดี ฉันหมายถึงในใจเธอเขาเป็ยังไงเมื่อเทียบกับหนุ่มโสดคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเรา”
ซินเยวี่ยถามตรงขนาดนี้แล้วนอกจากหวังไฉ่เหลียนจะเป็ท่อนไม้ เธอก็คงต้องรู้ถึงนัยที่ซ่อนอยู่เป็แน่
ก็เพราะหวังไฉ่เหลียนไม่ใช่ท่อนไม้ซินเยวี่ยถึงกล้าถามอย่างนั้น
หวังไฉ่เหลียนก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “พี่ชายเธอดีกว่าผู้ชายคนอื่นๆในหมู่บ้านเราหมด เขาขยันขันแข็ง อดทน และใจเย็น ซินเยวี่ย เธอไม่รู้หรอกพ่อกับอาของฉันสองคนอารมณ์ร้ายมาก ฉันชอบผู้ชายใจเย็นเป็พิเศษเลย”
ความรู้สึกดีๆที่หวังไฉ่เหลียนมีต่อหลินเต๋อหัวนั้นชัดเจนจนไม่ต้องพูดอะไรมาก
ซินเยวี่ยฉวยโอกาสถามต่อ“ถ้าฉันเป็แม่สื่อให้เธอกับพี่ชาย เธออยากเป็พี่สะใภ้ของฉันไหม”
เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้เหนือความคาดหมายของหวังไฉ่เหลียนมากเธออึ้งไปนาน ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลย
ซินเยวี่ยหยุดเดินหันกลับมามองหวังไฉ่เหลียนที่หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าผ้าแดง“ตกลงว่าเธอจะเอาหรือไม่เอา บอกมาให้ชัดๆ เลย”
เห็นว่าซินเยวี่ยเริ่มไม่พอใจหวังไฉ่เหลียนก็รีบพยักหน้า “เอา เอาสิ”
หลังจากหยุดคิดไปครู่หนึ่งหวังไฉ่เหลียนก็พูดต่อ “แต่ฉันกลัวว่าพี่ชายเธอจะไม่เอาหรือพ่อกับแม่เธอจะไม่เอา ฐานะทางบ้านฉันเธอก็รู้ดี”
ซินเยวี่ยยิ้มบางๆ“แค่เธอเอาด้วยก็พอแล้ว พี่ชายฉันต้องเอาด้วยแน่ส่วนเื่พ่อกับแม่ ฉันจะหาทางเอง ขอแค่เธอไม่เปลี่ยนใจก็พอฉันว่าอีกไม่นานแม่เธออาจจะให้คนมาสู่ขอเธอแล้วก็ได้”
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากเปิดเทอมไม่นานแม่ของหวังไฉ่เหลียนจะให้ญาติมาทาบทามเื่แต่งงานให้หวังไฉ่เหลียนโดยอีกฝ่ายจะมาเป็ลูกเขย ก่อนสิ้นปีพวกเขาก็จะจัดงานแต่ง
หวังไฉ่เหลียนเห็นว่าซินเยวี่ยจะทำหน้าที่เป็แม่สื่อให้ตนกับหลินเต๋อหัวจริงๆก็จับมืออีกฝ่ายด้วยความเขินอาย พร้อมพูดด้วยความจริงใจว่า“แค่พี่ชายเธอ้าฉัน ถ้าบ้านเธอไม่รังเกียจภาระของฉันฉันก็จะแต่งกับพี่ชายเธอแน่นอน”
ท่าทีของหวังไฉ่เหลียนเท่ากับเป็การให้ความมั่นใจกับซินเยวี่ย
เมื่อจัดการหวังไฉ่เหลียนได้แล้วทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเมื่อไปถึงพี่ชาย ขอแค่พวกเขาสองคนเปิดใจคุยกันอย่างจริงจังซินเยวี่ยก็จะสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่
ซินเยวี่ยเข้าใจดีว่า ขอแค่พี่ชายมีคู่ครองพ่อกับแม่ก็คงไม่ยกเธอให้คนอย่างจางเฉียง
ไม่นานนักก็ถึง่ที่ถนนค่อนข้างเรียบหวังไฉ่เหลียนจึงกลับไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานตามเดิม
ตลอดทาง พวกเธอขี่บ้างเข็นบ้างใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงกว่าจะมาถึงในเมือง
ซินเยวี่ยให้หวังไฉ่เหลียนไปเดินเล่นในตลาดก่อนส่วนเธอจะไปซื้อกระดาษและกระดาษจดหมายที่้า
เมื่อซื้อของที่้าเรียบร้อยแล้วซินเยวี่ยก็ไปตามหาหวังไฉ่เหลียนที่ตลาด
ในตลาดคึกคักเป็พิเศษทั้งคนซื้อคนขายมากมายมหาศาลไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่าบรรยากาศตรงหน้าครึกครื้นราวกับทะเลคน
ตลาดในยุคนี้ไม่ได้มีสินค้าหลากหลายมากนักแต่ทุกอย่างก็เป็สิ่งที่จำเป็ในชีวิตประจำวัน เช่น ผลไม้ ผัก ขนม ชา ใบยาสูบลูกกวาด เมล็ดแตงโม ขนมปังกรอบ ปาท่องโก๋ ซาลาเปา รวมถึงผ้าและสิ่งจำเป็ในชีวิตประจำวันอย่างข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และชา
ซินเยวี่ยซื้อใบยาสูบที่พี่ชายฝากซื้อก่อนแล้วค่อยซื้อเซาปิ่งอีกสองสามชิ้น
เมื่อซื้อของที่ต้องซื้อหมดแล้วซินเยวี่ยก็ไม่รู้จะเดินดูอะไรอีก จึงไปที่ร้านขายผ้าเพื่อพบกับหวังไฉ่เหลียน
หลังจากพบกับหวังไฉ่เหลียนแล้วซินเยวี่ยก็ออกจากตลาดที่คึกคักนั้นเดิมทีซินเยวี่ยตั้งใจจะไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านพี่สาวคนที่สองหลินซินจู๋แต่เพราะมีหวังไฉ่เหลียนอยู่ด้วย เธอจึงกลับบ้านพร้อมกับหวังไฉ่เหลียน