นครแห่งนามเงียบงันราวกับเวลาทั้งหมดหยุดเดิน
หลังถ้อยคำสุดท้ายของผู้เฝ้าประตูคนแรก ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดต่อ แม้แต่สายลมก็เหมือนหยุดพัด ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วลานหินกว้างใหญ่ ขณะที่เปลวไฟจากโคมหินซึ่งดับลงเป็แถวเมื่อครู่ยังไม่กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
ผู้เฝ้าประตูคนแรกทรุดกายลงช้า ๆ เืสีแดงเข้มไหลออกจากมุมปากไม่หยุด แต่ใบหน้าของเขากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายคุกเข่าลงประคองร่างชายชราไว้ แววตาซึ่งหนักแน่นมาตลอดหลายร้อยปีกลับสั่นไหวเป็ครั้งแรก
“เหตุใดจึงเป็เช่นนี้...”
เขาเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
ผู้เฝ้าประตูคนแรกยิ้มบาง ๆ ก่อนมองขึ้นไปยังต้นไม้นาม์ซึ่งกิ่งก้านยังคงไหวเอนอย่างเชื่องช้า
“ผู้เฝ้าประตูทั้งเจ็ด...”
“มิใช่เพียงผู้เฝ้าผนึก”
“แต่เป็ส่วนหนึ่งของผนึก”
เขาหายใจลึก สีหน้าเริ่มซีดลงเรื่อย ๆ
“เมื่อผู้เฝ้าประตูคนหนึ่งสิ้น...”
“โลกก็จะสูญเสียเสาหลักไปหนึ่งต้น”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
นางเพิ่งเข้าใจว่า ผู้เฝ้าประตูมิใช่เพียงผู้ดูแลประตูทั้งเจ็ด หากแต่เป็ชีวิตที่เชื่อมโยงกับผนึกโดยตรง
หากประตูถูกเปิด...
ผู้เฝ้าประตูก็ต้องดับสูญ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายผู้เป็อาจารย์เดินเข้ามาอย่างเงียบงัน ก่อนยื่นมือแตะหน้าผากของผู้เฝ้าประตูคนแรก
แสงสีทองอ่อน ๆ แผ่ซ่านออกจากปลายนิ้ว
แต่ครั้งนี้ ไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
ไม่มีาแใดสมาน
ไม่มีเืหยุดไหล
ชายผู้เป็อาจารย์ค่อย ๆ ลดมือลง ก่อนหลับตาช้า ๆ
“สายใยแห่งประตูที่สาม...ขาดแล้ว”
ผู้ถือโคมคืนนามยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาเงียบงัน
เขาไม่ได้แสดงความยินดี
ไม่ได้หัวเราะ
หากเพียงกล่าวขึ้นเบา ๆ
“ข้าบอกแล้ว...”
“เมื่อเริ่มต้นแล้ว จะไม่มีผู้ใดหยุดมันได้อีก”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเต็มไปด้วยความโกรธ
“เ้าคือผู้ฆ่าเขา!”
ผู้ถือโคมคืนนามส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
“ไม่...”
“ผู้ที่ฆ่าเขา...”
“คือคำสาบานที่พวกเ้าปกป้อง”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง
เพราะทุกคนรู้ว่า ผู้เฝ้าประตูมิได้ถูกสังหารด้วยคมดาบ
แต่สิ้นชีวิตเพราะผนึกที่เชื่อมโยงกับตนถูกทำลาย
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันใดนั้นเอง ต้นไม้นาม์ก็ส่งเสียงครางต่ำอีกครั้ง
กิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมทั่วนครค่อย ๆ ลดระดับลงช้า ๆ ราวกับกำลังก้มศีรษะไว้อาลัย
แผ่นหยกนับล้านใบสั่นไหวพร้อมกัน
แต่ครั้งนี้ เสียงที่เกิดขึ้นมิใช่เสียงกระทบกัน
หากเป็เสียงขานนาม
เสียงนับล้านสายหลอมรวมเป็เสียงเดียวที่ดังก้องไปทั่วนคร
ไม่มีผู้ใดฟังออกว่าเป็ภาษาใด
แต่ทุกคนกลับเข้าใจความหมายอย่างประหลาด
“ผู้เฝ้าประตูคนที่สาม...กลับคืนสู่ต้นกำเนิด”
ทันทีที่เสียงนั้นจางหาย
แผ่นหยกสีทองแผ่นหนึ่งก็ค่อย ๆ หลุดออกจากกิ่งไม้ ลอยลงมาตามสายลม ก่อนตกลงบนฝ่ามือของผู้เฝ้าประตูคนแรก
ชายชรายิ้มอย่างอ่อนโยน
“ในที่สุด...”
“ข้าก็ได้กลับบ้านเสียที”
ทันทีที่สิ้นประโยค แผ่นหยกก็แตกสลายเป็ละอองแสง
พร้อมกับร่างของผู้เฝ้าประตูคนแรกที่ค่อย ๆ โปร่งใสขึ้น
ไม่มีเื
ไม่มีความเ็ป
ร่างของเขาค่อย ๆ กลายเป็ประกายแสงสีทองนับไม่ถ้วน ลอยสูงขึ้นสู่ต้นไม้นาม์ ก่อนจะหลอมรวมเข้าไปกับกิ่งก้านของมันอย่างแ่เบา
ทุกคนยืนนิ่ง
ไม่มีผู้ใดร้องไห้
แต่ความเศร้าที่ปกคลุมลานนครกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าหยาดน้ำตา
เยว่หลันประสานมือคำนับอย่างช้า ๆ
นางไม่รู้จักชายชราผู้นี้มานาน
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทนจากหน้าที่ที่แบกรับมาหลายศตวรรษ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ขณะที่ละอองแสงสุดท้ายหายลับไปกับต้นไม้นาม์ แผนผังของโลกเหนือศีรษะก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ตำแหน่งของประตูที่สามดับสนิท
แต่ข้าง ๆ มัน...
จุดแสงสีแดงอีกดวงกลับเริ่มส่องสว่าง
คราวนี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ชายผู้เป็อาจารย์เงยหน้ามอง ก่อนสีหน้าจะเคร่งเครียดกว่าเดิม
“ไม่ดีแล้ว...”
“ผู้ถือโคมคืนนามไม่ได้หยุดอยู่ที่ประตูที่สาม”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นตาม
“นั่นคือประตูใด”
ชายผู้นั้นตอบช้า ๆ
“ประตูที่ห้า...”
“และหากเขาไปถึงก่อนเรา...”
เขาหยุดเพียงชั่วครู่ ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า ไม่มีเวลาให้ไว้อาลัยอีกต่อไป
“ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า...จะเป็ผู้ตายคนต่อไป”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 1
บรรยากาศแห่งความโศกเศร้ายังคงปกคลุมทั่วนครแห่งนาม แม้ละอองแสงสุดท้ายของผู้เฝ้าประตูคนแรกจะหลอมรวมเข้ากับต้นไม้นาม์ไปแล้ว แต่ความเงียบที่หลงเหลือกลับทำให้ทุกคนตระหนักว่า ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป โลกใบเดิมได้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ
ชายผู้เป็อาจารย์ยืนอยู่เบื้องหน้าแผนผังแผ่นดินที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาของเขาเฝ้ามองจุดแสงทั้งเจ็ดอย่างไม่กะพริบ รอยแตกร้าวสีดำที่เคยมีเพียงบางส่วน บัดนี้เริ่มแผ่ขยายออกจากตำแหน่งของประตูที่สาม ลามไปตามเส้นแสงสีทองที่เชื่อมโยงประตูแต่ละบาน ราวกับหมึกสีดำกำลังซึมลงบนผืนผ้าไหมสีขาว
“นี่ไม่ใช่เพียงแผนที่...” เขาเอ่ยขึ้นช้า ๆ “แต่มันคือภาพสะท้อนของผนึกทั้งโลก ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอก จะปรากฏขึ้นที่นี่ก่อนเสมอ”
เยว่หลันเดินเข้าไปใกล้ นางสังเกตเห็นว่าจุดแสงของประตูที่ห้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มกะพริบเป็จังหวะคล้ายหัวใจที่เต้นอ่อนแรง ขณะที่เส้นแสงซึ่งเชื่อมระหว่างประตูที่สามกับประตูที่ห้าค่อย ๆ กลายเป็สีแดงเข้ม
“เหตุใดเขาจึงเลือกประตูที่ห้าเป็ลำดับต่อไป” นางถาม
ผู้เป็อาจารย์ยังไม่ทันตอบ ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพราะประตูแต่ละบานไม่ได้เฝ้าสถานที่เดียวกัน”
ทุกคนหันไปมองเขา
“ประตูทั้งเจ็ดเฝ้ากฎทั้งเจ็ดของโลก”
ประโยคนั้นทำให้เหอซานเบิกตากว้าง
“กฎของโลก...”
ผู้พิทักษ์พยักหน้า ก่อนใช้นิ้วแตะแผนผังเบื้องหน้า เสาแสงทั้งเจ็ดพลันปรากฏอักษรโบราณลอยอยู่เหนือแต่ละต้น แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะอ่านไม่ออก แต่เมื่อเยว่หลันมองผ่านแสงของโคมแดง ตัวอักษรเ่าั้กลับค่อย ๆ แปลความหมายในความคิดของนางเอง
ประตูแรก...
นาม
ประตูที่สอง...
กรรม
ประตูที่สาม...
ความทรงจำ
เยว่หลันสะดุ้งเล็กน้อย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลังประตูที่สามถูกเปิด ผู้คนจึงเริ่มลืมกันและกัน
ผู้พิทักษ์เลื่อนนิ้วไปยังเสาแสงถัดไป
ประตูที่สี่...
กาลเวลา
ประตูที่ห้า...
เมื่ออักษรนั้นส่องประกาย เยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
บนเสาแสงปรากฏเพียงคำเดียว
ชะตา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
“หากประตูที่ห้าถูกเปิด...”
ผู้พิทักษ์กล่าวต่ออย่างเคร่งขรึม
“ชะตาของผู้คนจะไม่ถูกกำหนดอีกต่อไป”
เหอซานขมวดคิ้ว
“นั่นไม่ใช่เื่ดีหรือ”
ชายผู้เป็อาจารย์ส่ายหน้า
“ทุกคนคิดว่าอิสรภาพคือการไม่มีชะตา”
“แต่ความจริง...”
“เมื่อไร้ชะตา โลกจะไร้เหตุและผล”
เขายกตัวอย่างอย่างเรียบง่าย
“เด็กที่ควรเติบโต อาจสิ้นชีวิตในวันเกิด”
“คนตายอาจเดินกลับบ้าน”
“คนแปลกหน้าอาจกลายเป็บิดาของตนเอง”
“อดีตและอนาคตจะปะปนกัน จนไม่มีผู้ใดแยกออกว่าอะไรเคยเกิดขึ้นจริง”
ทุกคนเงียบงัน
เพียงจินตนาการก็ทำให้รู้แล้วว่า โลกเช่นนั้นจะโกลาหลเพียงใด
เยว่หลันทอดสายตามองแผนผังอีกครั้ง ความรู้สึกหนักอึ้งค่อย ๆ ก่อตัวในหัวใจ
ผู้ถือโคมคืนนามกำลังเดินไปสู่ประตูที่ห้า
และหากไปถึงก่อน...
ชะตาของทั้งใต้หล้าจะถูกฉีกออกจากกัน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในขณะที่ทุกคนกำลังพิจารณาแผนผังอย่างเคร่งเครียด หลี่เฟิงเหยียนกลับยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เขามองหลังมือซ้ายของตนเองซึ่งมีตราดอกเหมยประทับอยู่
หกกลีบสีทองยังคงส่องประกาย
แต่กลีบสีดำกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง
จากเดิมที่มีเพียงเส้นสีทองบาง ๆ บัดนี้ กลีบสีดำครึ่งหนึ่งกลับกลายเป็สีทองอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในความทรงจำ
เขาเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังฝึกกระบี่อยู่ใต้ต้นเหมย
เห็นสตรีในชุดขาวยืนมองอยู่ไม่ไกล
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“จงจำไว้...”
“ต่อให้วันหนึ่งเ้าลืมทุกสิ่ง”
“แต่อย่าลืมหน้าที่ของตน”
หลี่เฟิงเหยียนสะดุ้งเฮือก
กระบี่ที่เอวสั่นเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงกังวานใสออกมาด้วยตัวเอง
เยว่หลันรีบหันไปมอง
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง
“ข้า...เริ่มจำบางอย่างได้”
ผู้เป็อาจารย์และผู้ถือโคมคืนนามต่างหันมามองเขาพร้อมกัน
ราวกับต่างรู้ดีว่า...
ความทรงจำที่กำลังกลับคืนมา
อาจเปลี่ยนทิศทางของาครั้งนี้ทั้งกระดาน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในขณะเดียวกัน...
ไกลออกไปหลายพันลี้ ณ เทือกเขาซึ่งปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี
เสียงระฆังใบหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางวัดร้างที่ถูกผู้คนลืมเลือน
พระชราผู้หนึ่งซึ่งนั่งสมาธิมานานกว่าสามสิบปี ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเป็ครั้งแรก
เบื้องหน้าเขา...
เปลวเทียนเจ็ดเล่มเรียงรายอยู่บนแท่นหิน
หนึ่งเล่มดับไปนานแล้ว
อีกหนึ่งเล่มเพิ่งดับลงเมื่อครู่
ชายชรามองเปลวเทียนที่เหลือ ก่อนถอนหายใจยาว
“ในที่สุด...”
“าของผู้ถือกรรมก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง”
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นหยิบไม้เท้า ก่อนเดินออกจากวัดร้างช้า ๆ
เหนือศีรษะของเขา ฝูงนกกระเรียนสีขาวบินทะยานขึ้นพร้อมกัน ราวกับกำลังประกาศแก่ฟ้าดินว่า...
ผู้เฝ้ามองอีกคนหนึ่ง
ได้ก้าวเข้าสู่กระดานแห่งชะตาแล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 2
แสงสีทองจากแผนผังแห่งโลกยังคงส่องสว่างอยู่เหนือศีรษะของทุกคน หากแต่เส้นแสงที่เชื่อมระหว่างประตูทั้งเจ็ดกลับไม่สมบูรณ์อีกต่อไป ช่องว่างที่เกิดจากการดับของประตูที่สามเปรียบเสมือนาแบนร่างของโลก ยิ่งเวลาผ่านไป รอยแตกร้าวสีดำก็ยิ่งแผ่ขยายออกไปอย่างช้า ๆ จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ชายผู้เป็อาจารย์ยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นเหนือแผนผัง ละอองแสงสีทองนับไม่ถ้วนไหลออกจากปลายนิ้วของเขา แล้วรวมตัวกันเป็เส้นทางสายใหม่ทอดยาวจากนครแห่งนามไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้
“นี่คือเส้นทางที่สั้นที่สุดสู่ประตูที่ห้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ “แต่ไม่ใช่เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด”
เยว่หลันเพ่งมองเส้นแสงนั้น นางเห็นูเาหิมะ แม่น้ำสายยาว และผืนป่าที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ของราชสำนักมาก่อน ระหว่างทางมีจุดแสงสีดำเล็ก ๆ กระจายอยู่หลายแห่ง ราวกับหมากดำที่ถูกวางดักไว้ล่วงหน้า
“สิ่งเ่าั้คืออะไร”
ชายผู้เป็อาจารย์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างหนักแน่น
“ผู้เดินหมากของเขา”
“ผู้ถือโคมคืนนามมิได้เดินทางเพียงลำพัง เขาใช้เวลาหลายร้อยปีสร้างผู้ติดตามที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัว”
เหอซานสูดลมหายใจลึก
“หมายความว่า แม้เราจะหยุดเขาได้ คนเ่าั้ก็ยังคงเดินหมากต่อ?”
“ใช่”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่า ศัตรูที่แท้จริงอาจมิใช่ชายผู้ถือโคมดำเพียงคนเดียว หากเป็เครือข่ายที่ฝังรากลึกอยู่ทั่วทั้งใต้หล้า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนยังคงจ้องมองตราดอกเหมยบนหลังมือซ้าย
กลีบสีดำค่อย ๆ มีรอยแสงสีทองเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พร้อมกับความทรงจำอีกเสี้ยวหนึ่งที่ไหลบ่าเข้ามา
ครั้งนี้เขามองเห็นโถงหินกว้างใหญ่ มีคนเจ็ดคนยืนเรียงกันเป็วงกลม ทุกคนสวมอาภรณ์สีต่างกัน แต่ที่อกเสื้อล้วนมีตราดอกเหมยเจ็ดกลีบเหมือนกัน
ตรงกลางวงนั้น...
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกกำลังวางมือเหนือแผ่นศิลาสีขาว
นางมิได้กล่าวคำสาบานด้วยตนเอง หากกล่าวกับทุกคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“วันนี้พวกเรามิได้สร้างผนึก”
“แต่กำลังฝากอนาคตไว้กับผู้ที่ยังไม่ถือกำเนิด”
แล้วภาพก็ตัดขาดไปทันที
หลี่เฟิงเหยียนถึงกับเซถอยหลังหนึ่งก้าว
เยว่หลันรีบเข้าไปประคองเขา
“ท่านเป็อย่างไร”
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าซึ่งมักสงบนิ่งเสมอกลับมีความสับสนปะปนอยู่
“ข้าเริ่มแยกไม่ออกแล้ว...”
“ว่าสิ่งใดคือความทรงจำของข้า”
“และสิ่งใดคือความทรงจำของคนอื่น”
ผู้เป็อาจารย์หันมามองทันที
“อย่าฝืน”
“ผนึกที่คลายเร็วเกินไป อาจทำให้จิติญญาของเ้ารับไม่ไหว”
แต่ผู้ถือโคมคืนนามกลับกล่าวแทรกขึ้นอย่างสงบ
“ไม่...”
“ยิ่งช้า ก็ยิ่งสาย”
คำพูดของทั้งสองสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
เยว่หลันเริ่มตระหนักว่า แม้ทั้งสองจะรู้ความจริงเหมือนกัน แต่กลับเลือกปกป้องมันคนละวิธี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ขณะเดียวกัน ลมหนาวสายหนึ่งก็พัดผ่านลานนครอีกครั้ง
ทว่าในครั้งนี้ ลมมิได้พัดมาจากทิศของประตูที่ห้า
หากพัดมาจากด้านหลังของต้นไม้นาม์
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหันขวับทันที
“มีผู้บุกรุก”
ยังไม่ทันสิ้นคำ เงาร่างสีดำสามร่างก็ปรากฏขึ้นบนกำแพงหินด้านตะวันตก
ทั้งสามสวมหน้ากากสีขาวไร้ลวดลาย อาภรณ์ดำสนิทจนแทบกลืนไปกับความมืด ไม่มีผู้ใดถืออาวุธ หากต่างคนต่างถือกระดิ่งทองสัมฤทธิ์ขนาดเล็กไว้ในมือ
กระดิ่งยังไม่ทันสั่น
ผู้เฝ้าพิทักษ์คนสุดท้ายก็เปลี่ยนสีหน้า
“ถอย!”
เสียงะโของเขาดังก้องไปทั่วลาน
แต่สายเกินไปแล้ว
กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งเพียงครั้งเดียวกลับทำให้โคมหินทั่วนครสั่นไหว เปลวไฟในโคมแดงของเยว่หลันลุกวูบขึ้น ขณะที่โคมดำในมือผู้ถือโคมคืนนามกลับสั่นะเือย่างรุนแรงเป็ครั้งแรก
ชายผู้ถือโคมดำหรี่ตาลง
“พวกเ้า...”
“ถึงกับใช้คนเหล่านี้แล้วหรือ”
เยว่หลันหันมองเขาทันที
“ท่านรู้จักพวกเขา?”
ผู้ถือโคมคืนนามมิได้ตอบ
แต่สายตาที่จับจ้องทั้งสามกลับเต็มไปด้วยความใปนไม่พอใจ
ราวกับการปรากฏตัวของคนกลุ่มนี้...
อยู่นอกเหนือแผนการของเขาเช่นกัน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หนึ่งในคนสวมหน้ากากค่อย ๆ ก้าวออกมาข้างหน้า
เขายกกระดิ่งขึ้นระดับอก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ตามคำสั่งของ...”
“นายเหนือเศียร”
สิ้นคำ
ทั้งสามก็ถอดหน้ากากออกพร้อมกัน
ทุกคนในลานนครต่างชะงักงัน
เพราะใบหน้าของทั้งสาม...
เหมือนกันทุกประการ
ราวกับเป็คนคนเดียวที่ถูกสร้างขึ้นมาสามร่าง
แต่สิ่งที่ทำให้ชายผู้เป็อาจารย์ถึงกับเบิกตากว้าง คือดวงตาของทั้งสาม
ดวงตาสีเงิน...
ซึ่งควรสูญสิ้นไปพร้อมกับนครแห่งนามั้แ่หลายพันปีก่อน
เขาพึมพำเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตนเองยังไม่อยากเชื่อ
“ผู้เฝ้ามอง...”
“ยังเหลือรอดอยู่อีกหรือ...”
โคมหินทั่วนครพลันดับลงพร้อมกัน
และเป็ครั้งแรก...
ที่ความมืดในนครแห่งนามมิได้เกิดจากผู้ถือโคมคืนนาม
แต่เกิดจากผู้มาเยือนทั้งสาม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 3
ความมืดปกคลุมทั่วนครแห่งนามราวกับผืนราตรีได้กลืนกินแสงทั้งหมดในโลก โคมหินนับหมื่นดวงที่เคยส่องประกายเหนือหลังคาเรือนต่างดับสนิท เหลือเพียงโคมแดงในมือเยว่หลันและโคมดำของผู้ถือโคมคืนนามที่ยังคงเปล่งแสงริบหรี่ราวกับกำลังต่อสู้กับพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น
ผู้เฝ้ามองทั้งสามยืนเรียงกันอยู่บนกำแพงหิน ใบหน้าเหมือนกันราวกับหล่อขึ้นจากแม่พิมพ์เดียว ดวงตาสีเงินสะท้อนแสงเพียงเล็กน้อยท่ามกลางความมืด แต่สายตาคู่นั้นกลับว่างเปล่า ปราศจากความโกรธ ความเมตตา หรือแม้แต่ความรู้สึกของมนุษย์
พวกเขามองลงมายังผู้คนเบื้องล่าง ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งของ มิใช่สิ่งมีชีวิต
ชายผู้เป็อาจารย์ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าทุกคนโดยไม่ลังเล แม้สีหน้าจะยังสงบนิ่ง แต่เยว่หลันััได้ว่าเขากำลังระวังตัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“พวกเ้าไม่ควรออกจากสุสานนิรันดร์”
ชายผู้เป็อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผู้เฝ้ามองหมดสิทธิ์แทรกแซงโลกมนุษย์ั้แ่วันสิ้นสุดมหาา”
ชายสวมหน้ากากที่ยืนตรงกลางเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก หากเป็รอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“กฎนั้น...”
เขาเอ่ยอย่างแ่เบา
“ใช้กับผู้ที่ยังมีโลกให้ปกป้อง”
“แต่โลกที่พวกท่านปกป้อง...”
เขากวาดสายตามองไปรอบนครแห่งนาม
“กำลังจะสิ้นสุดแล้ว”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันใดนั้น ผู้เฝ้ามองทั้งสามก็ยกกระดิ่งในมือขึ้นพร้อมกัน
กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งดังเพียงแ่เบา
แต่แผ่นหยกนับล้านบนต้นไม้นาม์กลับสั่นะเืพร้อมกัน
เยว่หลันใเมื่อเห็นว่า แผ่นหยกจำนวนหนึ่งเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว
ชื่อที่สลักอยู่บนแผ่นหยกค่อย ๆ เลือนราง
ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นลบออกทีละตัวอักษร
“หยุด!”
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นโดยสัญชาตญาณ เปลวไฟสีแดงพลันลุกโชน กลายเป็ม่านแสงแผ่คลุมต้นไม้นาม์
ทันทีที่แสงจากโคมแดงััแผ่นหยก ตัวอักษรที่กำลังเลือนหายก็หยุดลง
แต่เพียงชั่วคราว
ผู้เฝ้ามองทั้งสามยังคงสั่นกระดิ่งอย่างต่อเนื่อง
กริ๊ง...
กริ๊ง...
ทุกครั้งที่เสียงกระดิ่งดัง ม่านแสงของเยว่หลันก็อ่อนกำลังลงทีละน้อย
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นตามหน้าผากของนาง
แม้โคมแดงจะเป็สมบัติของผู้ถือกรรม แต่พลังของนางยังไม่สมบูรณ์พอที่จะปกป้องนครทั้งเมืองได้เพียงลำพัง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนก้าวออกมายืนเคียงข้างเยว่หลัน
เขาไม่ได้ชักกระบี่
แต่กลับวางมือซ้ายที่มีตราดอกเหมยลงบนด้ามกระบี่เบา ๆ
ทันใดนั้น กระบี่ทั้งเล่มก็เปล่งแสงสีทองอ่อน
เสียงกังวานใสดังขึ้นจากฝักดาบ ราวกับมันกำลังตอบรับเ้าของที่แท้จริงหลังจากหลับใหลมานาน
ผู้ถือโคมคืนนามมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งลึก
“ในที่สุด...”
เขาพึมพำกับตัวเอง
“เ้าก็เริ่มตื่น”
หลี่เฟิงเหยียนยังไม่ทันเข้าใจความหมาย
กระบี่ก็หลุดออกจากฝักด้วยตัวเอง
ไม่มีผู้ใดชักมัน
คมกระบี่สีเงินบริสุทธิ์ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนแตกออกเป็อักขระโบราณนับร้อยตัว หมุนวนรอบเยว่หลันและต้นไม้นาม์
ทันทีที่อักขระเ่าั้ปรากฏ
เสียงกระดิ่งของผู้เฝ้ามองพลันขาดหาย
ผู้เฝ้ามองทั้งสามถอยหลังพร้อมกันเป็ครั้งแรก
หนึ่งในนั้นก้มมองฝ่ามือตนเอง
ิัที่ขาวซีดเริ่มปรากฏรอยไหม้สีทอง
เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“กระบี่พิทักษ์นาม...”
ผู้เฝ้ามองอีกคนกล่าวขึ้น
“เหตุใดมันจึงยังเลือกเขา”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ผู้เป็อาจารย์เงยหน้ามองกระบี่ด้วยแววตาเปี่ยมความทรงจำ
“หลายพันปีแล้ว...”
“ข้านึกว่ามันจะไม่ตื่นขึ้นอีก”
เยว่หลันหันมาถามอย่างรวดเร็ว
“กระบี่เล่มนี้คืออะไร”
ชายผู้นั้นตอบโดยไม่ละสายตาจากกระบี่
“ในยุคแรกเริ่ม...”
“ผู้ถือกรรมมิได้ต่อสู้เพียงผู้เดียว”
“นอกจากโคมแดง ยังมีศาสตราอีกเจ็ดชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลากำเนิดนาม”
เขาชี้ไปยังกระบี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“และนี่คือ...”
“กระบี่พิทักษ์นาม”
“ศาสตราที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์ผู้ถือกรรม”
หลี่เฟิงเหยียนมองกระบี่ด้วยความงุนงง
เขาไม่เคยรู้เลยว่า กระบี่ที่พกติดกายมาตลอดหลายปีจะมีที่มาเช่นนี้
ทันใดนั้น ความทรงจำอีกเสี้ยวหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
เขาเห็นตนเองคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าผู้ถือกรรมรุ่นแรก
นางยื่นกระบี่เล่มนี้ให้
พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“วันใดที่ข้าไม่อาจปกป้องโลกได้...”
“เ้าจงปกป้องผู้สืบทอดของข้าแทน”
ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่เพียงเท่านั้น ก็ทำให้หัวใจของหลี่เฟิงเหยียนสั่นะเื
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ผู้เฝ้ามองทั้งสามสบตากันเพียงชั่วครู่
ก่อนชายที่ยืนตรงกลางจะยกมือขึ้นเป็สัญญาณ
“ภารกิจวันนี้...”
“สิ้นสุด”
คำสั่งนั้นทำให้เยว่หลันประหลาดใจ
พวกเขาไม่ได้พ่ายแพ้
แต่กลับเลือกถอนตัว
ผู้เฝ้ามองทั้งสามค่อย ๆ ถอยเข้าสู่เงามืด
ก่อนร่างจะสลายกลายเป็หมอกสีดำ
ทว่า ก่อนที่หมอกสุดท้ายจะเลือนหาย ชายผู้นั้นกลับหันมามองเยว่หลันเป็ครั้งสุดท้าย
แล้วกล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้ทั้งลานนครเงียบงัน
“ผู้ถือกรรม...”
“เมื่อเ้าพบประตูที่ห้า...”
“จงอย่าเชื่อ...ผู้ใดก็ตามที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคแรกเริ่ม”
สิ้นคำเตือนนั้น หมอกสีดำก็สลายหายไป
ความมืดที่ปกคลุมนครแห่งนามค่อย ๆ จางลง
โคมหินนับหมื่นดวงกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกโล่งใจ
เพราะทุกคนต่างตระหนักตรงกันว่า...
ศัตรูที่แท้จริง
เพิ่งเริ่มเผยตัวออกมาเท่านั้น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 4
หลังการจากไปของผู้เฝ้ามองทั้งสาม นครแห่งนามค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง โคมหินที่ดับสนิทเมื่อครู่ทยอยส่องแสงขึ้นทีละดวง แสงสีทองอ่อนสะท้อนลงบนถนนหินโบราณและลำน้ำสีเงินที่ไหลผ่านกลางนคร ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังสูดลมหายใจหลังผ่านพ้นพายุร้าย
แต่แม้บรรยากาศจะกลับมาสงบนิ่ง ความรู้สึกของผู้คนกลับไม่เหมือนเดิม
ทุกคนต่างรู้ดีว่า นับจากวันนี้ ศัตรูมิได้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกต่อไป หากเริ่มเดินหมากอย่างเปิดเผย และทุกย่างก้าวต่อจากนี้จะมีผู้คนทั้งใต้หล้าเป็เดิมพัน
เยว่หลันทอดสายตามองต้นไม้นาม์ กิ่งก้านอันกว้างใหญ่ยังคงแผ่ปกคลุมทั่วนคร แผ่นหยกนับล้านใบส่องประกายระยิบระยับราวหมู่ดาว หากเมื่อมองให้ดี นางกลับพบว่ามีแผ่นหยกจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหม่นแสงลงทีละน้อย
ไม่มีรอยแตก
ไม่มีการแตกสลาย
แต่แสงแห่งชีวิตในแผ่นหยกเ่าั้กำลังอ่อนแรงลงอย่างช้า ๆ
“พวกเขากำลังถูกลืม...ใช่หรือไม่”
เยว่หลันถามเบา ๆ
ชายผู้เป็อาจารย์พยักหน้า
“เมื่อประตูที่สามเปิดออก ความทรงจำของโลกก็เริ่มรั่วไหล”
“ทุกวันที่ผ่านไป...”
“ชื่อบนต้นไม้นี้จะค่อย ๆ เลือนหาย”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“และเมื่อชื่อสุดท้ายดับลง”
“ต้นไม้นาม์ก็จะสิ้นชีวิต”
เยว่หลันหลับตาลงช้า ๆ
นางเคยคิดว่าการปกป้องผู้คนคือการช่วยชีวิตพวกเขา
แต่บัดนี้ นางเริ่มเข้าใจว่า...
บางครั้ง การทำให้ใครสักคนยังคงถูกจดจำ ก็อาจยิ่งใหญ่ไม่แพ้การช่วยให้เขามีชีวิตอยู่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในขณะนั้นเอง ต้นไม้นาม์ก็เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง
แต่คราวนี้มิใช่เพราะพลังมืด
กิ่งก้านจำนวนมากค่อย ๆ เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ก่อนแยกออกจากกันเป็ทางเดินสายหนึ่งทอดยาวลงมาจากเรือนยอด
ที่ปลายสุดของทางเดินนั้น...
ผลหยกสีขาวบริสุทธิ์ผลหนึ่งค่อย ๆ หลุดออกจากกิ่ง
มันไม่ได้ร่วงลงพื้น
แต่ลอยช้า ๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าเยว่หลัน
ผลหยกมีขนาดเพียงฝ่ามือ เปล่งแสงนวลอ่อน ภายในเหมือนมีหมอกสีทองหมุนเวียนอยู่ไม่หยุด
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายถึงกับคุกเข่าลง
“ผลแห่งนาม...”
เขาเอ่ยเสียงเบา
“ต้นไม้นาม์มอบของขวัญแก่ผู้ถือกรรม”
ชายผู้เป็อาจารย์พยักหน้า
“หลายพันปีแล้ว...”
“ข้าไม่เคยเห็นต้นไม้มอบผลด้วยตนเอง”
เยว่หลันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปรับผลหยก
ทันทีที่ปลายนิ้วัั เปลือกหยกก็แตกออกอย่างเงียบงัน
ไม่มีเมล็ด
ไม่มีเนื้อผล
มีเพียงแผ่นหยกเล็ก ๆ สีขาวบริสุทธิ์ซ่อนอยู่ภายใน
บนแผ่นหยกนั้น ไม่มีชื่อผู้ใด
มีเพียงประโยคสั้น ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
"เมื่อดอกเหมยผลิบานเจ็ดกลีบ"
"ผู้ถือกรรมจะต้องเลือกระหว่างโลก...กับผู้ที่ตนนึกถึงที่สุด"
เยว่หลันนิ่งงัน
ประโยคนี้คล้ายกับคำถามของผู้เฝ้าประตูในวันแรก
แต่ครั้งนั้นเป็เพียงบททดสอบ
ครั้งนี้...
กลับเป็คำทำนาย
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองข้อความบนแผ่นหยก ก่อนมือซ้ายของเขาจะพลันเจ็บแปลบ
ตราดอกเหมยบนหลังมือส่องแสงอีกครั้ง
คราวนี้ กลีบสีดำเปลี่ยนเป็สีทองเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
และในเสี้ยววินาทีนั้น เขาเห็นภาพชายผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตูหินบานมหึมา
บุรุษผู้นั้นหันหลังให้โลกทั้งใบ
ในมือขวาถือกระบี่พิทักษ์นาม
ส่วนมือซ้าย...
ถือโคมแดง
ภาพนั้นทำให้หลี่เฟิงเหยียนถึงกับชะงัก
เพราะเขาแน่ใจว่า ผู้ถือกรรมทุกยุคถือเพียงโคมแดง
ผู้พิทักษ์ถือเพียงศาสตรา
ไม่มีผู้ใดถือทั้งสองสิ่งพร้อมกัน
“เป็ไปไม่ได้...”
เขาพึมพำออกมา
ผู้ถือโคมคืนนามหันมองเขาทันที
แม้หลี่เฟิงเหยียนจะยังไม่เล่าอะไรออกมา แต่แววตาของชายผู้นั้นกลับเปลี่ยนไป
ราวกับเดาได้ว่าความทรงจำชิ้นใดเพิ่งกลับคืนมา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายผู้เป็อาจารย์เดินไปยืนเบื้องหน้าแผนผังโลกอีกครั้ง
เสาแสงของประตูที่ห้ายังคงกะพริบเป็จังหวะอ่อนแรง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม คือจุดแสงสีแดงอีกดวงหนึ่ง
มันไม่ได้อยู่ตรงประตูใดเลย
หากกำลังเคลื่อนที่
ช้า ๆ
มุ่งตรงมายังนครแห่งนาม
“นั่นคืออะไร”
เยว่หลันถาม
ชายผู้เป็อาจารย์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยเคร่งเครียดเช่นนี้มาก่อน
“ไม่ใช่อะไร...”
“แต่เป็ใครบางคน”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายมองตามตำแหน่งนั้น ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปทันที
“เขา...ตื่นแล้วหรือ”
ชายผู้เป็อาจารย์พยักหน้าช้า ๆ
“ใช่”
“และครั้งนี้...”
“เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังประตูที่ห้า”
“แต่กำลังเดินมาหาผู้ถือกรรม”
เยว่หลันรู้สึกหนาวเยือกโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า "เขา" คือผู้ใด
แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
ราวกับชะตากรรมที่หลับใหลมานาน
กำลังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ขณะเดียวกัน...
ณ ปลายสุดของโลกซึ่งไม่มีชื่อปรากฏอยู่บนแผนที่ใด
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ริมหน้าผาสูงชันเหนือทะเลหมอก
อาภรณ์สีครามเข้มพลิ้วไหวไปตามสายลม
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาสีทองอร่ามสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอรุณ
เบื้องหน้าของเขา...
มีดอกเหมยสีขาวเพียงดอกเดียวกำลังผลิบานท่ามกลางหิมะ
ชายผู้นั้นเด็ดดอกเหมยขึ้นมาถือไว้ ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน
“ในที่สุด...”
“เ้าก็เติบโตพอจะพบข้าแล้ว”
ลมเหนือพัดผ่านอีกครั้ง
ดอกเหมยในมือแตกสลายเป็กลีบสีขาว ปลิวล่องไปตามสายลม
มุ่งหน้าสู่...
นครแห่งนาม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบตอนที่ 13