ตอนที่ 2: เวทีเืหงส์
สายลมเย็นะเืพัดผ่านเรือนร่างที่เปียกชุ่ม อาภรณ์เนื้อดีแนบติดไปกับผิวราวกับเป็หนังชั้นที่สอง นำพาความหนาวเหน็บให้แทรกซึมเข้าสู่กระแสเื ทว่าเย่หลินซีกลับมิได้รู้สึกรู้สา แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรงสง่างาม ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับเดินอยู่บนพรมแดงในท้องพระโรง มิใช่ทางเดินโรยกรวดอันเย็นเฉียบในจวนแม่ทัพ
ข่าวสารในจวนแม่ทัพหลิวนั้นเดินทางเร็วยิ่งกว่าราชโองการจากวังหลวง เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เื่ราวที่คุณหนูรองผู้เปรียบดั่งเงาจาง ได้ตบหน้าคุณหนูใหญ่ผู้เป็ดั่งไข่มุกในอุ้งมือของฮูหยินเอก ก็ได้แพร่สะพัดไปทุกซอกทุกมุม บ่าวไพร่ที่เดินสวนกันมิได้เอ่ยทักทาย แต่กลับใช้สายตาและเสียงกระซิบกระซาบที่แ่เบาราวกับลมพัดผ่านใบไม้แทนการสนทนา ทุกสายตาที่ลอบมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ระคนไปกับความสมเพชและความหวาดระแวง ล้วนแต่ปะทะเข้ากับแผ่นหลังตั้งตรงสง่างามของสตรีผู้เป็ศูนย์กลางของเื่ราว แล้วสะท้อนกลับไปอย่างไร้ความหมาย
นางหาได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาเ่าั้ไม่ นางเดินกลับมายังเรือนพักของตนด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง เรือนพักที่ถูกจัดสรรให้คุณหนูรองในนาม ‘หอมหมื่นลี้’ นั้น ตั้งอยู่ท้ายจวนห่างไกลจากเรือนหลัก เป็เพียงเรือนไม้เก่าซอมซ่อที่แทบไม่ต่างจากกระท่อมของบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ กลิ่นอับชื้นจางๆ และความเย็นเยียบที่เกาะกินอยู่ตามผนัง คือการตบหน้าสถานะคุณหนูของนางอย่างเืเย็นที่สุด
ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายจนเรียกได้ว่าอัตคัด มีเพียงเตียงไม้แข็งกระด้างกับโต๊ะเครื่องแป้งที่ขาโยกคลอน ไม่มีแม้แต่ถ้วยชาดีๆ สักใบ
เย่หลินซีทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามของนางขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิงราวกับภาพวาดพญาหงส์ที่ถูกจับไปขังไว้ในเล้าไก่ นางหลับตาลงอย่างแช่มช้อย ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เพื่อสำรวจ กรงขังแห่งใหม่ที่ิญญาของนางต้องมาสถิตอยู่
เส้นลมปราณตีบตันแทบทั้งหมด พลังปราณที่หลงเหลืออยู่เบาบางยิ่งกว่าลมหายใจของทารกแรกเกิด นางวิเคราะห์ด้วยจิตััอันเฉียบคม
ร่างกายนี้ อ่อนแอยิ่งกว่าสตรีชาวบ้านที่ทำงานตรากตรำเสียอีก
มุมปากงามได้รูปยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน
ช่างเป็จุดเริ่มต้นที่ ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าที่ร้อนรนและไม่มั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตู เด็กสาวในชุดบ่าวรับใช้สีซีดเก่าผู้หนึ่งยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางคือ ‘เสี่ยวชุ่ย’ สาวใช้เพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ข้างกายหลิวอวิ๋นเหยา
“คะ...คุณหนู” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยเรียกเสียงสั่นเครือ ในดวงตามีทั้งความกังวลต่อชะตากรรมของคุณหนู และความหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงอันน่าพรั่นพรึงที่นางััได้
เย่หลินซีลืมตาขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นั์ตาสีนิลที่ลุ่มลึกราวกับท้องฟ้ายามราตรี นางปรายตามองเสี่ยวชุ่ยเพียงเล็กน้อย แต่สายตานั้นกลับหนักหน่วงราวกับขุนเขากดทับลงบนบ่าของเด็กสาว
“มีอันใด?”
น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นอารมณ์นั้นทำให้ร่างของเสี่ยวชุ่ยยิ่งสั่นสะท้านขึ้นไปอีก นางทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นเย็นเฉียบอย่างรวดเร็ว
“บ่าว...บ่าวเพิ่งได้ยินข่าวมาเ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยโพล่งออกมาอย่างลนลาน
“ฮูหยินใหญ่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟที่คุณหนูลงมือกับคุณหนูใหญ่ นาง...นางรีบไปฟ้องนายท่านที่ห้องหนังสือ กล่าวหาว่าคุณหนูถูกภูตผีปีศาจเข้าสิงเ้าค่ะ”
“แล้วอย่างไรต่อ?” เย่หลินซีถามกลับด้วยน้ำเสียงคงเดิม ราวกับเื่ที่ได้ยินเป็เพียงเื่ดินฟ้าอากาศที่ไม่สลักสำคัญ
ความสงบนิ่งของคุณหนูยิ่งทำให้เสี่ยวชุ่ยร้อนใจแทบคลั่ง นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ
“นายท่าน...นายท่านโกรธมาก และได้ประกาศให้จัด ‘งานทดสอบพลังปราณประจำปี’ ของตระกูลขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าเ้าค่ะ”
นางหยุดหายใจไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
“บ่าวได้ยินพวกนางกำนัลห้องเครื่องพูดกันว่า ฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้เปิดโปงว่าคุณหนูไร้ซึ่งพลังปราณแม้แต่น้อยนิดต่อหน้าแเื่และเหล่าผู้าุโในตระกูล เพื่อเป็ข้ออ้างอันชอบธรรมในการขับไล่คุณหนูออกจากจวนอย่างไร้ความปรานี”
นี่คือแผนการที่เด็ดขาดและอำมหิต คือการบีบคั้นจนไร้ซึ่งหนทางให้ดิ้นรนโดยแท้
ทว่าแทนที่จะตื่นตระหนกหรือสิ้นหวัง มุมปากของเย่หลินซีกลับค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มอันเ็า งดงามแต่แฝงไว้ด้วยไอสังหาร
นางลุกขึ้น เดินเข้าไปพยุงเสี่ยวชุ่ยให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ
“ไม่ต้องกลัวไป”
แววตาที่มั่นคงดุจขุนเขาและน้ำเสียงที่ทรงอำนาจนั้นมีพลังบางอย่างที่ทำให้หัวใจอันสั่นระรัวของเสี่ยวชุ่ยสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
“ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป” เย่หลินซีปัดฝุ่นที่กระโปรงให้สาวใช้เบาๆ
“เ้าเพียงทำหน้าที่ของเ้าให้ดีก็พอ ส่วนที่เหลือ ข้าจัดการเอง”
เมื่อเสี่ยวชุ่ยล่าถอยออกไปพร้อมกับความสับสนงุนงงแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่หลินซีก็ยิ่งเยียบเย็นและเด่นชัดขึ้น
คิดจะใช้ข้าเป็หินรองเท้า เพื่อเหยียบย่ำแล้วส่งให้บุตรสาวสุดที่รักของตนเองขึ้นสู่ที่สูงงั้นหรือ? ช่างเป็ความคิดที่โง่เขลาและน่าสมเพชเสียจริง
นางคิดในใจอย่างดูแคลน
ในเมื่อพวกเ้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดเวทีอันยิ่งใหญ่ไว้ให้ข้าถึงเพียงนี้หากข้าไม่แสดงละครฉากใหญ่ให้พวกเ้าได้ชมจนสุดเสียงปรบมือ ก็คงจะดูเป็การเสียน้ำใจพวกเ้าจนเกินไป
นางยกฝ่ามือขวาอันเรียวงามขึ้นมาพิจารณาอย่างช้าๆ ก่อนที่ความคิดจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย แหวนหยกดำทมิฬที่ดูเรียบง่ายไร้ราคาพลันปรากฏขึ้นบนนิ้วนางของนางอย่างเงียบเชียบราวกับภาพมายา นี่คือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่สามารถข้ามผ่านมิติและกาลเวลาติดตามจิติญญาของนางมาได้ แหวนจักรวาล
นางส่งกระแสจิตอันแข็งแกร่งเข้าไปในแหวน ชั่วพริบตาเดียว โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของนาง ภายในแหวนคือมิติเก็บของส่วนตัวที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับทวีป บรรจุสมบัติล้ำค่าที่นางรวบรวมและสั่งสมมาตลอดหลายพันปีที่ท่องไปในสามภพ ทั้งตำราค่ายกลเทวะโบราณที่สาบสูญ โอสถทิพย์เปลี่ยนชะตาฝืนลิขิต์ ศาสตราวุธระดับเทวะที่สามารถผ่าแยกฟ้าดินได้ และยาพิษร้ายแรงนับหมื่นชนิดที่แม้แต่เทพเซียนยังต้องหวาดกลัว
จิตสำนึกของเย่หลินซีกวาดผ่านขุนเขาแห่งสมบัติเ่าั้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ขวดหยกขาวบริสุทธิ์ใบเล็กๆ ใบหนึ่งที่บรรจุของเหลวสีทองอร่ามราวกับโลหิตของัเอาไว้ภายใน
โอสถชำระไขกระดูก
แม้โอสถขวดนี้จะเป็เพียงของระดับต่ำสุดในคลังมหาสมบัติของนาง แต่สำหรับโลกใบนี้ มันคือโอสถในตำนานที่สามารถเปลี่ยนคนพิการไร้ค่าให้กลายเป็อัจฉริยะที่ฟ้าดินยังต้องอิจฉาได้ในชั่วข้ามคืน
เย่หลินซีหยิบขวดโอสถออกมาด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แววตาฉายประกายอันตราย
“สามวัน มากเกินไปด้วยซ้ำ”
งานทดสอบพลังปราณประจำปีงั้นหรือ? ไม่ นางไม่เรียกมันเช่นนั้น
นี่มันคืองานเลี้ยงเปิดตัวของข้าต่างหาก
งานเลี้ยงเปิดตัว ที่ข้าจะใช้เืและศักดิ์ศรีของพวกมดปลวกเหล่านี้ ปูทางสู่การกลับมาของจักรพรรดินีมาร เย่หลินซี