
จันทร์กระจ่างฟ้า จักมาในยามใด
ยกจอกเมรัย ขึ้นไต่ถามฟ้า..
เสียงกลอนลอยมาจากด้านหลังภูเขาแห่งหนึ่ง หลังภูเขาจุดนั้นมีหลวงจีนน้อยใบหน้าเกลี้ยงเกลา หน้าตาสัตย์ซื่อ กำลังนั่งจิบชาไปพร้อมกับกินขนมโก๋
หลวงจีนน้อยนี้อายุสิบเก้าปี แซ่ กัว นาม จื่อซิน ที่ด้านหลังภูเขาบริเวณหน้าผานี้เป็นจุดที่มันชอบมานั่งเล่นและชมดูวิวทิวทัศน์ในเวลาว่างเป็นประจำ
แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ดังนั้นกัวจื่อซินจึงไม่อาจมองเห็นภูเขาตั้งตระหง่านโดดเดี่ยวที่อยู่ห่างจากหน้าผาออกไปราวสามสิบวาที่มันชมชอบได้ แต่มันมีตะเกียงติดมือมาด้วยลานพื้นที่รอบข้างจึงสว่างไสวอยู่บ้าง
ภูเขาโดดเดี่ยวลูกนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูเขาของวัดที่มันอาศัย
มีวันหนึ่งมันออกมาเดินสำรวจถึงแถวหน้าผาบริเวณนี้เพื่อดูว่าพอจะมีถ้ำลับ หรือยอดฝีมือเร้นกายอยู่แถวนี้บ้างหรือไม่ ด้วยรูปร่างที่สะดุดตาตั้งโดดเดี่ยว ภายหลังกัวจื่อซินจึงชมชอบมาที่ลานเล็กๆตรงหน้าผาแห่งนี้จนถึงกับขนย้ายหินที่มีลักษณะเป็นแท่งราวกับโต๊ะและม้านั่งมาตั้งไว้เพื่อชมวิวของภูเขาที่ฝั่งตรงข้าม
ตัวมันพกพาขนมโก๋มาด้วยห่อใหญ่พร้อมกับหอบหิ้วกาน้ำชาหนึ่งกาซึ่งมีชาที่ยังร้อน ๆ อยู่ภายใน วันนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญมันจึงหวังจะมาจิบชาชมจันทร์แต่กลับมีเมฆมากจนทำให้ฟ้ามืดมัวบดบังพระจันทร์ หลวงจีนน้อยที่อุตส่าห์ตะกายมาเพื่อชมจันทร์ จึงอดไม่ได้ร่ายบทกวีของซูตงโพ(ซูตงปอ)ออกมา อารมณ์มันในยามนี้คงไม่ต่างจากซูตงโพตอนที่แต่งบทกวีนี้ออกมากระมัง ประสบเหตุการณ์ที่ไม่เป็นใจและหวนรำลึกถึงครอบครัวญาติมิตรที่จากมา
"หลวงจีนน้อยช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก"
กัวจื่อซินใจหายวาบ หันมองไปทางต้นเสียง สบสายตากับหลวงจีนชรารูปหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
หลวงจีนชรารูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่ชุดนักบวชดูมอซอราวกับหลวงจีนถือธุดงค์ เค้าหน้ามีแววเมตตา แต่ก็โอ่อ่าอาจหาญ ราวกับภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งที่ยืนหยัดตั้งตระหง่านมานับหมื่นนับแสนปี ให้ความรู้สึกอันมั่นคงราวกับไม่มีวันพังทลาย
ด้วยการปรากฏกายอย่างไร้ซุ่มเสียงโดยที่มันไม่รู้สักตัว กัวจื่อซินทราบว่าหลวงจีนรูปนี้ต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน แต่ด้วยในวัดที่มันอาศัย กัวจื่อซินมีลำดับศักดิ์สูงยิ่ง หลวงจีนชราหลายรูปในวัดยังต้องเรียกมันเป็นอาจารย์อาน้อย เมื่อถูกเรียกเป็นหลวงจีนน้อยจึงอดรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
"หลวงจีนใหญ่ท่านก็มาชมจันทร์หรือ"
หลวงจีนใหญ่ทำหน้าแปลกใจก่อนหัวร่อออกมาเสียงดังกังวาน
"ไม่เลว ไม่เลว มีความกล้าหาญ" หลวงจีนใหญ่เห็นหลวงจีนน้อยกล้ากล่าวคำยอกย้อนโดยไม่เคารพอาวุโส และไม่เกรงขามต่อฝีมือ กลับชอบอกชอบใจจนกล่าวชม
หลังจากได้ระบายความไม่พอใจและเห็นว่าหลวงจีนใหญ่มิได้ขุ่นเคืองอะไร กัวจื่อซินจึงล้วงป้านชาอีกใบในอกเสื้อออกมารินน้ำชาส่งให้อีกฝ่าย
"หลวงจีนใหญ่ น้ำชา"
หลวงจีนใหญ่ไม่เกรงอกเกรงใจ หลังจากรับจอกน้ำชาจากหลวงจีนน้อยมาซดโฮกใหญ่ ก็ยื่นมือไปหยิบขนมโก๋จากห่อขนมที่อีกฝ่ายวางไว้ข้างตัวเข้าปากเคี้ยว
หลังจากจิบชาไปหนึ่งป้านหลวงจีนใหญ่ก็ถามถึงกลอนที่หลวงจีนน้อยท่องออกมาก่อนหน้านี้
"มีท่อนต่อไปหรือไม่"
กัวจื่อซินได้แต่ยิ้มอย่างกระดากกระเดื่อง เสไปรินน้ำชาเติมให้อีกฝ่ายแทนคำตอบ
มันเพียงจำมาได้อย่างตกๆหล่นๆ แต่เพราะอยู่ในอารมณ์ผิดหวังที่ไม่ได้ชมจันทร์ประกอบกับนึกถึงโลกที่เคยจากมา มันจึงได้ร่ายกลอนที่จำได้อย่างกระท่อนกระแท่นออกมาเท่านั้น
จิบน้ำชากันเงียบๆไปได้คนละสองป้าน กัวจื่อซินหันไปหาหลวงจีนใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเพื่อจะเลียบเคียงหาความเป็นมา
มันต้องตกใจอีกรอบ เพราะด้านหลังหลวงจีนใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลตรงริมขอบผามีคนผู้หนึ่งยืนอยู่
จากแสงตะเกียงที่สาดส่องไปถึงปรากฏบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ริมผา คนผู้นั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลวงจีนใหญ่ สวมใส่ชุดเลิศหรูราวกับบุคคลสูงศักดิ์กำลังยืนจ้องมองไปยังภูเขาโดดเดี่ยวที่ฟากตรงข้าม มองเห็นใบหน้าด้านข้างอันองอาจ มีสง่าราศี หน้าผากกว้างแสดงออกถึงสติปัญญาที่เหนือปุถุชน แม้ผมส่วนใหญ่จะหงอกขาวแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้สง่าราศีของมันลดลง กอปรด้วยบุคลิกของราชันเจ้าชีวิต
หลวงจีนใหญ่พลิ้วกายจากที่นั่งไปยืนเคียงข้างบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น
"ยังต้องประลองหรือ"หลวงจีนใหญ่กล่าวถามผู้มาใหม่
"ย่อมแน่นอน"
"ชาวประชาทั่วไปนับถือบูชาพุทธองค์เสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่งไม่ต่างจากหวงตี้(จักรพรรดิเหลือง) หรือเล่าจื๊อ(ศาสดาเต๋า) เหตุใดพระองค์จึงต้องสะกดควบคุมสถาบันสงฆ์"
"ราชวงศ์ข้าเชิดชูหยู(ขงจื๊อ)กับแนวทางพรต(เต๋า)เป็นหลัก แต่อิทธิพลพุทธในหมู่ราษฎรมีมากเกินไป ถ้าปล่อยไปนานย่อมมีปัญหาต่อการปกครองแผ่นดิน" ที่มันไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมคือราชวงศ์ก่อนเชิดชูสถาบันสงฆ์ ดังนั้นราชวงศ์ใหม่ย่อมจำเป็นต้องทำการลดอิทธิพลของสถาบันสงฆ์ลงเพื่อป้องกันเภทภัยในภายหน้า แต่การจะอ้างเหตุผลทางโลกกับมหาเถระทำให้มันละอายใจอยู่บ้างจึงไม่ได้กล่าวออกจากปาก
หลวงจีนใหญ่เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากบุรุษสูงศักดิ์ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชี้แจง
"ในอดีตไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์จางเจวี๋ย(เตียวก๊ก)* หรือคุรุฟ้าซุนเอิน** ผู้เคยทำให้แผ่นดินปั่นป่วนก็ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์แนวทางพรตมิใช่หรือ เทียบกับการก่อความวุ่นวายของสาวกฝ่ายสถาบันสงฆ์มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น"
"เต๋ามุ่งรู้แจ้งในมรรคา องค์ความรู้และสรรพวิชาภายนอกจึงมีมากมาย ย่อมมีคนนำมาก่อเหตุเภทภัยได้อย่างกว้างขวางรุนแรง ส่วนพุทธมุ่งรู้แจ้งที่ตัวตน แม้องค์ความรู้ส่วนมากมุ่งที่ภายใน แต่ใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีคนเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสอนแล้วพาสาวกลุกฮือ""และเมื่อข้ายังอยู่ย่อมไม่มีใครในแนวทางพรตกล้าก่อความวุ่นวาย" บุรุษชุดเลิศหรูกล่าวอย่างอหังการ์
มันไม่ชมชอบพูดมากหรือจำเป็นที่จะต้องอธิบายจึงกล่าวตัดบท
"ยังคงเป็นข้อเสนอเดิม ไต้ซือตกลงหรือไม่"
"อาตมาตกลง" แม้หลวงจีนใหญ่จะไม่ได้สนใจเรื่องการประลองหรือพิสูจน์ฝีมือ แต่ข้อเสนอดึงดูดใจเกินไปจนมันต้องตอบตกลง
หลวงจีนใหญ่กล่าวจบก็สะกิดหินก้อนเล็กๆก้อนนึ่งที่อยู่ปลายเท้าไปข้างหน้า กระทืบเท้าก่อนลอยตัวพุ่งตามก้อนหินเล็กๆก้อนนั้นผ่านหน้าผาไปที่ด้านหน้าซึ่งเป็นอากาศเวิ้งว้าง
หลวงจีนน้อยมองตามไปด้วยความตระหนก มันได้แต่สงสัยในใจหรือหลวงจีนใหญ่ไม่คิดมีชีวิตสืบไปจึงมากระทำอัตวินิบาตกรรมที่หน้าผาแห่งนี้
มันเคยได้ยินคำเล่าลือมาบ้างว่าสุดยอดฝีมือสามารถใช้วิชาตัวเบาทำให้เหาะหินไปในอากาศได้ไกลนับสิบวา แต่เพราะคนไม่ใช่นก ไม่ว่าจะมีวิชาตัวเบาเก่งกาจขนาดไหนเมื่อเหินข้ามไปถึงจุดหนึ่งย่อมต้องอาศัยฐานในการเหยียบอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนลมหายใจ แต่ภูเขาโดดเดี่ยวที่ห่างจากหน้าผานั้นกลับห่างกว่าสามสิบวา!!! มันไม่เคยได้ยินว่ามียอดฝีมือคนไหนมีวิชาตัวเบาที่จะเหินไปได้ไกลขนาดนั้น
หลวงจีนใหญ่เหินข้ามหน้าผาไปไกลกว่ายี่สิบวาในคราเดียว ก่อนจะหยั่งปลายเท้าไปที่ก้อนหินเล็กๆที่มันเตะออกมาล่วงหน้าแล้วเปลี่ยนลมหายใจโคจรลมปราณได้อีกรอบ ทำให้พุ่งตัวต่อไปอีกสิบวาจนถึงภูเขาอีกฟาก มันสะกิดปลายเท้ากับต้นไม้ที่งอกยื่นออกมาอีกสองครั้งก่อนจะพุ่งตัวไปถึงยอดเขาในคราวเดียว
หลวงจีนน้อยอ้าปากค้าง มันอาศัยอยู่ในวัดบนเขาลึกขนาดนี้ ยังมีโอกาสได้พบพานสุดยอดฝีมือที่เหนือกว่าค่ำเล่าลือเสียอีก
มันรีบหันไปมองบุรุษชุดเลิศหรูอย่างคาดหวัง ราวกับเด็กน้อยรอดูการแสดงปาหี่ที่ข้างถนนก็มิปาน
บุรุษชุดสูงศักดิ์ก็ไม่ทำให้มันผิดหวัง ก้าวเท้าถอยหลังเพียงก้าวเดียวก่อนจะพลิ้วตัวไปข้างหน้าราวกับใบไม้ที่ไร้น้ำหนัก วิชาตัวเบาของบุรุษชุดเลิศหรูไม่ได้พุ่งไปอย่างรวดเร็วแบบหลวงจีนใหญ่แต่แผ่วพลิ้วไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูด
เมื่อร่างของบุรุษชุดเลิศหรูพลิ้วข้ามผ่านระยะสิบห้าวามันก็ตีลังกาหนึ่งตลบก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออันหลวมกว้างหนึ่งครั้งเกิดแรงพลิ้วพุ่งผ่านพื้นที่อีกสิบกว่าวาจนถึงกิ่งไม้ที่งอกยื่นออกมาจากภูเขาอีกฝั่ง สะกิดปลายเท้ากับกิ่งไม้สองคราก็พุ่งตัวขึ้นไปถึงด้านบนของยอดเขาตามหลวงจีนใหญ่ไป
กัวจื่อซินถึงกับตบมือหลายครั้งจนมือแดงราวกับเจอการแสดงปาหี่ที่ถูกใจ ถ้ามีการเปิดรับบริจาคในการแสดงรอบนี้เหมือนปาหี่ที่มันเคยดูตรงหมู่บ้านเชิงเขา มันต้องยอมโยนเหรียญให้จนหมดตัวแน่นอน
หลังจากเงียบเสียงไปอึดใจหนึ่ง ที่ด้านบนยอดเขาของภูเขาโดดเดี่ยวก็บังเกิดเสียงแตกระเบิดปะทุดังติดต่อกันดังขึ้นมา นี่เป็นผลจากพลังลมปราณปะทะหักล้างกันของสุดยอดฝีมือ กระแสเสียงรวมทั้งแรงลมพัดกระจายออกจากยอดภูเขา พร้อมกับเมฆที่ปกคลุมพระจันทร์บนท้องฟ้าค่อย ๆ กระจายตัวออกทำให้ทั้งแถบภูเขาสว่างไปด้วยแสงจันทร์ในวันเพ็ญ
กัวจื่อซินยินดียิ่ง
นอกจากมันจะได้ชมจันทร์กระจ่างฟ้า ตอนนี้ยังจะได้ชมการประลองของผู้เข้มแข็งระดับยอดฝีมือเป็นเครื่องแกล้มน้ำชากับขนมโก๋อีกด้วย
มันรีบดับตะเกียงเพื่อไม่ให้แสงรบกวนสายตา ก่อนอาศัยเพียงแสงจันทร์วันเพ็ญที่แจ่มกระจ่างจ้องมองฝ่าความเลือนรางไปยังลานของภูเขาโดดเดี่ยวที่อยู่ห่างออกไปอย่างสนใจ โดยไม่ทันสังเกตว่าตรงก้อนหินจุดที่หลวงจีนใหญ่เคยนั่งจิบชากับมัน มีคัมภีร์เล่มหนึ่งวางไว้ราวกับหลวงจีนใหญ่เผลอไผลทำตกหล่น
---------------------------------------------------------------------------------------
* จางเจวี๋ย(เตียวก๊ก) ผู้นำของกบฏโพกผ้าเหลืองยุคปลายราชวงศ์ฮั่น ตั้งตนเองเป็น "ปรมาจารย์" นิกาย ไท่ผิง** ซุนเอิน ผู้นำของกบฏข้าวสารห้าโต่วยุคปลายราชวงศ์จิ้น ตั้งตัวเองเป็น "คุรุฟ้า" (เทียนซือ) นิกาย อู่โต้วหมี่
------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ปล.อยากลองเขียนนิยายกำลังภายในดูบ้าง ก็เลยเอาซะหน่อย แต่เรื่องนี้จะช้าหน่อยเด้อ ปล2.นี่เป็นนิยายรายเดือน เน้นตามใจฉัน มันก็จะช้า ๆ หน่อย เน้นเขียนเฉพาะในเวลาตันๆ ตอนเขียนอีกเรื่อง