ธันยาบอกว่าจะเล่าให้ฟังทุกอย่างแต่ยังไม่ใช่ในทันที ธาราเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจขณะเรียนหนังสือ่กลางวัน ไม่มีการรังแกหรือรบกวนจากกลุ่มของวุฒิอีกต่อไป แม้ธาราจะพ่ายแพ้ในเกมของครูปกครอง แต่เกมความเหนือกว่าระหว่างนักเรียนชายด้วยกันเขาคือผู้ชนะที่แสร้งแพ้มาตลอด วุฒิตระหนักในข้อนี้ทำให้ตัวเองรู้สึกต้อยต่ำเวลาอยู่ต่อหน้าธารายิ่งกว่าปรกติ อับอายที่ตัวเองเป็เหมือนหมาแกล้งขู่ราชสีห์ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาการปวดหัวตรงกระหม่อมที่กำเริบเป็ระยะคล้ายไมเกรน เป็อนุสรณ์เตือนใจจากการหัวฟาดพื้นในวันนั้น และไม่มีท่าทีจะหายขาดในเร็ววัน ทั้งสามคนก้มหน้าหลบตาทุกครั้งที่เดินผ่านธารา หรือแม้กระทั่งความซ่าส์ก๋ากั่นที่เคยมีต่อคนอื่นๆก็ลดลงไปด้วย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้วุฒิจะเป็ยังไง ถ้าไม่ได้ไปยุ่งกับแฟนเขามาก ธาราก็ไม่เคยสนใจอยู่แล้ว ชื่อเสียงของธาราเป็ที่ยำเกรงในหมู่นักเรียนชายมากกว่าเดิม ในฐานะลูกผู้ชายเอาจริงที่เคยต้องพักการเรียนเพราะทะเลาะวิวาท ซึ่งแน่นอนว่าเ้าตัวไม่เคยนำพา
เก้าอี้ที่เคยเป็ที่นั่งของแพรวลดาว่าง ธันยาเล่าว่าเธอไม่มาโรงเรียนเกือบจะสองสัปดาห์แล้วเช่นกัน เชอร์รี่ย้ายเข้าไปร่วมกับกลุ่มอื่นตามธรรมชาติคนที่ปรับตัวเอาตัวรอดเก่ง ธันยาไม่ได้เล่าเื่อะไรเกี่ยวกับแพรวลดาเพิ่มเติม ธาราเข้าใจได้ว่าทั้งคู่คือคู่อริที่มีธาราเป็ต้นเหตุ หากเซ้าซี้ถามเธอถึงแพรวลดาบ่อยๆก็อาจจะทำให้เธอเข้าใจผิดและโกรธเขาได้ ธาราจึงแอบไปเลียบๆเคียงๆถามแพทดู
“วันนั้นฉันเห็นเหตุการณ์พอดี ่ที่เธอกำลังอยู่ในห้องปกครองวันนั้น่ะ” แพทเล่าให้ธาราฟัง “มีตำรวจคนหนึ่งมาขอคุยกับแพรวลดา ยึดสร้อยคอที่เธอสวมอยู่ไกลับไปไว้เป็ของกลาง ตำรวจบอกว่าสร้อยเส้นนี้มีความเกี่ยวข้องกับที่มีคนะโผาฆ่าตัวตายที่ผาเมาะด้วยแหละ” พูดจบแพทก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเสิร์ชในเว็บกูลเกิลเปิดเนื้อข่าวให้ธาราดู
ธาราใจหายวาบ มันจะประจวบเหมาะเกินไปแล้ว ชายสามคนะโจากหน้าผาฆ่าตัวตายโดยไม่ทราบเหตุจูงใจที่แน่ชัด วันที่เดียวกับที่ทีมลูกหมูกลิ้งของเขาขึ้นดอยไปวันนั้น สันนิษฐานเวลาตายในเนื้อข่าวก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับเวลาที่ทีมพวกเขาอยู่บนดอย
รวมถึงหญิงสาวที่ชื่ออลิสา กับชายร่างั์ที่ชื่อขาล
และจากเหตุการณ์ที่เขาเห็นขาปลิดชีพชายชราเสียสติเมื่อวาน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความน่าจะเป็สูงมากที่ทั้งสองคนนั้นจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
“วิกฤติการณ์ไคโยเต้” ธาราพึมพำออกมาอย่างลืมตัว
“เธอว่าอะไรนะ” แพทถามกลับอย่างงงๆ
“เปล่าๆ ฉันใจลอยน่ะ โทษที”ธาราบอกปัด “เธอเล่าต่อสิ”
“ก็ไม่มีอะไรแล้วแหละ เพียงแต่หลังจากที่โดนริบสร้อยเส้นนั้นไป ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกว่าแพรวลดาเปลี่ยนไปในทันที ฉันบอกไม่ถูกนะ รูปต่างหน้าตาเธอเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ฉันรู้สึกได้ เหมือนในใจเธอมีอะไรหนักอึ้งแบกไว้อยู่ แล้ววันต่อมาเธอก็ลาป่วยยาวเลย พ่อกับแม่เธอมาหาครูประจำชั้นเองเลยล่ะ แต่อาจารย์ก็ไม่ได้แจ้งเพื่อนๆนะว่าเธอป่วยเป็อะไร แต่ฉันสังหรณ์ว่ามันเกี่ยวกับเื่ที่เธอโดนยึดสร้อยไป”
“ฉันเข้าใจ” ธาราว่า จำตอนที่เห็นเธอเดินกลับบ้านวันนั้นได้
แล้วอีกเื่ที่ฉันรู้สึกประหลาด แพทโน้มหน้าเข้ามากระซิบ เหมือนกลัวคนอื่นได้ยิน “ฉันเป็คนเดียวที่เห็นว่าตำรวจมาหาแพรวลดา จากการที่ฉันลองไปถามทุกคนที่รู้จักในโรงเรียน วันนั้นไม่มีใครเห็นเ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาสักคน เหมือนกับว่าตำรวจคนนั้นหายตัวเข้ามาแล้วก็หายตัวออกไป ไม่รู้สิ อาจจะเป็ความบังเอิญตลกๆก็ได้”
ธาราเอามือลูบคางอย่างครุ่นคิด จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาเจอทำให้เขาเปิดใจเชื่อเื่พิศดารเช่นนี้ได้ไม่ยาก เพียงแต่ตอนนี้เขาโหยหาคำอธิบายเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับว่าธันยาจะอธิบายให้เขาฟังเมื่อไหร่ “ขอบใจเธอมากนะแพท”
“แค่นี้เล็กน้อยจ้ะ เธอสองคนดีกับฉันเสมอ” แพทพูดพร้อมกับยิ้มเขินๆ “อีกอย่างนะ คืออยากจะบอกว่าวันนั้นเธอเท่ห์มากเลย เพื่อนๆผู้หญิงหลายคนอิจฉาธันยามากที่ได้แฟนแบบเธอ”
“อ้อเหรอ ขอบคุณนะ” ธาราลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ นึกในใจว่าทุกวันนี้ยังต้องพยายามไม่เผลอทำให้แฟนตัวเองโกรธ
เย็นวันนั้นเอง ธีระขับรถมาจอดรอที่โรงเรียนอยู่ก่อนแล้ว ธันยาบอกกับธาราว่าวันนี้จะบอกความจริงบางส่วนให้ทราบ แต่เขาต้องไปที่ๆหนึ่งก่อน
“เราจะไปเยี่ยมแพรวลดากัน”ธันยาตอบอย่างเคร่งขรึม
วันนี้คุณอาธีระก็สวมเสื้อเชิร์ตกางเกงสแล็คมาในมาดเคร่งขรึมจริงจังผิดกับปรกติ คล้ายกับเตรียมตัวไปปฏิบัติภารกิจสำคัญ ทั้งสามคนนั่งในรถอย่างเงียบๆไม่พูดจา ธารามีเื่อยากจะถามแต่ก็คิดว่ารอให้อีกฝ่ายทะยอยบอกกันมาก่อนดีกว่า
ขณะรถติดสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่งระหว่างทาง ธีระก็เอ่ยถามขึ้นว่า “เมื่อวานไม่ได้รับาเ็อะไรใช่มั้ย”
ธาราคิดว่าธันยาคงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คุณอาฟังแล้ว ตอบว่า “ผมไม่เป็ไรครับ”
“แต่เธอเกือบไม่รอดแล้วนะ ถ้าชาคริตเข้าไปช่วยเธอช้าอีกนิดเดียว คราวหลังห้ามเธอทำอะไรห่ามๆแบบนี้อีกนะ เจออะไรอันตรายให้หนีห่างไว้ก่อน”
“แต่ผมก็ไม่เป็ไรนี่ครับ” ธาราเถียง
“โชคไม่ได้เข้าข้างเธอทุกครั้งหรอกนะ” ธันยาพูดสนับสนุนคุณอาของตน
ธาราหยักหน้ารับฟังอย่างเงียบๆ เข้าใจอารมณ์ความเป็ห่วงของอีกฝ่าย กลับกันเขาก็คงห้ามธันยากับธีระไปเสี่ยงอันตรายเช่นกัน แล้วก็พร้อมเข้าไปเสี่ยงแทนเองอย่างไม่ต้องสงสัย รถเคลื่อนที่ผ่านออกมายังย่านชานเมืองซึ่งเป็เส้นถนนที่บ้านจัดสรรโครงการชื่อดังต่างๆมาจับจองพื้นที่ คุณอาธีระเลี้ยวรถเข้าโครงการที่ชื่อว่า “ประกายฝัน” หมู่บ้านจัดสรรสำหรับคนมีฐานะ เป็ที่ตั้งสำหรับสถานฑูตเชงเก้น มีสโมสรสปอร์ตคลับขนาดเล็ก ร้านกาแฟริมน้ำเน้นบรรยากาศและบริการ ภัตตาคารร้านอาหารไทยที่วิวด้านหลังร้านเป็ทุ่งนาขนาดหนึ่งไร่ และบ้านในโครงการที่แต่ละหลังเรียกว่าเป็คฤหาสน์น่าจะเหมาะสมกว่า ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นักธุรกิจหรือไม่ก็ชาวต่างชาติฐานะดีที่ย้ายมาอยู่และแต่งงานกับชาวไทย(ส่วนใหญ่เป็ชาวเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ มีญี่ปุ่นบ้าง) ั้แ่ประตูรั้วด้านหน้าของโครงการก็ถูกตกแต่งและขัดจนเงาวับ ธีระจอดรถเทียบกับป้อมยามบริเวณทางเข้าด้านหน้า ก่อนจะเปิดกระจกแล้วหันไปถามธันยาที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ
“ธันยา พร้อมแล้วใช่มั้ย”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” ธันยาตอบอย่างจริงจัง
ธีระพยักหน้าก่อนจะหันมาพูดกับธารา “ค่อยๆเรียนรู้ไปแล้วกันนะ ตอนนี้เธอจะสวมตัวตนเป็ลูกศิษย์ของอา คอยเดินตามอาแล้วกัน ไม่ต้องพูดอะไร อื้ม! เธอไม่ค่อยพูดอยู่แล้วนี่นะ”
ทันทีที่กระจกข้างคนขับถูกกดเลือนเปิดลง รปภ.ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบสีกรมท่าก็ตะเบ๊ะแล้วร้องทักทายขึ้นมาอย่างจำได้
“อ้าว คุณหมอรนกฤติ เชิญเลยครับๆ เดี๋ยวผมเปิดที่กั้นให้ แหม! ผมก็จำป้ายทะเบียนไม่ได้สักที”
“แลกบัตรไว้ก็ได้นะครับ” ธีระในบทคุณหมอรนกฤติพูดอย่างสุภาพ
“โอ๊ย! จำกันได้แล้วครับ ถ้าคุณผู้ชายรู้ว่าผมเก็บบัตรคุณหมอ ท่านหาทางไล่ผมออกแน่นอนครับ เชิญครับ”
แผงกั้นแท่งปูนสีแดงสลับขาวถูกยกขึ้น ธีระผงกศีรษะขอบคุณอย่างยิ้มแย้มก่อนจะปิดกระจกกลับคืน ธารารู้สึกงงงวยแต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร ธันยาชิงอธิบายก่อน
“คราวนี้ฉันอนุญาตให้เธอมองทะลุตัวตนแฝงได้ เธอจึงไม่เห็นว่าคุณอาเป็จิตแพทย์ จำวันนั้นบนดอยได้มั้ยที่แวบหนึ่งเธอเห็นพวกเรากลายเป็คนอื่น”
ธาราพยักหน้าจำได้ ครั้งนั้นเขานึกว่าสติสัมปชัญญะของตัวเองมีปัญหาเสียด้วยซ้ำ
ธันยาอธิบายต่อ “ครั้งนั้นคือเหตุการณ์ฉุกละหุก ฉันไม่ทันอนุญาตให้เธอมองเห็นผ่านตัวตนแฝง และไม่ได้สวมตัวตนแฝงให้เธอด้วยซ้ำเพราะเตรียมมาไม่พอแล้วเธอก็เป็คนนอกอยู่แล้ว”
“คนนอก?” ธาราทวนคำเป็เชิงถาม ่นี้ได้ยินคำนี้บ่อย
“ผู้ที่ไร้พลังอย่างสิ้นเชิงและมองวิถีพลังไม่ออกจะเรียกว่าคนนอก” ธีระอธิบายขณะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถ ฮอนด้าซิตี้สีขาวคืบคลานช้าๆผ่านบ้านหลังโตแต่ละหลังที่มีการออกแบบและตกแต่งเฉพาะตัว ไม่เหมือนบ้านจัดสรรทั่วไปที่ถอดแบบออกมาคล้ายกันทุกหลัง “ส่วนผู้สังเกตุการณ์จะเป็คนที่ไร้พลัง หรือคนที่มีพลังแต่ไม่มีสิทธิใช้ แต่ก็สามารถรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างนักลวงจิต”
“นักลวงจิต?” ธาราทวนคำเป็เชิงถามอีกครั้ง
รถจอดเทียบบาทวิถีริมถนนของหมู่บ้าน เยื้องบ้านสองชั้นหลังกว้างไม่ไกลจากสถานฑูตเชงเก้นซึ่งอยู่ตำแหน่งใจกลางหมู่บ้าน สวนหน้าบ้านกินอาณาบริเวณค่อนข้างกว้าง ประตูรั้วสีทองมลังเมลืองดูได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี คนสวนสวมหมวกปีกกว้างสองคนกำลังใช้กรรไกรเล็มตัดแต่งกิ่งต้นไม้บ้างต้น ธีระสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้
“เรารอน้าทอฝันกับพี่วัฒน์กันแป๊บหนึ่งนะ”ผู้เป็อาบอก “ขอแนะนำอย่างเป็ทางการนะ ธารา อา ธันยา น้าทอฝันและวิวัฒน์ เราทุกคนคือนักลวงจิต ผู้ที่สามารถใช้พลังจิตเพื่อมีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนอื่นได้”
ธาราพยักหน้า ไม่รู้จะถามอะไรเพิ่มเติม รออีกฝ่ายเป็คนบอกเล่ามาคงง่ายกว่า
ธีระเล่าต่อ “ธรรมชาตินักลวงจิตแต่ละคนจะมีความถนัดที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เป็ลูกครึ่งมีความถนัดแบบผสมผสานควบกันหลายอย่าง แต่ก็มักจะมีความถนัดที่สุดเพียงด้านเดียวที่ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์จริงได้ อย่างของอาคือนักแกะรอย ถนัดในการดักจับทิศที่มาของคลื่นพลังจิตและตามรอยเ้าของคลื่นพลังจิตดังกล่าวได้”
“คนตัวใหญ่ที่ชื่อ ขาล นั่นก็เป็นักแกะรอยใช่มั้ยครับ” ธาราถามขึ้น
ชายวัยกลางคนกลืนน้ำลายดังอึก ก่อนจะตอบว่า “ใช่แล้ว ชื่อเสียงโด่งดังเลยคนนั้น เป็ลูกครึ่งนักแกะรอยกับสายกายภาพ ขาลคนนั้นสามารถใช้ความถนัดทั้งสองสายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ซึ่งถือเป็คุณสมบัติที่หายากมากๆ”
“สายกายภาพเป็ยังไงครับ” ธาราถาม แต่ก็พอเดาได้จาการเห็นความแข็งแกร่งของขาลเมื่อวานนี้
“สายกายภาพจะมีพลังจิตสัมพันธ์กับร่างกายทำให้มีความพิเศษขึ้นมา เช่น คงกระพัน พละกำลังมหาศาล ทนร้อนทนหนาว หรือเยียวยารักษาร่างกายได้รวดเร็วกว่าปรกติ สมัยนี้สายกายภาพไม่ค่อยปรากฎตัวกันเท่าไหร่ โดนเงื่อนไขจำกัดการใช้พลังค่อนข้างเยอะ”
“ขอเวลาแป๊บเดียวนะครับ” ธาราชูมือขึ้น สูดหายใจลึกๆเพื่อปรับใจกับโลกใหม่ที่เขาเพิ่งเข้ามารู้จัก การอธิบายของธีระค่อนข้างรวบรัดเกินไปสำหรับมือใหม่อย่างเขา จากนั้นก็พยักหน้าบอกว่า “ปรับความคิดตามทันละครับ เล่าต่อได้เลย”
“อาอาจจะอธิบายได้ยังไม่ครบถ้วนเท่าไหร่ เธอค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยระหว่างนี้แล้วกันเนาะ ส่วนของธันยาจะเป็สายดีไซน์เนอร์”
“ดีไซเนอร์คือผู้ใช้พลังจิตที่ถนัดในการสร้างตัวตนแฝง” ธันยารับหน้าที่อธิบายต่อ “เหมือนการปลอมตัวเป็สายลับแต่อาศัยเคลือบพลังจิตไว้รอบๆตัวเรา เพื่อให้มันบิดเบือนประสาทการรับรู้ของผู้ที่พบเห็น อย่างที่ รปภ คนนั้นเห็นว่าคุณอาเป็จิตแพทย์ชื่อรนกฤติ แล้วอีกอย่างหนึ่ง แพทคงเล่าเื่ที่ตำรวจมาคุยกับแพรวลดาให้ฟังแล้ว”
ธารากลืนน้ำลายพยักหน้า ธันยาพยักหน้าตอบว่า “ตำรวจคนนั้นคือตัวตนแฝงของฉันเอง” จากนั้นเธอก็เปิดซิปล้วงเข้าไปในกระเป๋าเล็กๆด้านหน้าเป้ของเธอ ก่อนจะชูสร้อยหินออปซีเดียนเส้นนั้นให้ธาราเห็น “สร้อยของแพรวลดามาอยู่กับฉันแล้ว”
“เมื่อวานที่ฉันสู้กับคุณลุงคนนั้น ฉันก็เห็นคุณลุงสวมสร้อยแบบนี้เหมือนกัน”ธาราบอก
“นี่แหละเบาะแสสำคัญ” ธีระว่า “นี่คือช่องทางหนึ่งที่ไคโยเต้หาทางแพร่เงาของตัวเองใส่จิตใจคนนอก”
“อืมม์ ไคโยเต้?” ธารารู้สึกว่าตอนนี้มีเื่ให้ต้องถามอย่างไม่หยุดหย่อน เริ่มรำคาญตัวเองที่เป็เ้าหนูจำไม่แล้วเช่นกัน
“ไคโยเต้คือฉายาของคนอยู่เื้ัการสร้างเงาขึ้นมา” ธีระอธิบาย “เงาที่ว่าเป็สาเหตุที่ทำให้เหยื่อเสียสติและกลายเป็อาวุธสังหารแบบสัตว์ป่าได้ เหมือนคุณลุงที่เธอสู้ด้วยเมื่อวาน”
“เหมือนแม่ของผมด้วยใช่มั้ยครับ” ธาราถามกลับ ส่งสายตาคมปลาบไปยังธีระผ่านกระจกมองหลัง
ฝ่ายคุณอาอึกอักก่อนจะกระแอมไอ กล่าวว่า “เื่แม่ของเธอฉันจะเล่าให้ฟังทีหลัง น้าทอฝันกับพี่วิวัฒน์มาแล้ว ไปกันเถอะ”
อีกสองคนมาด้วยรถมาสด้าสองสีดำโดยมีน้าทอฝันเป็คนขับ น้าทอฝันแต่งตัวด้วยชุดเดรสสีชมพูพาสเทล ขณะที่พี่วิวัฒน์ใส่สูทสีครีมคล้ายกับเพิ่งไปเป็วิทยากรบรรยายมา น้าทอฝันรีบเข้ามากอดหลานทั้งสองเพื่อแสดงความเป็ห่วง
“โถ หลานน้า เมื่อวานคงกลัวน่าดูเลย เจอกับเหยื่อเงาไคโยเต้กับตัว” จากนั้นน้าทอฝันก็หันมาพูดกับธารา “คราวหลังอย่าทำอะไรห่ามแบบนี้อีกนะ เหตุการณ์อันตรายแบบนี้เธอต้องหนีห่างก่อนเลย เข้าใจมั้ย ถ้าชาคริตมาไม่ทันจะเป็ยังไง โอ้!! ถ้าเธอเป็อะไรไปน้าคงทำใจไม่ได้จริงๆ”
“ครับ” ธารารับคำอย่างส่งๆ ส่วนพี่วิวัฒน์ตบไหล่ธาราอย่างชื่นชม “กล้าหาญมากไอ้น้องชาย แต่คราวหน้าเอาปลอดภัยไว้ก่อนนะ”
“ครับ ผมจะระวังมากขึ้น”
“คืออย่างนี้นะครับทุกคน” ธีระตั้งต้นอธิบาย “เื่ของธาราความจริงผมก็ไม่เข้าใจ ในฐานะนักแกะรอยผมไม่เคยััพลังของเขาได้เลย ผมเข้าใจว่าเขาไม่มีพลังมาตลอด แต่เมื่อวาน ราชินีน้ำแข็ง…ผู้หญิงที่ชื่ออลิสายืนยันว่าธารามีพลังซ่อนเร้นอยู่ ใช่มั้ยธันยา?”
“ใช่ค่ะ พี่คนนั้นยืนยันชัดเจน แต่คนที่ชื่อขาลก็บอกดมกลิ่นพลังของธาราไม่เจอเหมือนกัน”
“โอ้ ผู้หญิงคนนั้น” พี่วิวัฒน์นึกถึงอลิสาขึ้นมา ความกลัวก็สะท้อนออกมาทางร่างกายที่สั่นเทาบางส่วน ถึงตอนนี้ธาราไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพี่วิวัฒน์ถึงกลัวอลิสาผู้มีฉายาว่าราชินี้น้ำแข็งขนาดนี้ ผู้หญิงที่สามารถใช้อำนาจจิตแผ่ความหนาวเหน็บเยี่ยงความตายเข้ามาครอบงำ อีกทั้งลบและบิดเบือนความทรงจำของคนทั้งสวนสาธารณะต่อเหตุการณ์สยองที่เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา
“มันอาจจะเป็เหตุการณ์ประจวบเหมาะบางอย่าง ทำให้อลิสาเข้าใจผิดว่าธารามีพลังก็ได้นะ” น้าทอฝันพยายามหาคำอธิบาย “มีใครสักคนคอยสังเกตุการณ์พวกเขาแล้วแอบยื่นมือเข้ามาช่วยมั้ย”
“แอบช่วยจนนักแกะรอยอย่าง ขาล ไม่รู้ขนาดนั้น คงจะมีแต่อินทรีขาวแล้วล่ะ” ธีระออกความเห็น “ซึ่งขานั้นมารับรองว่าลงไปลุยกับขาลและอลิสาแล้ว จองล้างจองผลาญอย่างกับอะไรดี”
“หรือว่าผู้หญิงคนนั้นแกล้งหาเหตุผลปล่อยธาราไปหรือเปล่า อาจจะด้วยความสงสารหรืออะไรก็ช่าง” พี่วิวัฒน์พยายามอธิบายเสริม “เพราะว่าตอนนั้นขาลก็อยู่ด้วย หากจะปล่อยไปดื้อๆก็ดูขัดกับแนวทางที่วางไว้ เสียมาดการเป็หัวหน้าหน่วย เลยแกล้งพูดให้ดูดีหน่อย เหมือนทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น”
ข้อเสนอนี้แม้แต่ธาราก็ยังพยักหน้าตามคนอื่นๆ ธีระกระแอมไอก่อนกล่าวสรุปว่า “เพราะอย่างนี้ เราจะถือว่าธาราอยู่ทีมเดียวกับเราไปก่อนก็แล้วกัน ผมยังยืนยันนะจากการที่เป็คนเลี้ยงธารามาั้แ่เล็ก และในฐานนะนักแกะรอยที่ัักับคลื่นพลังจิตได้ไวกว่าสายอื่น ผมไม่เคยเห็นธาราแสดงพลังออกมาแม้แต่ครั้งเดียว เขาเป็ได้อย่างมากก็แค่ผู้สังเกตุการณ์ … เอาละ ได้เวลาแล้ว เราโฟกัสเื่งานตรงหน้ากันก่อนดีกว่า ทอฝัน กับน้องวัฒน์ พยายามช่วยน้องหนูแพรวลดาให้ได้มากที่สุดนะ แล้วก็พยายามอ่านเบาะแสจากความทรงจำมาให้มากที่สุด ครั้งนี้น่าจะปิดจ๊อบได้แล้วเนาะ”
“ต้องยกความดีความชอบให้กับธันยานะงานนี้” พี่วิวัฒน์พูดขึ้น “เพราะเจอสร้อยเส้นนี้เร็ว เงาไคโยเต้เลยยังไม่ค่อยฝังเข้าไปในใจเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นก็สะกดจิตตำรวจมาวิสามัญทิ้งอย่างเดียวเลย”
“ด้วยความบังเอิญหรอกค่ะคุณน้า ถือว่าโชคช่วยค่ะ” ธันยาตอบพลางหันไปมองธาราซึ่งเป็ต้นเหตุให้แพรวลดาใช้สร้อยเส้นนี้ ธารายักไหล่