บทที่28
พูดคุย
หลังจากที่ทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยบรรยากาศรอบโต๊ะคลุมด้วยความเงียบสงบหนานกงจิ่นอวี่เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบน้ำเสียงนั้นไม่ดังนักแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความหนักแน่นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาในทันที
“เ้าทั้งสี่คงเห็นผักสดที่เพิ่มขึ้นมาใน่หลายวันมานี้แล้ว...” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยนำสายตาของเขากวาดมองเหล่าขุนพลที่นั่งเรียงรายอยู่ตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่เร่งรีบ
“ข้าบอกพวกเ้าว่าข้ามีวิธีในการเพาะปลูกพืชผักในดินแดนแห่งนี้”
ขุนพลทั้งสี่พยักหน้ารับพร้อมกันสีหน้าเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความเคารพพวกเขาต่างไม่มีใครโง่พอจะปฏิเสธสิ่งที่เห็นกับตาตัวเอง ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาผักสดใหม่ถูกส่งถึงมือทหารทุกนายเป็เสบียงที่ช่วยเติมเต็มกระเพาะที่เคยอ้างว้างจากเพียงผักดองและข้าวต้มจืดชืด
แม้จะได้รับคำอธิบายจากท่านแม่ทัพไปก่อนหน้านี้ว่าพบวิธีเพาะปลูกแต่ในใจลึก ๆ พวกเขาต่างก็ยังเต็มไปด้วยคำถามเพราะรู้ดีว่าดินแดนฮั่วโจวแห่งนี้มิใช่สถานที่ที่ใครจะสามารถปลูกพืชได้ง่าย ๆ
ในประวัติศาสตร์ของทุกแคว้นทุกราชวงศ์ ต่างเคยพยายามแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดหลายร้อยปีไม่มีผู้ใดสามารถทำให้ผืนดินอันแห้งแล้งและไร้ชีวิตนี้งอกเงยพืชผลได้เลยต่อให้ระดมยอดฝีมือหรือวิชาลึกลับเพียงใดก็ตาม
แต่ทว่าตอนนี้...สิ่งที่ว่าทำไม่ได้กลับเกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตานั่นจึงทำให้ความประหลาดใจและความสงสัยแฝงอยู่ในแววตาของขุนพลทั้งสี่อย่างชัดเจนพวกเขาเข้าใจดีว่าผักพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่แม่ทัพจะแอบซุกซ่อนไว้ได้ั้แ่ต้นเพราะเส้นทางการเดินทางจากต้าหลิงมายังฮั่วโจวนั้นกินเวลานานนับสิบวันผักสดไม่มีทางคงสภาพมาได้แน่นอน
ในขณะที่ความเงียบปกคลุมอยู่อีกครั้งหนานกงจิ่นอวี่ก็กล่าวประโยคถัดมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิมหากแต่เนื้อหาของคำพูดนั้นกลับสร้างแรงสั่นะเืให้กับทุกคน
“เื่นี้...ฮูหยินของข้าเป็ผู้ทำ”
สิ้นเสียงของแม่ทัพผู้เป็เสาหลักของกองทัพ ขุนพลทั้งสี่ถึงกับชะงักกึกดวงตาของทุกคนเบิกกว้างอย่างไม่อาจปกปิดความตกตะลึงได้ทันเวลา
บรรยากาศบนโต๊ะที่เคยนิ่งสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตะลึงในชั่วพริบตาพวกเขาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
สายตาของขุนพลทั้งสี่คน ค่อย ๆหันไปยังสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่ข้างหนานกงจิ่นอวี่ เซี่ยอันอวี
เซี่ยอันอวี่ที่ถูกสายตาคมกริบทั้งสี่คู่จ้องมองราวกับจะทะลุเข้าไปในหัวใจนางถึงกับนั่งเกร็ง มือไม้เริ่มไม่รู้จะวางตรงไหนดีความอึดอัดปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งร่าง แม้จะพยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าแต่มุมปากก็เริ่มกระตุกเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
นางขยับตัวเล็กน้อยเปลี่ยนท่านั่งไปมาด้วยความกระสับกระส่าย ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยเสียงแ่เบาแต่แฝงด้วยความเหนื่อยใจ
“ทุกท่าน... ขอได้โปรดอย่าจ้องข้าเช่นนั้นได้หรือไม่...”
น้ำเสียงที่แฝงความลำบากใจนั้นทำให้เหล่าขุนพลทั้งสี่ได้สติ พวกเขารีบเบือนสายตาหลบไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับเสียงไอแห้งๆ ดังขึ้นแทบจะพร้อมกันอย่างน่าเอ็นดู ราวกับเด็กน้อยที่รู้ตัวว่าทำผิดมารยาท
ใบหน้าของชายชาตรีทั้งสี่แฝงความกระดากอายพวกเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตากับฮูหยินของแม่ทัพอีกต่อไปในชั่วขณะนั้น
เซี่ยอันอวี่แอบถอนหายใจโล่งอกอยู่ในใจนางรู้สึกเหมือนได้รับการช่วยชีวิตจากสถานการณ์ตึงเครียดนี้ โชคดีที่"ฐานะฮูหยินของแม่ทัพ" ยังพอเป็เกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้พวกบุรุษเหล่านี้ไม่กล้าล่วงเกินเกินไปนัก
ถึงแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่ภายในใจของเหล่าขุนพลทั้งสี่คนกลับยังเต็มไปด้วยคำถามไม่รู้จบ พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อจนแทบไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองได้ว่าคุณหนูผู้ไร้ความสามารถจากตระกูลเซี่ยที่พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ว่าเป็เพียงสตรีที่ถูกทอดทิ้งจากตระกูลกลับมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้
หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น้ำหนักในถ้อยคำนั้นกลับกดทับบรรยากาศบนโต๊ะให้แน่นขึงยิ่งกว่าเดิม
“นางบอกว่า...เป็ความสามารถจากตระกูลฝั่งมารดา” ดวงตาคมดั่งคมมีดกวาดมองขุนพลทั้งสี่อย่างเคร่งขรึมก่อนจะเอ่ยต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดซักถาม
“เื่นี้พวกเ้าไม่ต้องถามมาก...ข้าเองก็จะไม่ถามเช่นกัน” คำประกาศชัดเจนทำให้ขุนพลทั้งสี่ต่างพยักหน้ารับรู้แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนคำสั่งของท่านแม่ทัพผู้นี้
หนานกงจิ่นอวี่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง คล้ายกำลังเน้นย้ำถึงสิ่งสำคัญที่สุด “ข้าบอกพวกเ้าวันนี้... เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้พวกเรายังมีเสบียงอาหารสำรองอยู่”
สายตาของหนานกงจิ่นอวี่ทอประกายเย็นเยียบ “แต่มันแลกมาด้วยสิ่งหนึ่ง...คือต้องรักษาชีวิตของนางเอาไว้ให้ได้”
เมื่อสิ้นเสียง ดวงตาของขุนพลทั้งสามเหยียนฟาง, จางเกา, และหวังจาง พลันหันขวับไปยังหยางจื้อหลงเป็จุดเดียวกันราวกับส่งผ่านคำเตือนและความคาดหวังทั้งหมดให้กับชายหนุ่มผู้รับหน้าที่สำคัญนี้
หยางจื้อหลงที่โดนสายตาทั้งสามคู่จับจ้องรีบยืดตัวตรง พยักหน้าหนักแน่นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าจะปกป้องฮูหยินด้วยชีวิตของข้าเอง”คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย
แต่ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังปกป้อง ไม่ใช่เพียงแค่ 'ฮูหยินของแม่ทัพ'แต่คือ "เส้นชีวิต" ของทั้งกองทัพและอาจหมายถึงอนาคตของการเอาชีวิตรอดในดินแดนแห่งความตายนี้ด้วย
พืชผักที่เพาะปลูกได้ในฮั่วโจว... คือสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้!
ภายในดินแดนอย่างฮั่วโจวหาเสบียงอาหารได้ยากมากเพราะว่าพวกพืชผักไม่สามารถเพาะปลูกได้ไม่ใช่เพียงแค่นั้นการเลี้ยงพวกสัตว์อย่างเช่นพวกไก่พวกหมูหรือแม้กระทั่งปศุสัตว์ต่างๆมันเองก็ทำได้ยากเพราะว่าอันใดเพราะว่าภายในดินแดนแห่งนี้มีสัตว์อสูร
พวกสัตว์อ่อนแอจึงไม่สามารถอยู่ได้เป็เพราะว่าพวกมันนั้นอาจจะโดนจับกินหรือไม่ก็ไม่สามารถต้านทานพวกสัตว์อสูรพวกนั้นได้และที่สำคัญคือกว่านั้นก็คือเพราะไม่มีพวกพืชผักไม่มีพวกพืชหญ้าทำการเลี้ยงสัตว์พวกนั้นพวกสัตว์เลยไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ภายในดินแดนแห่งนี้
ทะเบียนอาหารจำพวกพืชอย่างเช่นผักที่เพาะปลูกได้ของเซี่ยอันอวี่จึงกลายเป็สิ่งที่สำคัญมาก
เซี่ยอันอวี่เองก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งที่โถมเข้าใส่หลังจากคำพูดของหนานกงจิ่นอวี่นางได้แต่นั่งยิ้มแห้ง ๆ พลางคิดในใจว่า…
"นี่มันเื่ใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ..."