ขจรกลั้นหายใจ พวกมันก็มาถึงด้านหลังถังขยะพอดี ก็ไม่เห็นขจรหรือใครสักคน แต่อยู่ดีๆ พวกมันแต่ละคนก็ถูกทุบเข้าที่คอจนหัก บางคนถูกต่อยเข้าที่ลูกกระเดือกจนแตก ทุกหมัดที่ต่อยของขจร นั้นล้วนเป็จุดตายทั้งสิ้น พวกคนร้าย ร่วงกันไปทีละคน ที่เหลือ ห้าคนไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ได้แต่ยืนงง ด้วยความหวาดกลัว เลยยิงปืนมั่วๆ แล้วพวกมันก็ถูกหมัดกระแทกเข้าขมับ ลูกกระเดือกบ้าง แต่ละคนโดนหมัดสังหารของขจรเพียงครั้งเดียว หามีใครรอดชีวิตไม่ จนขจรจัดการพวกมันจนหมด
ส่วนโซ้ยตี๋ ถือปืนอยู่ข้างรถ เห็นลูกน้องทั้งหมดลงไปนอนฟุบกับพื้นโดยไม่รู้สาเหตุ ก็ใะโขึ้นรถตู้เพื่อที่จะขับหนี แต่ขจรมาถึงพอดี ต่อยเข้าไปที่กระจกจนแตก แล้วกระชากมันออกมาจากรถ แล้วเตะเข้าไปที่หัวของมันเต็มแรง
พล็อค !! กระดูกคอของมัน ถึงกับหัก ตายไปในทันที
ขจรรีบถอยห่างจากที่เกิดเหตุ รีบวิ่งไปทางลัด แล้วรีบแจ้งตำรวจจราจรที่โบกรถหน้าวัดให้มาที่เกิดเหตุทันที
พี่ธงมาถึงก็ถ่ายภาพรถเอาไว้ แต่ว่าเห็นโซ้ยตี๋นอนกับพื้น สภาพในตาเหลือกค้าง เืไหลออกปาก ในมือยังถือปืน ก็ใ รีบไปดู น้องหมวยที่ถูกวางยาสลบ ปลุกยังไงก็ไม่ฟื้น จนกระทั่ง ขจรพาตำรวจจราจร มาจึงมีการเรียก กำลังตำรวจที่โรงพัก มาที่เกิดเหตุกันเป็จำนวนมาก
ขจรมองดูมือของตนที่ผ่านการล้างมาเรียบร้อย ด้วยความตื่นเต้น เขาไม่คิดว่าจิตใต้สำนึกของเขา จะฆ่าคนเหล่านี้ได้ด้วยหมัดเพียงหมัดเดียว
“ เกิดอะไรขึ้นวะ มึงเห็นคนที่ทำไหม” พี่ธงเอ่ยอย่างใ
“ ไม่เห็น ผมวิ่งออกไปตามพี่ตำรวจที่โบกรถ แล้วก็พาเขามาแล้วก็เห็นอย่างที่พี่เห็นนี่แหละ”
ตำรวจกับ กู้ชีพมา ก็ไปตรวจสภาพศพ ทุกคนล้วนตายจนหมดสิ้น ส่วนใหญ่ก็ตายเพราะคอหัก หรือไม่ก็ลูกกระเดือกแตก
“ คนลงมือช่างโเี้จริงๆ คงเป็นักฆ่าระดับพระกาฬ ใครกันสามารถฆ่า ชายสิบเอ็ดคนที่มีอาวุธครบมือ ด้วยมือเปล่าได้อย่างนี้” เ้าหน้าที่ชันสูตรเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
แล้วฝ่ายสอบสวนก็สอบถามขจร กับ พี่ธงว่าเห็นใครอยู่แถวนี้บ้างหรือไม่ ตำรวจเริ่มสงสัยพี่ธง เพราะว่า อยู่ในที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว ส่วนขจรนั้นเป็ไปได้ยาก เพราะเขาวิ่งไปตามตำรวจมา ระยะทางกับเวลาที่มาถึงนั้น มันไม่สัมพันธ์กัน และตัวเขาก็เป็นักศักษาแพทย์ด้วย
แต่แล้วก็ไม่มีหลักฐาน จึงต้องปล่อยตัวไป แต่ว่าไม่นานนัก ก็มีรถตู้วิ่งเข้ามาสองคัน มีคนกว่าสามสิบคน เดินเข้ามาหาตำรวจ บอกว่า เขาชื่อ เซ่งคุน เป็พี่ชายของโซ้ยตี๋
“ ผมขอดูหน้าคนตายหน่อย ว่าใชาน้องชายผมหรือไม่”
ตำรวจพาไปดู เซ่งคุนก็ขบกรามแน่น เอ่ยด้วยเสียงรอดไรฟันว่า
“ เขา....คือ น้องชายผมครับ”
เซ่งคุนมองหน้าน้องหมวยที่เพิ่งตื่นขึ้น ด้วยสภาพยังไม่หายเบลอ โดยมีขจร ยืนโอบไหล่อยู่ด้านข้าง สายตาที่เซ่งคุนมองขจร หมวย และ พี่ธงนั้นคล้ายกับว่า อยากจะกลืนกิน คนทั้งหมดไปในทันที
เซ่งคุนเดินเข้ามาหาสามคน แล้วเอ่ยว่า
“ พวกมึง เป็ต้นเหตุให้น้องกูต้องตาย พวกมึงระวังตัวเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าใครที่ช่วยมึง มันต้องตายทั้งโคตร” เซ่งคุณเอ่ยคำรามขู่ออกมาในลำคอ ทำเอาหมวยต้องหันมากอดขจรแน่น
“ พวกเราต้องระวังตัวกันมากขึ้น เซ่งคุนเป็มือขวาของเฮียเก้าที่เป็เ้าพ่อเขตราชวงศ์ มันมีบ่อนใหญ่หลายบ่อน ว่ากันว่า รายได้หลักของมันคือ ค้ายา คราวก่อนไอ้โซ้ยต็ถูกจับเื่ยาอี ทำพวกมันสูญเสียรายได้ไปหลายล้าน มันไม่ปล่อยเราแน่ พี่ว่าหมวยดร๊อปเรียนหนีไปอยู่ที่อื่นก่อนดีกว่า มึงด้วยคน”
“ หมวยจะไปอยู่ที่ไหนเล่า พี่จร ไปอยู่ไหนหมวยไปอยู่กับพี่ก็ได้”
“ พี่จะไปไหนได้เล่า พ่อพี่เพิ่งถูกยิงตาย จะจับคนร้ายไม่ได้เลย นี่มาเจอเื่นี้อีก ผมจะคอยระวังตัว หากเจออะไรผิดปกติ ก็จะหนีก่อนทันที ส่วนหมวยตอนไปเรียนก็หาเพื่อนไปด้วย ทั้งไปและกลับ อย่าเดินคนเดียวอีก รู้ไหม”
หมวยได้แต่พยักหน้า
“ พี่ธงล่ะ จะคิดจะทำอย่างไรต่อ”
“ กูแค่ไปนอนที่ ค่ายมวยเท่านั้น ความจริงมึงก็น่าไปนอนด้วยกันกับกูนะ”
“ ไม่เป็ไร ผมอยู่ที่วัดนี่มันใกล้กับ แม่และน้อง ที่ค่ายมวยมันไกลไป”
ขจรไปส่งหมวยที่บ้านเสร็จแล้วก็กลับมาที่วัด หลวงตาเรียกขจร เข้ามาหา
“ หลวงตามีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ เมื่อสักครู่ หลวงตาตรวจดวงชะตาของเอ็ง มันมีอะไรแปลกๆ คล้ายกับว่า ในดวงชะตาของเองนั้นมันเหมือนกับมี ดวงของใครอีกคนผูกชะตาเข้าไว้กับเอ็ง เมื่อก่อนมันไม่มี แต่ตอนนี้มันปรากฏอย่างเด่นชัด ทำให้หลวงตาไม่อาจดูดวงของเอ็งได้อีกแล้ว”
“ คงไม่มีปัญหาอะไรมั๊งครับ”
“ เื่นี้ หลวงตาก็ไม่รู้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกรรมของใคร ก็ของมัน พรุ่งนี้จะมีเกจิอาจารย์ ชั้นผู้ใหญ่ จำนวน 4 รูป มาร่วมกันทำพิธีสวดภาณั์ หลวงตาอยากให้เอ็งมาฟังด้วย จะได้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และ คุ้มครองให้เอ็งอยู่เย็นเป็สุขตลอดไป”
ขจรกราบขอบคุณหลวงตาแล้วก็ กลับห้องไป คืนนี้ ขจรเริ่มท่องบทสวดพระปริตร ซึ่งเป็บทสวดเจ็ดตำนาน เป็บทสวดที่ขับไล่ ภูติผีปีศาจ ไม่ให้เข้ามาใกล้ ทำให้คืนนี้ ขจรหลับสนิทไม่มีสิ่งใดมารบกวน
ในตอนเช้า ขจรก็รีบเข้าไป นั่งฟังพระเกจิอาจารย์ผู้ใหญ่ จากสี่ทิศ เพื่อทำการสวดภาณั์ ขจรต้องนำสายสิญจน์ มาครอบหัวเอาไว้ หลวงพ่อสั่งให้เขา มาฟังตรงหน้า เพื่อจะได้ยินใกล้ พลังของบทสวดภาณั์ จะได้ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้หายไปได้ดียิ่งขึ้น
พอเริ่มบทสวด ขจรก็หลับตาทันที พระสงฆ์ทั้งสี่นั้นได้มีการแบ่งกันสวดที่ละรูป แต่ละรูป ก็เริ่มบทสวดช้าๆ แต่ก้องกังวาน แต่ไปผ่านไปสักพัก น้ำเสียงก็เริ่มดุดันขึ้น คล้ายกับว่า กำลังขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป ความจริงแล้ว หลวงตาบอกกับ ขจรว่า
เป็บทสวดของท้าวจตุรมหาาาทั้งสี่ ที่ปกครอง์ คอยดูแลปกครองพวกั์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และพวกนาค ท่านเป็คนมอบบทสวดภาณั์นี้ให้กับพระพุทธเ้า เพื่อเอาไว้กำราบ พวกั์และบริวาร ที่ชั่วร้าย
ดังนั้น พอบทสวดนี้เปล่งออกจาก พระเกจิ ที่มีณาน ระดับสูง สิ่งชั่วร้ายก็จะหนีหายไปจนหมด
ส่วนขจรนั้น เริ่มมีอาการผิดปกติ คือเริ่มสั่นไปทั้งตัว แต่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเต้น หรือแสดงท่าทางต่างๆ เหมือนลิง เสือ หรือ งู แต่ว่า บทสวดนี้ กลับไปปลุกจิตใต้สำนึก ทำให้เขาเริ่มจำเื่ในอดีตชาติของตนได้ ภาพการฝึกฝนกับ ท่านฤาษี
แล้วโตขึ้น เข้าไปฝึกฝน วิชาดาบ กับ วิชาหมัดมวย กับอาจารย์ แล้วได้เข้าไปรับใช้พระเ้าแผ่นดิน แล้วไปสู้กับมวยพม่า แล้วถูกยิงตาย แล้วมากำเนิดใหม่ แม้ความจำหลายๆ อย่างจะลืมเลือนไป แต่ก็สามารถจำเื่ราวหลักๆ ของอดีตชาติได้แล้ว
ขจรเริ่มนิ่ง ไม่สั่นแล้ว บทสวดภาณั์ยังไม่ทันจบ ขจรก็ลืมตาขึ้น บัดนี้เขารู้แล้ว ว่าในอดีตชาติของเขา คือ ยอดมวยไทย ที่มีชื่อว่าทับ ไม่ได้ชื่อนายขนมต้ม อย่างที่ในหนังบอกเอาไว้เลย
ขจรยังไม่ลุกออกไป เขาเริ่มทบทวนความรู้ที่ผ่านมาในชาติที่แล้ว ทำให้เขาอยากจะไปหาซื้อยาสมุนไพร มาแช่เหมือนที่เขาอาบน้ำว่านในตอนเด็กๆ พอการสวดภาณั์สิ้นสุด ขจรก็กราบพระเกจิผู้ใหญ่ทั้งสี่รูป
แล้วเขาเข้าใจแล้ว ว่าแผลที่หน้าผากของเขาในอดีตนั้นเกิดจาก ะุปืนของ แม่ทัพอะเซหวุ่นกี้ที่ยิงเขานั่นเอง ไม่น่าเชื่อ มาชาตินี้ มันจะเป็รอยติดตามเขามาถึงชาติปัจจุบันด้วย
“เมื่อชาติก่อน เราทำเพื่อคุณหลวงและ เพื่อแผ่นดินกรุงศรี แต่บัดนี้สองสิ่งนี้สูญสลายไปแล้ว เราคงต้องทำเพื่อตัวเองบ้างแล้วซินะ”
คราวนี้แววตาของ ขจรนั้นได้เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าก่อนมาก
ขจรมานั่งในงานศพของพ่อ โดยที่วันนี้ มีแอล กับ ม่อนมาร่วมงานด้วย
“ เสียใจด้วยนะ ฉันเอาบรั่นดีที่เคยบอกกับลุงแจ้งมาให้ แต่ไม่นึกเลยว่าจะต้องมางานศพของแก” แอลเอ่ยกับ ขจรอย่างเสียใจ
แต่ขจร กลับเหม่อลอย มองหน้าแอลแล้วอดคิดถึง หญิงที่ชื่อว่า ทิพย์ที่ชาติที่แล้วเธอเคยเป็เมียของเขามาก่อน เพราะทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก
“ จร จร เป็อะไรหรือเปล่า” ม่อนเขย่าแขนขจร ที่มองหน้าแอล นิ่งค้างขนาดนั้น
“ ไม่เป็ไรครับ แค่คิดถึงพ่อที่ชอบบ่นเสมอว่า อยากเจอกับคุณแอล แต่ความจริงแล้ว แกอยากดื่มบรั่นดีของคุณแอลมากกว่า” ขจรรีบกลบเกลื่อนเื่ไปในทันที
“ ใครกัน มันช่างทำกับลุงแกได้ขนาดนี้”
“ ตำรวจสงสัยคนๆ เดียว มันชื่อสมบัติ เคยเป็มือขวาของ เสี่ยงล้ง เพราะพ่อเป็พยานว่ามันเป็คนร้ายในคดีปล้นคลังสินค้า แต่ตอนนี้ไม่มีพยานเอาผิดมันได้แล้ว”
“ ชั่วช้าจริงๆเลย” ม่อนเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกนะ หรือว่านายอยากเปลี่ยนงานก็บอก ฉันจะพาไปหาป๊าให้ท่านหางานทำให้ จะได้ไม่ต้องไปทำงานเป็เป้าให้พวกเขาต่อย” แอลเอ่ยอย่างจริงจัง จนม่อนที่มาด้วยอดแซวไม่ได้
“ หืม..เดี๋ยวนี้กล้าพาผู้ชายไปหาป๊าเลยเหรอ?”
“ อะไร ก็แค่พาเพื่อนคนหนึ่งไปให้ป๊าหางานทำให้ ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“ จ้า...ไม่มีอะไร”
“ ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องหรอกครับ ตอนนี้ผมได้มีโอากสขึ้นชกมวยแล้ว คงได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นแล้ว”
“ อะไรนะ นี่นายจะบ้าหรือเปล่า นายเรียนหมอนะ จะไปชกมวย หากเกิดถูกต่อยจนสมองฟั่นเฟือน จะทำยังไง?” แอลเริ่มห่วงขจรไปอีก
“ เป็ห่วงผมรึ?”
“ เปล่า ฉันพูดแทนเพื่อนของฉัน” แอลพูดเสียงอู้อี้ไม่เต็มเสียงนัก
“ หือ ฉันไม่ได้คิดจะพูดแบบนั้นสักหน่อย" ม่อนเอ่ยอย่างสงสัย
ขจรได้แต่อมยิ้มออกมา
“ แล้วนายจะขึ้นชกเมื่อไร?” ม่อนเอ่ยถามเห็นว่า แอลอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม
“ อีก 1 เดือนครับ”
“ พวกเราไปแน่นอน” ม่อนเอ่ยแทนแอล ที่กลัวขจรจะเสียอนาคต
ตอนบ่าย ผู้กองนพพร ตำรวจที่ทำคดี ก็เข้ามาที่งานศพอีกครั้ง คราวนี้ พวกเขาบอกว่า เฮียล้งถูกยิงตายไปเมื่อวานนี้ ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าใครเป็คนฆ่า แต่ทว่า นายสมบัติได้เข้ามามอบตัวเมื่อเช้านี้ แต่ทว่า ก็ถูกประกันตัวออกไปแล้ว
“ พวกเราไม่มีพยานอย่างลุงแจ้ง การอัดคลิปวีดีโอในตอนที่ลุงแจ้งบันทึกไว้นั้น ไม่ได้มีการซักค้านของฝ่ายนายสมบัติ คาดว่าพอเื่ถึงศาล อาจยกฟ้อง”
ผู้กองนพพร มารายงานให้ ขจรกับแม่ และน้องๆ ฟัง
“ อย่างนี้ก็เหมือนกับ ว่าพ่อผมตายฟรี คนร้ายกลับลอยนวล?”
“ ไม่ใช่แค่นั้น นายสมบัติคนนี้ มันเป็คนของคุณภาคิน หนุ่มไฮโซ ที่เป็ลูกของท่านรัฐมนตรี ขนาดเสี่ยล้ง ยังถูกยิงตายด้วยเลย ผมแค่มาเตือนพวกคุณอย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย” ผู้กองนพพรเอ่ยเตือน ทุกคนได้แต่เงียบกริบ แต่ขจรนั้นได้แต่กำหมัดแน่น เช่นกัน
หลังจากงานศพพ่อแจ้งเสร็จสิ้น แม่กับน้องก็ยังคงทำมาหากินกันต่อไป ด้วยเงินที่มาช่วยงานนั้น ได้มาเกือบแสน ทำให้แม่มีเงินมาก พอมีเงินมาก แม่ก็กลับไปใช้วิถีชีวิตเดิม คือ เล่นไพ่ คราวนี้ ถึงกับเปิดบ่อนบนตึกที่เช่า ชั้นสาม กันเลยทีเดียว
โดยมีไอ้จ้อย ที่มีอายุแค่ 8 ขวบ คอยดูต้นทาง ส่วนชั้น 1 ก็เปิดเป็ร้านชาไข่มุก
ส่วนจอยนั้น ก็เลิกไปทำงานที่ร้านคาราโอเกะ แต่หันไปรับงานไซด์ไลน์แทนโดยที่ไม่ได้บอกใคร
่เวลาหลังจากนั้น ก่อนที่ขจรจะไปโรงเรียน เขาได้กลับมาออกกำลังกายหนักกว่าเดิม โดยเอาพวกเข็มขัด และเสื้อเพิ่มน้ำหนัก มาใส่ แล้ววิ่งวันละ สามสิบกิโลเท่าเดิม และยังเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มพลังงาน โดยใช้ความรู้ในยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับ วิธีการฝึกฝนแบบโบราณ ที่มีการกำหนดลมหายใจ เข้าออก และ การทำท่าฤาษีดัดตน ทำให้ร่างกายของขจรนั้น เริ่มที่จะมีกล้ามเนื้อมากขึ้น น้ำหนักที่เคยชั่งเอาไว้ ยังคงเท่าเดิม แต่มวลไขมันที่มี นั้นเปลี่ยนเป็มวลกล้ามเนื้อไปหมด
ส่วนการซ้อมชกนั้น คราวแรกก็ลงนวมกับ ไอ้เข้มแทน แต่ว่า ไอ้เข้มก็ไม่อาจทนแรงเตะ แรงต่อยของ ขจรได้ ล้มกระเด็นไปนอนหมดแรงยังไม่ถึงยกแรกเลย
จนพี่ธงต้องเข้ามาช่วยเป็คู่ซ้อมแทนให้ แต่ขจรก็ผ่อนแรงลงไปกว่า ครึ่ง เพราะพี่ธงนั้น ก็เป็หนึ่งเพื่อนของเขาในชาติก่อน ที่อยู่หน่วยจาตุลังคบาทนั่นเอง
จนมาถึงวันต่อยจริง ที่สนามมวยเดอะแชมเปี้ยน งานนี้ ขจรได้ขึ้นชก เป็คู่ก่อนถ่ายทอด เป็คู่ที่สอง โดยมี ม่อนกับแอลมาเชียร์ด้วย ทีแรกทางกิ๊ฟก็จะมาเชียร์ด้วย แต่ว่ามีนัดต้องไปกินข้าวที่บ้านเ้าสัวจาง เลยไม่สามารถมาได้
“ สู้ สู้ ขจรสู้ สู้” ม่อนกับแอล ะโเชียร์อยู่ข้างหน้าเวที ชั้นริงไซด์เลย
“ คู่ต่อสู้ของเอ็ง มันเคยเป็แชมป์เปี้ยนที่เวที ราชดำริมาก่อน เมื่อหลายปีก่อนแต่สุดท้ายมันหลงระเริง เลยถูกน็อค หมดสภาพ ไฟต์นี้มันกลับมาครั้งแรกในรอบสามปี แต่ผู้จัดไม่มีไฟต์ให้สู้ในเวลาถ่ายทอด เลยดึงลงมาต่อยนอกรอบ เอ็งเจอกระดูกชิ้นใหญ่แล้ว มันเป็มวยถนัดซ้าย แต่อาวุธที่ร้ายกาจของมันคือศอก มันเคยถูกตั้งฉายา ว่าศอกไร้น้ำใจ ระวังตัวด้วย อย่าประมาท”
ครูทิมสอนเสียยืดยาว แล้ว ถอดมงคลที่หัวออก ขจร ยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้ว ยกมือพนมไหว้ครู รำลึกคุณครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอน แล้วลืมตาขึ้น กรรมการเรียกทั้งสองคนไปกลางเวที อธิบายกติกามวยไทยสั้นๆ
“ ชกให้สมศักดิ์ศรี พวกมึงรู้กติกาดีอยู่แล้ว ใครคิดตุกติก กูไล่ลงจากเวทีแน่” กรรมการคนนี้ไม่ได้พูดกติกาเหมือนคนอื่นๆ กลับขู่นักมวยทั้งคู่แทน จนเสียงระฆังดังขึ้น ……