เช้าวันนั้น อาโออิลืมตาขึ้นเพราะความเงียบเธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกว่าห้องทั้งห้องสว่างกว่าปกติ หญิงสาวค่อย ๆลุกขึ้นจากฟูกเดินไปยังหน้าต่างแล้วเลื่อนบานไม้ออกช้า ๆ ลมเย็นจัดพัดผ่านใบหน้าทันทีเธอสูดลมหายใจเข้าก่อนยืนนิ่ง สวนแอปเปิลทั้งสวนกลายเป็สีขาว หลังคาบ้าน รั้วไม้ ทางเดินหินกิ่งไม้ทุกกิ่งล้วนถูกปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ เกล็ดหิมะยังคงโปรยลงจากท้องฟ้าอย่างเงียบงันอาโออิยกมือออกไปรับหิมะเม็ดเล็กตกลงบนฝ่ามือก่อนละลายหายไปรอยยิ้มค่อย ๆปรากฏบนใบหน้าของเธอ
“หิมะแรก” เธอพึมพำเบา ๆ “ปีนี้มาเร็วจัง”
กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ลอยขึ้นมาจากชั้นล่าง ตามด้วยกลิ่นปลาแซลมอนย่าง อาโออิเปลี่ยนเสื้อกันหนาว หวีผมลวกๆ ก่อนเดินลงบันไดอย่างช้า ๆ มือซ้ายแตะราวบันไดตามความเคยชิน ทุกย่างก้าวมั่นคงแม้จะช้ากว่าเมื่อก่อนเล็กน้อยมิซากิกำลังจัดโต๊ะอาหาร เคนจิเปิดประตูบ้านค้างไว้มองหิมะที่ตกอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นลูกสาวเดินลงมาทั้งคู่ก็ยิ้มให้
“อรุณสวัสดิ์” มิซากิกล่าว
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อาโออิตอบ
ก่อนเดินไปยืนข้างพ่อทั้งสองมองออกไปนอกบ้านพร้อมกัน
“สวยนะ” เคนจิพูดเบา ๆ
อาโออิพยักหน้า“หนูชอบหิมะแรกที่สุด”
“ทำไม”
เธอใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ“เพราะมันทำให้ทุกอย่างดูเหมือนเริ่มต้นใหม่”
เคนจิยิ้มไม่ได้พูดอะไรต่อแต่คำตอบนั้นทำให้หัวใจของคนเป็พ่อเบาขึ้นนิดหนึ่ง
---
หลังอาหารเช้าอาโออิสวมผ้าพันคอสีครีมผืนเดิมที่มาซาอากิเคยช่วยพันให้ เธอเดินออกมายืนหน้าบ้าน
หิมะยังคงตกบางๆ เสียงจักรยานดังแว่วมาจากปลายถนน กริ๊ง เสียงกระดิ่งคุ้นหูดังขึ้นหนึ่งครั้งอาโออิหันไปตามเสียงก่อนยิ้มทันที ไม่นานนักมาซาอากิก็ปั่นจักรยานเข้ามาล้อจักรยานบดผ่านหิมะบางๆ ทิ้งรอยทางยาวไว้บนพื้นสีขาวเขาจอดจักรยานหน้ารั้วก่อนลงมายืนไหล่เสื้อโค้ตมีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ประปราย
“อรุณสวัสดิ์” เขาโค้งศีรษะเล็กน้อย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อาโออิยิ้มกว้าง “ระหว่างทางลื่นไหม”
“นิดหน่อย” มาซาอากิปัดหิมะออกจากแฮนด์จักรยาน “ต้องปั่นช้ากว่าปกติ”
อาโออิพยักหน้าสายตาของเธอมองไปยังจักรยานคันเดิมตะกร้าหน้ารถ กระดิ่ง รอยถลอกเล็ก ๆ บนเฟรมทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม เธอรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดเหมือนมีบางอย่างในโลกยังไม่เปลี่ยนแปลง
มาซาอากิเงยหน้ามองสวนแอปเปิล“สวย”
อาโออิหัวเราะ“คุณพูดคำนี้ั้แ่เจอกัน”
“จริงหรือ”
“จริง” เธอแกล้งทำเสียงเลียนแบบ “สวย”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “ก็สวยจริง”
“สวนหรือหิมะ”
เขามองไปรอบๆ ก่อนตอบตามนิสัย “ทั้งหมด”
หญิงสาวยิ้ม“คำตอบปลอดภัยดี”
“ผมตั้งใจ”
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน
ในเวลานั้นเองเสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังมาจากอีกฟากของถนน
“พี่อาโออิ”
ยูตะวิ่งนำมาเป็คนแรกตามด้วยฮารุและโซตะ ทั้งสามคนสวมหมวกไหมพรมคนละสีใบหน้าแดงเพราะอากาศหนาว
“ดูสิ” โซตะกางมือออก “หิมะ”
อาโออิย่อตัวลงยิ้มให้เด็กทั้งสาม“วันนี้จะสร้างตุ๊กตาหิมะกันหรือ”
เด็กทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน
“พี่มาด้วยนะ” ยูตะพูดอย่างกระตือรือร้น
อาโออิชะงักเล็กน้อยเธอก้มมองพื้นหิมะก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“พี่...” เธอหยุดเหมือนกำลังชั่งใจ
มาซาอากิไม่ได้พูดแทรกเขาเพียงยืนอยู่ข้างๆ รอคำตอบของเธอ
หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆ กลับมา “ได้สิ”
เด็กทั้งสามส่งเสียงดีใจก่อนวิ่งนำไปยังลานกว้างท้ายหมู่บ้าน
อาโออิมองตามเสียงหัวเราะของพวกเขาแล้วหันมาทางมาซาอากิ
“ไปกันไหม”
เขาพยักหน้า“ไป”
ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามทางหิมะไม่ได้เดินเร็ว ไม่ได้เดินช้า รอยเท้าสองคู่ค่อย ๆปรากฏบนพื้นสีขาวเคียงข้างกันทอดยาวไปจนสุดทางเดินและเป็ครั้งแรกนับั้แ่วันที่ผลตรวจเปลี่ยนทุกอย่างที่อาโออิไม่ได้เดินออกจากบ้านเพราะฝืนตัวเองแต่เดินออกมาเพราะเธออยากใช้ชีวิตในวันนี้จริงๆ
---
ลานกว้างท้ายหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังมาแต่ไกล ยูตะ ฮารุ และโซตะกำลังช่วยกันกลิ้งหิมะเป็ก้อนกลม ก้อนหนึ่งใหญ่อีกก้อนเล็กกว่าแต่ละคนหน้าแดงเพราะอากาศหนาวเมื่อเห็นอาโออิกับมาซาอากิเดินมาเด็กทั้งสามก็รีบโบกมือ
“พี่อาโออิ”
“ทางนี้”
อาโออิหัวเราะ“พี่มาแล้ว”
เธอค่อยๆ เดินไปตามรอยเท้าที่เด็ก ๆเหยียบไว้ไม่ใช่เพราะี้เีแต่เพราะรู้ว่ารอยเท้าเ่าั้จะช่วยให้เดินได้มั่นคงกว่ามาซาอากิสังเกตเห็นแต่ไม่พูดอะไร
“พี่ช่วยทำหัว” ยูตะชี้ไปยังก้อนหิมะลูกเล็ก
อาโออิย่อตัวลงใช้สองมือกอบหิมะเข้าหากันช้าๆ หิมะเย็นจนปลายนิ้วเริ่มแดง
เธอหัวเราะเบาๆ “หนาวจัง”
โซตะยื่นถุงมือข้างหนึ่งมาให้“พี่ใส่อันนี้”
อาโออิส่ายหน้า“ไม่เป็ไร”
เธอยิ้มให้เด็กชาย“พี่อยากจับหิมะ”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากิหันมามองเขาเข้าใจทันทีเธอไม่ได้อยากััแค่ความเย็นแต่อยากจำความรู้สึกนี้เอาไว้ก่อนที่วันหนึ่งโลกจะเปลี่ยนไปมากกว่านี้
ผ่านไปไม่นานตุ๊กตาหิมะก็เริ่มเป็รูปเป็ร่างฮารุใช้กิ่งไม้ปักเป็แขน ยูตะวางหมวกไหมพรมเก่าของตัวเองลงบนหัว ส่วนโซตะวิ่งไปเก็บลูกเกาลัดแห้งสองลูกมาใช้เป็ดวงตา
เด็กชายหันมาทางอาโออิ“พี่จมูกใช้แครอทดีไหม”
หญิงสาวหัวเราะ“ดีสิ”
โซตะรีบวิ่งกลับไปที่บ้านไม่นานก็วิ่งถือแครอทกลับมาทุกคนช่วยกันเสียบแครอทลงกลางหน้าตุ๊กตาหิมะยืนยิ้มอยู่กลางลานเอียงนิด ๆ ไม่สมบูรณ์แบบแต่เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือของทุกคน
ยูตะยืนเท้าเอว“หล่อไหม”
มาซาอากิพยักหน้า“หล่อ”
ฮารุรีบถาม“เหมือนใคร”
มาซาอากิมองตุ๊กตาหิมะก่อนหันไปมองอาโออิหญิงสาวกำลังยิ้มกว้างแก้มแดงเพราะอากาศหนาว
เขาจึงตอบเรียบๆ “เหมือนยูตะ” เด็กทั้งสามหัวเราะเสียงดัง
“ไม่ใช่” ยูตะรีบปฏิเสธ “ผมหล่อกว่า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
อาโออิค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ตุ๊กตาหิมะ เธอเอื้อมมือแตะหมวกไหมพรมบนหัวมันแล้วแตะกิ่งไม้ที่เป็แขนก่อนยิ้มอย่างพอใจ
ยูตะมองเธอด้วยแววตาสงสัย“พี่ พี่ไม่ดูเหรอ”
อาโออิหันมายิ้ม“ดูสิ แต่...” เธอแตะปลายนิ้วลงบนหิมะอีกครั้ง “พี่ใช้มือดูด้วย”
ฮารุเอียงศีรษะ“ใช้มือดู”
หญิงสาวพยักหน้า“เวลาเราหลับตาเราก็ยังรู้ใช่ไหมว่าหิมะเย็น”
เด็กทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน
“แล้วเวลาแตะเปลือกไม้ก็รู้ว่ามันขรุขระ”
โซตะรีบยื่นมือไปจับต้นไม้ข้างๆ ก่อนร้องออกมา “จริงด้วย”
อาโออิหัวเราะ“บางครั้งดวงตาไม่ได้เป็สิ่งเดียวที่มองเห็น”
เด็กทั้งสามเงียบไปแม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็รับฟังอย่างตั้งใจมาซาอากิมองภาพตรงหน้าเขาเพิ่งรู้ตัวว่า
อาโออิไม่ได้กำลังสอนเด็กๆ เธอกำลังสอนตัวเองให้คุ้นเคยกับโลกใบใหม่ทีละนิด
“พี่มาซาอากิ” ยูตะยื่นกล้องของอาโออิมาให้ “ช่วยถ่ายรูปหน่อย”
มาซาอากิรับกล้องมาเด็กทั้งสามรีบวิ่งไปยืนข้างตุ๊กตาหิมะก่อนโบกมือให้อาโออิ
“พี่มาด้วย”
หญิงสาวชะงักเธอมองเด็กๆ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “พวกเธอถ่ายกันเถอะ”
ยูตะรีบส่ายหน้าตาม“ไม่ได้พี่ก็ทำ”
ฮารุพยักหน้าแรง“พี่ก็ต้องอยู่ในรูป”
อาโออิหัวเราะเขินๆ “พี่ไม่ค่อยชอบถ่ายรูป”
โซตะทำหน้างง“ทำไม”
เด็กชายถามอย่างไร้เดียงสา“พี่ถ่ายรูปคนอื่นตั้งเยอะ”
คำถามนั้นทำให้อาโออินิ่งไปเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กคนหนึ่งจะมองเห็นเื่นี้ มาซาอากิไม่ได้พูดช่วยเขารู้ว่าคำตอบนี้ควรออกมาจากหัวใจของเธอเองหญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าเกล็ดหิมะยังคงโปรยลงมาอย่างช้า ๆ ก่อนเธอจะก้มลงยิ้มให้เด็กทั้งสาม
“งั้นวันนี้พี่จะลองดู”
ยูตะส่งเสียงดีใจเด็กทั้งสามรีบดึงมือเธอไปยืนข้างตุ๊กตาหิมะ มาซาอากิยกกล้องขึ้นมองผ่านช่องมองภาพเด็กสามคนยิ้มกว้าง อาโออิยืนอยู่ตรงกลางรอยยิ้มของเธออ่อนโยนเป็ธรรมชาติและงดงามจนเขาเผลอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“พี่” ยูตะร้อง “ถ่ายหรือยัง”
มาซาอากิหลุดยิ้มก่อนค่อยๆ วางนิ้วลงบนปุ่มชัตเตอร์ แชะ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่เขารู้ทันทีว่านี่จะเป็หนึ่งในรูปที่เขาจะไม่มีวันลบออกจากกล้อง
หลังจากถ่ายรูปร่วมกันเสร็จเด็กทั้งสามก็กลับไปเล่นาหิมะต่อเสียงหัวเราะดังสลับกับเสียงหิมะกระทบเสื้อกันหนาวอาโออิยืนมองอยู่พักหนึ่งก่อนค่อย ๆ ถอนหายใจเบา ๆ
มาซาอากิยื่นกล้องคืนให้
“ได้รูปสวยไหมคะ”
เขาพยักหน้า“สวย”
อาโออิรับกล้องมาเธอเปิดดูรูปช้าๆ แม้ต้องเพ่งมากกว่าเดิมแต่รอยยิ้มก็ค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
“เด็ก ๆ ยิ้มเก่งจัง” เธอหัวเราะเบา ๆ “แค่เห็นก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว”
มาซาอากิมองรูปเดียวกันก่อนพูดขึ้น“คนตรงกลางก็ยิ้ม”
อาโออิยกสายตาขึ้น“จริงหรือ”
“อือ”
เธอก้มกลับไปมองหน้าจออีกครั้งพยายามเพ่งภาพของตัวเองก่อนยิ้มเขินเล็กน้อย
“ดีจังนานแล้วที่ฉันไม่ได้เห็นตัวเองยิ้มแบบนี้”
เสียงเด็กๆ ค่อย ๆ ห่างออกไป ยูตะหันมาโบกมือ “พี่อาโออิ พวกผมกลับก่อนนะ”
“เจอกัน เดินดี ๆ นะ” อาโออิโบกมือตอบ “ระวังลื่นด้วย”
เด็กทั้งสามพยักหน้าก่อนวิ่งหายไปตามถนนในหมู่บ้านไม่นานลานกว้างก็กลับมาเงียบอีกครั้งเหลือเพียงรอยเท้าเต็มพื้นหิมะกับตุ๊กตาหิมะที่ยืนเอียงนิดๆ อยู่กลางลาน
อาโออิเดินเข้าไปหาตุ๊กตาหิมะอีกครั้งเธอใช้มือปัดหิมะที่เกาะอยู่บนหมวกไหมพรมเบา ๆ ก่อนหัวเราะ
“ถ้าพรุ่งนี้แดดออกก็คงละลายแล้ว”
มาซาอากิพยักหน้า“อือ เสียดายไหม”
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า“ไม่ค่ะ”
เธอมองตุ๊กตาหิมะตรงหน้า“มันเกิดมาก็เพื่อค่อย ๆ ละลายอยู่แล้ว”
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งเกล็ดหิมะปลิววนรอบตัวทั้งสอง
อาโออิยิ้มบางๆ “ถึงมันจะละลายแต่วันนี้ก็ยังมีอยู่จริง”
มาซาอากิหันมามองเธอประโยคนั้นทำให้เขานึกถึงพระอาทิตย์ตกในวันนั้นวันที่อาโออิเคยพูดว่าวันนี้เคยมีอยู่จริงแม้จะเป็คนละ่เวลาแต่ความหมายกลับเหมือนเดิม
---
ทั้งสองเดินออกจากลานกว้างแทนที่จะกลับบ้านอาโออิกลับเลี้ยวไปอีกทางมาซาอากิชะลอฝีเท้า
“จะไปไหน”
หญิงสาวหันมายิ้ม“มีที่หนึ่งที่อยากไป”
เขาพยักหน้าไม่ได้ถามต่อทั้งสองเดินเลียบลำธารสายเล็ก หิมะเกาะอยู่ตามโขดหิน น้ำยังคงไหลส่งเสียงเบา ๆ อาโออิหยุดเดินเป็ระยะเพื่อฟังเสียงน้ำ
เธอหลับตาลงก่อนยิ้ม“เสียงเหมือนเดิม”
มาซาอากิยืนอยู่ข้างๆ “อือ หน้าหนาวก็ยังเหมือนเดิม”
หญิงสาวพยักหน้า“ดีจังอย่างน้อยโลกก็ไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่าง”
ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงสะพานไม้เล็กๆ สะพานเดิมที่มาซาอากิเคยช่วยประคองอาโออิในวันที่ฝนตกหนัก หญิงสาวหยุดยืนกลางสะพานมือวางบนราวไม้ปลายนิ้วลูบผ่านร่องรอยที่กาลเวลาทิ้งไว้
เธอหัวเราะเบาๆ “จำได้ไหม”
มาซาอากิยิ้ม“จำได้”
“วันนั้นรองเท้าคุณเปียกหมดของฉันก็เปียก”
“แล้วคุณยังบอกว่า” เธอหันมองเขาแม้ภาพตรงหน้าจะพร่ามัวแต่เธอกลับจำรอยยิ้มของเขาได้“เดี๋ยวก็แห้ง”
มาซาอากิหัวเราะ“ผมพูดจริง”
“ใช่” อาโออิพยักหน้า “แล้วสุดท้ายมันก็แห้งจริง ๆ”
เธอมองลงไปยังลำธารน้ำยังคงไหลผ่านใต้สะพานเหมือนวันนั้นไม่มีผิด
หญิงสาวพูดขึ้นช้าๆ “ฉันว่าความเศร้าก็คงเหมือนกัน”
มาซาอากิหันมองเธอเธอยังคงมองสายน้ำ
“ตอนนี้มันยังอยู่ ยังหนัก ยังเจ็บ”
เธอสูดลมหายใจเข้าอากาศเย็นจัดจนลมหายใจกลายเป็ไอสีขาว
“แต่สักวัน” เธอยิ้มบาง ๆ “มันก็คงเบาลง”
มาซาอากิไม่ได้รีบตอบเขามองสายน้ำที่ไหลไม่หยุดก่อนพูดเพียงสั้นๆ “อือ ผมก็คิดแบบนั้น”
อาโออิหันมายิ้มให้ครั้งนี้รอยยิ้มของเธอไม่ได้ซ่อนความเศร้าอีกแล้วแต่ยอมรับว่าความเศร้านั้นเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตและไม่จำเป็ต้องผลักไสมันออกไปเสมอ
ลมหนาวพัดผ่านสะพานไม้อีกครั้งเกล็ดหิมะค่อย ๆ ตกลงบนราวสะพานละลายหายไปอย่างช้า ๆ ทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ตรงนั้นฟังเสียงน้ำไหลโดยไม่มีใครพูดอะไรอีกเพราะบางครั้งความเงียบก็ทำหน้าที่ปลอบโยนได้ดีกว่าคำพูด
ทั้งสองออกจากสะพานไม้เดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆ หิมะยังคงตกไม่ขาดสายแต่เบากว่าเมื่อเช้า ทางเดินแคบ ๆเริ่มมีรอยเท้าของคนในหมู่บ้านผ่านไปบ้างแล้ว อาโออิเดินช้าลงเธอไม่ได้มองพื้นตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อนแต่คอยฟังเสียงฝีเท้าของมาซาอากิเสียงหิมะยุบตัวใต้รองเท้าของเขาดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
กรอบ
กรอบ
กรอบ
หญิงสาวยิ้มบางๆ “อุ่นใจจัง”
มาซาอากิหันมามอง“อะไร”
“เสียงรองเท้าคุณ” เธอหัวเราะเบา ๆ “ถ้าได้ยินฉันก็รู้ว่าคุณยังอยู่”
มาซาอากินิ่งไปประโยคธรรมดากลับทำให้หัวใจของเขาหนักขึ้นอย่างประหลาด
ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงร้านกาแฟของยายฟูมิป้ายไม้หน้าร้านมีหิมะเกาะอยู่บาง ๆ ควันอุ่นลอยออกมาจากปล่องไฟ
อาโออิยิ้มทันที“ยายฟูมิต้องทำซุปแน่เลย”
“รู้ได้ยังไง”
“กลิ่น” เธอสูดลมหายใจลึก “เป็ซุปฟักทอง”
มาซาอากิลองสูดตามผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้า “จริงด้วย”
หญิงสาวหัวเราะ“คุณเริ่มเก่งแล้ว”
เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นกริ๊ง ยายฟูมิหันมาจากหลังเคาน์เตอร์
“อ้าว สองคนนี้เอง” แกยิ้มกว้าง “เข้ามาเร็วข้างนอกหนาวจะตาย”
ทั้งสองถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิมโต๊ะริมหน้าต่างที่สามารถมองเห็นลำธารได้ ยายฟูมิยกถ้วยซุปร้อน ๆมาวางตรงหน้าโดยไม่ได้ถามว่าจะรับอะไร
“วันนี้ยายเลี้ยง”
อาโออิหัวเราะ“มีเหตุผลหรือเปล่า”
“มีสิ” ยายฟูมิยิ้ม “หิมะแรกต้องฉลอง”
ทั้งสามคนนั่งเงียบๆ ตักซุปเข้าปากความอุ่นค่อย ๆ กระจายไปทั่วร่างกาย อาโออิหลับตาลงชั่วครู่ก่อนยิ้ม
“อร่อย”
ยายฟูมิยักไหล่“ก็เหมือนทุกครั้ง”
“ไม่เหมือน” อาโออิส่ายหน้า “วันนี้อร่อยกว่า”
“เพราะหิวหรือ”
“เพราะมีความสุข”
หญิงชรายิ้มมุมปากไม่ได้ตอบเพียงยกถ้วยซุปขึ้นดื่ม
หลังจากเงียบกันอยู่พักใหญ่ยายฟูมิก็หันไปมองนอกหน้าต่างเกล็ดหิมะยังคงตก
“รู้ไหม” แกพูดขึ้นช้า ๆ “ยายชอบหิมะแรก”
อาโออิยิ้ม“หนูก็ชอบ”
“แต่ยายชอบคนละเหตุผล”
หญิงสาวเอียงศีรษะ
ยายฟูมิค่อยๆ วางช้อนลง “เพราะหิมะแรกทำให้ทุกคนเงยหน้ามองฟ้า”
ทั้งร้านเงียบลง
“ปกติคนเรามัวแต่มองพื้น มองนาฬิกา มองงาน มองปัญหา”
แกหัวเราะเบาๆ “แต่พอหิมะแรกตกทุกคนจะเงยหน้าพร้อมกัน”
อาโออินั่งฟังเงียบๆ
ยายฟูมิหันมามองหลานสาว“ชีวิตก็เหมือนกันบางครั้งเราต้องมีเื่บางเื่มาทำให้เงยหน้าขึ้น”
อาโออินิ่งคำพูดนั้นไม่ได้ฟังเหมือนการสอนแต่เหมือนคนคนหนึ่งกำลังเล่าความจริงที่ค้นพบหลังใช้ชีวิตมานานหญิงสาวก้มมองถ้วยซุปก่อนยิ้มบาง ๆ
“หนู...” เธอหยุดคิด “ไม่เคยมองแบบนี้เลย”
ยายฟูมิหัวเราะ“ตอนยายอายุเท่าหนู ยายก็ไม่เคยมอง”
มาซาอากินั่งมองทั้งสองคนเขาแทบไม่ต้องพูดอะไรเพราะรู้ดีว่าเวลายายฟูมิอยู่กับอาโออิทั้งคู่มีภาษาของตัวเอง
ที่ไม่ต้องอธิบายมากก็เข้าใจกัน
เมื่อซุปหมดถ้วยอาโออิค่อยๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะเริ่มหยุดตกแล้ว แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆส่องผ่านก้อนเมฆตกกระทบลานหิมะสีขาวจนเกิดประกายระยิบระยับ หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปยืนใกล้กระจกเธอเพ่งมองภาพตรงหน้าอยู่นานก่อนพูดเบาๆ
“สวย”
มาซาอากิเดินมายืนข้างๆ “อือ”
ทั้งสองยืนมองภาพเดียวกันโดยไม่มีใครพูดอะไรผ่านไปครู่หนึ่งอาโออิจึงเอ่ยขึ้น
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ถ้าวันหนึ่ง” เธอยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง “ฉันมองไม่เห็นหิมะแล้ว”
มาซาอากิหันมามองเธอทันทีหญิงสาวยังยิ้มอยู่เป็รอยยิ้มที่สงบไม่มีความหวาดกลัว
“คุณจะเล่าให้ฟังไหม”
หัวใจของมาซาอากิเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะเขาไม่ได้รีบตอบเพราะรู้ว่าคำถามนี้ไม่ใช่คำถามเล่น ๆ เขามองหิมะที่กำลังสะท้อนแสงแดดก่อนหันกลับมาหาเธอ
“ได้” เขาตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น
อาโออิยิ้มกว้างขึ้นก่อนพยักหน้าเบาๆ เธอพูดอย่างโล่งใจ “งั้นฉันก็ไม่กลัวแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้มาซาอากิรู้ว่าสิ่งที่เธอ้ามาตลอดไม่ใช่ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่การรักษาแต่เป็ใครสักคนที่จะช่วยมองโลกใบนี้ไปพร้อมกับเธอ
---
เมื่อทั้งสองเดินออกจากร้านกาแฟพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงทางทิศตะวันตก หิมะหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนเริ่มแต้มด้วยสีส้มเรื่อหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเงียบผิดปกติราวกับกำลังพักหายใจหลังหิมะแรกของปี อาโออิยกมือดึงผ้าพันคอขึ้นเล็กน้อยลม่เย็นหนาวกว่าเมื่อเช้ามาซาอากิเข็นจักรยานเดินอยู่ข้าง ๆ ไม่มีใครรีบกลับบ้าน
ทั้งสองเดินผ่านสถานีรถไฟเล็กๆ ของหมู่บ้าน ชานชาลาเกือบว่างเปล่ามีเพียงชายชราคนหนึ่งยืนรอรถไฟพร้อมถุงผ้าใบเล็กเสียงกริ่งเตือนดังขึ้นจากในสถานีไม่นานนักรถไฟท้องถิ่นขบวนสั้นก็แล่นผ่านล้อเหล็กเสียดสีกับรางเกิดเป็เสียงคุ้นเคย
อาโออิหยุดเดินเธอฟังเสียงนั้นจนรถไฟแล่นลับสายตาก่อนยิ้มบางๆ “ฉันชอบเสียงรถไฟ”
มาซาอากิหันมอง“ั้แ่เมื่อไร”
“ั้แ่เด็ก” เธอหัวเราะเบา ๆ “เวลานั่งอยู่ในสวน ถ้าได้ยินเสียงรถไฟฉันจะรู้ว่า”
เธอเงยหน้ามองไปยังรางที่ทอดยาว“โลกข้างนอกยังเคลื่อนไหวอยู่”
มาซาอากิยิ้ม“ตอนผมอยู่โตเกียว ผมกลับไม่ชอบเสียงรถไฟ”
หญิงสาวหัวเราะ“ทำไม”
“เพราะมันดังทั้งวันจนไม่เคยรู้สึกว่ามันเพราะ”
อาโออิพยักหน้า“คนเราคงเป็แบบนี้”
“อะไร”
“สิ่งที่อยู่กับเราทุกวันบางทีก็ลืมว่ามันมีค่า”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากินึกถึงชีวิตของตัวเองในโตเกียวและนึกถึงคนที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ
เดินต่อมาอีกไม่ไกลทั้งสองก็มาถึงเนินเขาเล็กๆ เนินเดิมที่สามารถมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน หิมะบนพื้นยังขาวสะอาด ม้านั่งไม้มีหิมะเกาะอยู่บางๆ มาซาอากิใช้ถุงมือปัดหิมะออกก่อนหันมาหาอาโออิ
“นั่งไหม”
หญิงสาวพยักหน้า“ขอบคุณ”
ทั้งสองนั่งลงโดยเว้นระยะห่างกันเพียงเล็กน้อย
แสงเย็นค่อยๆ อาบไล้หมู่บ้านปล่องไฟแต่ละหลังเริ่มมีควันลอยขึ้น เสียงสุนัขเห่ามาจากบ้านหลังหนึ่งก่อนจะกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
อาโออิยิ้ม“รู้ไหมฉันเคยคิดถ้าตัวเองแต่งงานก็อยากอยู่หมู่บ้านนี้”
มาซาอากิหันมองเธอหญิงสาวยังคงมองไปข้างหน้าเหมือนกำลังเล่าเื่ธรรมดา
“ไม่ต้องเป็บ้านใหญ่ บ้านไม้หลังเล็กก็พอ”
เธอหัวเราะเบาๆ “มีต้นแอปเปิลสักสองสามต้น มีครัวเล็ก ๆ มีหน้าต่างบานใหญ่”
เธอหลับตาลงครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกภาพในใจ“ตอนเช้าตื่นมาก็เห็นูเา ตอนเย็นก็ดูพระอาทิตย์ตก”
มาซาอากิฟังเงียบๆ ไม่ขัด ไม่ถามปล่อยให้เธอพูดจนสุด
“แต่ตอนนี้” อาโออิยิ้มบาง ๆ “ฉันไม่รู้แล้วว่าจะมองเห็นบ้านแบบนั้นได้นานแค่ไหน”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งชายเสื้อโค้ตของมาซาอากิขยับเบาๆ เขาไม่ได้ปลอบไม่ได้บอกว่า “ทุกอย่างจะดีเอง” เพราะเขารู้ว่าคำนั้นไม่จริง
ชายวัยกลางคนเพียงหันไปมองหมู่บ้านก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ“งั้น”
อาโออิหันมามองเขา
“ผมจะจำแทน”
หญิงสาวนิ่งไป
มาซาอากิยังคงมองไปข้างหน้า“บ้านหลังนั้น ต้นแอปเปิล หน้าต่าง พระอาทิตย์ตก ผมจะจำให้หมด”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่ออย่างช้าๆ “วันไหนที่คุณลืมผมจะเล่าให้ฟัง”
หัวใจของอาโออิสั่นไหวเธอมองใบหน้าด้านข้างของเขาภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัวแต่กลับชัดเจนในความรู้สึกมากกว่าวันไหน
หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนหัวเราะเบาๆ “คุณนี่ชอบรับงานเพิ่มอยู่เรื่อย”
มาซาอากิหัวเราะตาม“ผมทำงานเก่ง”
“อันนี้ฉันยอมรับ”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
---
แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ แตะยอดเขา หิมะบนพื้นสะท้อนแสงสีทองงดงามจนแทบเหมือนความฝัน อาโออิค่อย ๆเอนศีรษะพิงพนักม้านั่งหลับตาลงสูดอากาศเย็นลึก ๆ
“ขอบคุณนะ” เธอพูดเบามาก
มาซาอากิหันมามอง“เื่อะไร”
หญิงสาวยังไม่ลืมตา“ทุกเื่ที่อยู่ข้างอาโออิ ที่ไม่เคยบอกให้เข้มแข็ง ที่ไม่เคยสงสาร”
เธอลืมตาขึ้นก่อนยิ้มให้เขา“แล้วก็ที่ทำให้อาโออิยังหัวเราะได้”
มาซาอากิมองเธออยู่นานก่อนยิ้มตอบรอยยิ้มเล็กๆ ตามแบบของเขา “ผมไม่ได้ทำอะไร”
อาโออิส่ายหน้า“ทำสิ”
เธอพูดเบาๆ “คุณอยู่”
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งครั้งนี้ไม่มีใครพูดต่อแต่ทั้งสองต่างรู้ว่าประโยคสุดท้ายนั้นมีความหมายมากกว่าคำพูดอีกนับร้อยประโยค
---
พระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลง แสงสีทองอ่อนอาบไล้ยอดไม้และหลังคาบ้านทั้งหมู่บ้านหิมะที่ตกลงมาั้แ่เช้าสะท้อนแสงจนดูเหมือนมีประกายเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วเนินเขาอาโออินั่งเงียบสายตายังคงทอดมองไปยังขอบฟ้าแม้ภาพทั้งหมดจะพร่ามัวลงทุกวันแต่เธอกลับไม่รู้สึกเสียดายเหมือนเมื่อก่อนเพราะวันนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียว
มาซาอากิลุกขึ้นยืน“หนาวไหม”
อาโออิส่ายหน้า“นิดหน่อยค่ะ”
เขาถอดผ้าพันคอของตัวเองออกก่อนยื่นให้
หญิงสาวยิ้ม“อาโออิมีของตัวเอง”
“ผืนนี้อุ่นกว่า”
เธอส่ายหน้าอีกครั้ง“คุณใส่เถอะ”
มาซาอากิไม่ได้พูดต่อเขาเพียงเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้วค่อยๆ จัดผ้าพันคอสีครีมที่เธอใส่อยู่ให้เข้าที่ปลายนิ้วของเขาััผ้าเพียงเบา ๆ ระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะทำให้เธอหนาวกว่าเดิม
อาโออิเงยหน้ามองระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้กว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเธอเห็นเพียงเค้าโครงใบหน้าของเขา ไม่ชัดเหมือนเมื่อก่อนแต่เธอกลับจำได้ทุกอย่าง ดวงตาที่มักมองเธออย่างอ่อนโยนรอยยิ้มบาง ๆ และน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเสมอ
มาซาอากิถอยออกมาหนึ่งก้าว“เรียบร้อย”
อาโออิยกมือแตะผ้าพันคอก่อนหัวเราะเบาๆ “คุณนี่ชอบจัดผ้าพันคอให้ฉันจัง”
มาซาอากิยิ้ม“ติดเป็นิสัย”
หญิงสาวก้มหน้าลงรอยยิ้มยังคงอยู่เธอกำชายเสื้อโค้ตเบา ๆ เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งพาเอากลิ่นหิมะและกลิ่นไม้แห้งลอยมากับอากาศทุกอย่างเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“คุณคุโรคาวะ” อาโออิเรียก
“ครับ”
เธอเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา“อาโออิถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”
“ได้”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่นขึ้น“วันแรกที่คุณเจอฉัน คุณเคยคิดไหมว่าจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้นานขนาดนี้”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “ไม่เคย”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เขามองออกไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างก่อนตอบโดยไม่ลังเล“ผมไม่อยากไปไหนแล้ว”
คำตอบนั้นเรียบง่ายไม่มีคำหวานแต่กลับตรงไปถึงหัวใจของหญิงสาว
อาโออิยิ้มดวงตาค่อยๆ เอ่อคลอ ไม่ใช่เพราะความเศร้าแต่เพราะความสุขที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับ
เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเข้ามาหาเขา หนึ่งก้าว แล้วอีกหนึ่งก้าว จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงปลายลมหายใจมาซาอากินิ่ง ไม่ได้ถอย ไม่ได้ก้าวเข้าไป เขาเพียงมองเธอรอว่าเธอ้าอะไร
อาโออิเงยหน้าขึ้นพยายามเพ่งมองใบหน้าตรงหน้าแม้จะพร่ามัวแต่เธอรู้ว่าคนคนนี้กำลังยิ้มอยู่หญิงสาวยกมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วแตะแก้มของเขาอย่างแ่เบาเหมือนกำลังจดจำรูปหน้า เหมือนกำลังบันทึกัันั้นลงในความทรงจำ
มาซาอากิไม่ได้ขยับเขาปล่อยให้เธอค่อยๆ ลูบผ่านแก้ม สันกรามจนถึงปลายคาง
อาโออิหัวเราะเบาๆ “ฉันจำได้คุณยังเหมือนเดิม”
มาซาอากิยิ้ม“คุณก็เหมือนกัน”
หญิงสาวส่ายหน้า“ไม่อาโออิเปลี่ยนไปแล้ว”
“แต่ดีใจ” เธอสูดลมหายใจเข้าก่อนปล่อยออกช้า ๆ “ที่ยังมีคุณอยู่ในภาพสุดท้าย”
หัวใจของมาซาอากิสั่นไหวเขานึกถึงรูปถ่ายใบนั้น รูปสุดท้ายที่อาโออิถ่ายเขาและเป็ภาพสุดท้ายที่เธอมองเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนไม่มีคำพูดใดเหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว
อาโออิค่อย ๆเขย่งปลายเท้าหลับตาลงช้า ๆ หญิงสาวแตะริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขา แ่เบา อ่อนโยนสั้นเพียงชั่วลมหายใจแต่เต็มไปด้วยความหมาย ไม่มีความเร่าร้อน ไม่มีความรีบร้อน ไม่มีแม้แต่เสียงของโลกภายนอกมีเพียงหิมะที่ตกลงมาอีกครั้ง เบาราวกับไม่อยากรบกวน่เวลานั้น อาโออิค่อยๆ ถอยออกมาแก้มของเธอแดงระเรื่อ รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เธอก้มหน้าลงก่อนพูดเบามาก“ขอบคุณนะ”
มาซาอากิมองเธอดวงตาของเขาอ่อนโยนจนแทบเอ่อล้นเขาไม่ได้ถามว่าขอบคุณเื่อะไรเพราะเขารู้คำตอบ เขาค่อย ๆยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ เหมือนที่ทำมาตลอด
“ผมต่างหาก” เขาพูดเพียงเท่านั้น ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำว่าสัญญาแต่ประโยคสั้นๆ นั้นกลับหนักแน่นกว่าคำสารภาพใด ๆ
---
พระอาทิตย์ลับหลังแนวเขาแสงสุดท้ายของวันค่อยๆ จางหาย หิมะเม็ดเล็กยังคงโปรยลงมาอย่างไม่รีบร้อน อาโออิค่อย ๆสอดมือเข้าไปในแขนของมาซาอากิเหมือนเป็เื่ธรรมชาติ ชายวัยกลางคนมองเธอก่อนยิ้มบางๆ ทั้งสองหันกลับเดินลงจากเนินเขาทิ้งรอยเท้าสองคู่ไว้บนพื้นหิมะเคียงข้างกัน ไม่มีใครเดินนำไม่มีใครเดินตามมีเพียงสองคนที่กำลังเดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะเดียวกัน หิมะตกต่อไปอย่างเงียบงันราวกับกำลังปกคลุมโลกทั้งใบให้เหลือเพียงความอบอุ่นเล็กๆ ของคนสองคนที่ไม่จำเป็ต้องพูดคำว่ารักเพราะทุกก้าวที่เดินเคียงกันได้ตอบทุกคำถามของหัวใจแล้ว