หญิงสาวเดินออกจากกระท่อมมุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านเพื่อค้นหาถ้ำที่เด็กชายอาศัยอยู่ตามคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้าน โดยอาศัยสอบถามชาวบ้านคนอื่นๆ ไปตลอดทาง
เพราะตัวถานเวยเวยคนเดิมนั้นเพิ่งจะย้ายมาที่นี่ได้เพียงสองเดือน จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นี้เลย
และไม่นานนางก็พบกับถ้ำที่เด็กชายคนนั้นอาศัยอยู่จนได้
ปากถ้ำตรงทางเข้า มีแต่วัชพืชขึ้นรกไปหมดทว่าก็ยังมีร่องรอยว่าที่ตรงนั้นน่าจะเคยเป็แปลงผักมาก่อน
คงจะเป็ปู่ของเสี่ยวต้งเสวียเป็แน่ ที่เพาะปลูกในที่ตรงนั้น แต่น่าจะเพราะภายหลังป่วยหนักจึงไม่ได้ดูแลต่อ ถานเวยเวยคิด
หญิงสาวค่อยๆ เดินผ่านวัชพืชไปยังตรงปากทางเข้าถ้ำ จากนั้นก็ส่งเสียงเรียกเข้าไปด้านในเพื่อทักทายก่อนเป็อันดับแรก
“เสี่ยวต้งเสวีย! เสี่ยวต้งเสวีย! เ้าอยู่ข้างในหรือไม่!”
“...”
“เสี่ยวต้งเสวีย!”
ถานเวยเวยร้องเรียกอีกหน ทว่าด้านในก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับเหมือนเดิม
หรือว่าจะไม่อยู่?
หญิงสาวคาดเดาแล้วจึงลังเลยืนรออยู่ตรงทางเข้าอีกครู่หนึ่ง ไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเดินเข้าไปเพราะห่วงว่าเด็กชายจะใกลัวตน ทว่าครึ่งเค่อ [1] ต่อมา เด็กชายก็ยังไม่ปรากฏตัวอยู่ดี
“หรือว่าเขานอนจะป่วยอยู่ด้านใน?”
ถานเวยเวยคิดถึงความเป็ไปได้อีกอย่าง เพราะเด็กอายุเจ็ด-แปดขวบแบบนั้น ยังจะมีธุระอะไรให้หายไปนานๆ ได้อีกเล่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ถานเวยเวยจึงตัดสินใจคลำทางเข้าไปด้านในด้วยตนเอง เผื่อที่ว่าหากเด็กชายเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา นางจะได้ช่วยเหลือเขาได้ทันการณ์
ในถ้ำมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าข้างนอกนัก แสงสว่างก็มีเพียงแสงที่ส่องลอดเข้าไปจากปากถ้ำเท่านั้นที่ช่วยให้พอจะมองเห็นทางได้อย่างเลือนลาง
หญิงสาวพยายามเดินไปชิดผนังให้ได้มากที่สุด ค่อยๆ ก้าวเข้าลึกเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะสะดุดอะไรเข้า อย่างไรก็ต้องห่วงตนเองเอาไว้ก่อน
และไม่นานนางก็พบกับแสงไฟที่ใกล้จะริบหรี่จากกองฟืนตรงมุมหนึ่งในถ้ำ นางจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปหาโดยไม่ลังเล จากนั้นก็พบร่างเล็กๆ ของเด็กชายกำลังนอนอยู่จริงๆ
ชั่วขณะนั้นถานเวยเวยอยากจะร่ำไห้ออกมานัก
เพราะสภาพรอบตัวของเสี่ยวต้งเสวียช่างน่าอนาถใจเกินจะรับไหว เขานอนอยู่บนแผ่นไม้กระดานผุๆ มีเพียงเศษผ้าที่ไม่อาจเรียกว่าผ้าขี้ริ้วได้ห่มอยูบนกาย รอบๆ ตัวมีเศษกองฟืน และผลไม้ที่ถูกกัดแทะทิ้งเอาไว้ ทั้งยังมีเศษซากขยะที่ไม่รู้ว่าเป็อะไรกองสุมไว้ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เด็กชายขดตัวงอ มีหน้าซีดเซียว มีเหงื่อกาฬไหลชุ่มร่าง ดูท่าทางไม่ค่อยสบายอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ
“เสี่ยวต้งเสวีย...”
ถานเวยเวยเข้าไปใกล้พร้อมส่งเสียงเรียกอีกครั้ง
คราวนี้เด็กชายได้ยินเสียงเรียกอย่างชัดเจน เขาผุดลุกขึ้นมานั่งก่อนจะรีบกระเถิบเข้าไปซ่อนตัวหลังซอกหินที่อยู่ใกล้แผ่นที่นอนอยู่อย่างว่องไวทันใด
“ขอโทษๆๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่ได้ตั้งใจ!” เด็กชายร้องเสียงดัง เหมือนกำลังพยายามแก้ต่างให้ตน
“ไม่ได้ตั้งใจเื่ใดกัน ข้าไม่เข้าใจ” ถานเวยเวยงุนงง
“ก็เ้ามาตามเอาหัวมันคืนไม่ใช่หรือ? ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าเพียงแต่หิวเท่านั้นเอง อย่าตีข้าเลยนะ!”
เด็กชายบตอบกลับพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ แต่เพียงเขาพูดเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ถานเวยเวยเข้าใจอะไรได้ขึ้นมาบ้างแล้ว แสดงว่าหัวมันที่นางเห็นในมือของเขาวันนี้ เขาก็คงจะขโมยมาเพราะว่าหิวกระมัง
น้ำตาของหญิงสาวพลันรื้นขึ้นมาตรงขอบตา นางข่มใจไม่ให้ร้องไห้เอาไว้ “ข้าไม่ได้มาเอาโทษเ้าเื่หัวมัน เพียงแต่อยากจะมาชวนเ้าไปอยู่ด้วย”
“ไปอยู่ด้วยหรือ? ไม่เอาๆ ข้าไม่อยากโดนตี” เด็กชายปฏิเสธเสียงดังอีกครั้ง
ถานเวยเวยยังไม่ยอมแพ้ นางพยายามงัดทักษะยามที่เคยต้อนรับลูกค้าเด็กๆ ตอนที่อยู่ในโลกก่อนออกมาใช้
“ข้าไม่ตีเ้า ข้าสัญญา ซ้ำข้ายังจะหาอะไรให้เ้ากินด้วย ต่อไปหากเ้าไปอยู่กับข้าก็ไม่ต้องไปขโมยของใครกินอีก ทั้งเ้าอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่กลัวภูตผีหรือสัตว์ป่าหรือ”
เสี่ยวต้งเสวียแบบนั้นเม้มปาก ใช้สายตาของตนเองมองไปรอบกายอย่างหวาดหวั่น ภูตผีนั้นเขาไม่กลัวเพราะท่านปู่บอกว่าไม่มีจริง
แต่เื่สัตว์ป่า...
เขาเองก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยจริงๆ
“ข้ากลัวงู...”
จู่ๆ เด็กชายก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงอันเบาหวิว “เมื่อวานนี้ข้าเจองูเลื้อยเข้ามาในถ้ำด้วย ท่านปู่เคยบอกว่าสัตว์กลัวไฟ ข้าจึงจุดกองไฟไว้ แต่ว่า....”
เสียงของเสี่ยวต้งเสวียเบาลงจนกลายเป็เสียงสะอื้น “งูมันก็ไม่ยอมไป ข้าจึงต้องวิ่งออกไปนอนที่ไร่มัน พอตื่นมาท้องก็หิว ดังนั้นจึงต้องขุดหัวมันมากิน... แล้วข้าก็ปวดท้อง ฮือๆ ทรมารเหลือเกิน”
“เ้ากินไม่ได้ทำให้มันสุกก่อนหรือ” ถานเวยเวยถาด้วยความใที่ได้วยยินว่าเขาปวดท้องเพราะกินหัวมันเข้าไป
“ไม่ ตอนนั้นเพราะหิวมาก จึงไม่ได้ทำให้สุก”
ถานเวยเวยตื่นตระหนกขึ้นมายิ่งกว่าเก่า เพราะนางเคยได้ยินว่าหากกินหัวมันดิบๆ อาจจะทำให้ถึงตายได้ นางเดินเข้าไปตรงที่เด็กชายซ่อนตัว ย่อตัวลงไปพูดกับเขาด้วยความร้อนใจ
“เสี่ยวต้งเสวีย! แล้วเ้ากินไปเยอะหรือไม่!”
เด็กชายส่ายหน้า
“ไม่กินแค่นิดเดียว มันแข็ง ข้ากัดไม่เข้า ข้าจึง...”
พูดถึงตรงนี้น้ำตาของถานเวยเวยก็ร่วงลงมาเสียแล้ว
ทำไมเด็กตัวแค่นี้ต้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วย ถึงขนาดว่าต้องกินของอะไรมั่วซั่วแค่เพื่อประทังชีวิตน่ะหรือ
หญิงสาวดึงร่างของเด็กชายเข้ามากอดในอกตนเอง
“ไป... ไปอยู่กับข้า ข้าจะเลี้ยงเ้าเอง”
[1] 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที