หลังเหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยม หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ตัดสินใจออกเดินทางโดยเร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็และเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความฝันและอดีตของพวกเขา พวกเขาเดินทางไปตามเส้นทางโบราณที่กล่าวกันว่านำไปสู่เมืองหลวงเก่าแก่ ซึ่งเต็มไปด้วยตำนานและบันทึกประวัติศาสตร์มากมาย
ระหว่างการเดินทาง ความผูกพันของทั้งสองก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ หลี่มี่เยว่ เริ่มคุ้นชินกับการเดินป่าและหาอาหารจากธรรมชาติมากขึ้น เธอสามารถแยกแยะพืชกินได้จากพืชมีพิษได้อย่างแม่นยำ และยังรู้จักวิธีทำกับดักสัตว์เล็ก ๆ จากที่เคยแอบดูชาวบ้านทำ มู่เหยียน แม้จะยังคงมีท่าทีเ็า แต่เขาก็ยอมรับในความสามารถในการเอาตัวรอดของเธอ และบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือช่วยเหลือเมื่อเห็นเธอประสบปัญหา
คืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักแรมอยู่กลางป่าลึก แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องพื้นดิน สัตว์กลางคืนส่งเสียงร้องก้องไพร มู่เหยียน นั่งพิงต้นไม้ใหญ่ ดวงตาจับจ้องไปที่กองไฟที่ลุกโชน ราวกับกำลังใช้ความคิดหนัก
"เ้าคิดว่า... ที่นี่คือยุคอดีตจริง ๆ หรือ" มู่เหยียน เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
หลี่มี่เยว่ พยักหน้า "ข้าเชื่อเช่นนั้นเ้าค่ะ พลังเซียนของข้าถูกกดทับอย่างรุนแรง และท่านก็เช่นกัน หากเป็ยุคปัจจุบัน พลังมารของท่านคงทำลายเมืองไปแล้ว"
"แล้วาที่พวกเราฝันถึงล่ะ" เขาถามต่อ "มันคือความจริงงั้นหรือ"
"ข้าไม่แน่ใจ... แต่สิ่งที่เ้าของโรงเตี๊ยมเล่า ดูจะสอดคล้องกับความฝันของพวกเรามาก" หลี่มี่เยว่ ตอบ "เทพเซียนผู้พิทักษ์กับจอมมารผู้ทรงพลัง... มันช่างเหมือนกับพวกเราเหลือเกิน"
มู่เหยียน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เื่บ้าอะไรกัน! ข้าไม่มีทางเป็เทพเซียนไร้ประโยชน์พวกนั้นได้หรอก และเ้าก็ไม่มีทางเป็จอมมารได้" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
หลี่มี่เยว่ ยิ้มอ่อนโยน "นั่นก็จริงเ้าค่ะ แต่บางที... อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ผูกพันเราไว้กับานั้น"
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีแดงฉานก็พลันวาบขึ้นบนท้องฟ้า ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทที่ทำให้ผืนป่าสั่นะเื สัตว์ป่าต่างพากันวิ่งหนีด้วยความแตกตื่น
"อะไรน่ะ!" หลี่มี่เยว่ อุทานด้วยความใ
มู่เหยียน ลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาของเขาฉายแววความตื่นตัว "พลังมาร... ที่เข้มข้นกว่าที่เคยััได้"
ทั้งสองตัดสินใจพุ่งทะยานไปยังทิศทางของแสงสีแดงนั้นอย่างรวดเร็ว แม้จะไร้ซึ่งพลังวิเศษเช่นเดิม แต่สัญชาตญาณของเทพและมารก็ยังคงนำทางพวกเขาไป
เมื่อไปถึง พวกเขาพบกับภาพที่ไม่คาดคิด เบื้องหน้าคือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กำลังถูกเปลวไฟสีแดงฉานเผาผลาญ ผู้คนส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ััแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
"นี่มัน... พลังมารจริงๆ ด้วย!" หลี่มี่เยว่ กัดฟันกรอด ใบหน้าซีดเผือด
มู่เหยียน ขมวดคิ้วแน่น "ไม่ใช่พลังมารธรรมดา... เป็พลังมารที่ถูกปรุงแต่งให้ชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม!"
พวกเขาเห็นกลุ่มคนสวมหน้ากากปริศนากำลังไล่ทำร้ายชาวบ้านอย่างโเี้ พลังมารสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากร่างของพวกมัน สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับหมู่บ้าน
"เราต้องช่วยพวกเขา!" หลี่มี่เยว่ ไม่ลังเล เธอพุ่งตัวเข้าไปในหมู่บ้านทันที แม้จะรู้ว่าตัวเองมีพลังเพียงน้อยนิด
"เ้าจะบ้าหรือไงเทพเซียน!" มู่เหยียน ะโไล่ตาม แต่ก็ไม่รอช้า เขาพุ่งตามเธอเข้าไปเช่นกัน
หลี่มี่เยว่ ใช้ความว่องไวของเทพเซียนที่ยังคงมีอยู่ แม้ไร้พลัง เธอพยายามช่วยเหลือชาวบ้านที่าเ็และพาพวกเขาหลบหนี เธอใช้ร่างกายของตัวเองบังเด็กน้อยจากคมกระบี่ของกลุ่มคนสวมหน้ากาก
ในขณะที่ มู่เหยียน พุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มคนสวมหน้ากากโดยตรง แม้พลังมารของเขาจะอ่อนแอ แต่ความแข็งแกร่งของจอมมารก็ยังทำให้เขาสามารถสยบพวกมันลงได้หลายคน เขากำหมัดชกเข้าที่ใบหน้าของนักฆ่าคนหนึ่งอย่างจัง จนอีกฝ่ายล้มลง
"พวกเ้าเป็ใครกันแน่!" มู่เหยียน ตะคอกถาม แต่กลุ่มนักฆ่าไม่ตอบ พวกมันกลับพุ่งเข้าโจมตีเขาอย่างบ้าคลั่ง
ในการต่อสู้ครั้งนี้ หลี่มี่เยว่ ััได้ถึงพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอที่กำลังพลุ่งพล่าน เธอรู้สึกถึงความร้อนรุ่มในร่างที่พร้อมจะปะทุออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเห็นว่า มู่เหยียน กำลังถูกรุม เธอตัดสินใจใช้พลังนั้น
"ถอยไปซะ!" หลี่มี่เยว่ ะโ พลางรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอรู้สึกได้ พลังนั้นไม่ใช่พลังเซียนธาตุน้ำที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็พลังบริสุทธิ์สีทองที่เจิดจ้า ราวกับแสงของดวงอาทิตย์
พลังสีทองพวยพุ่งออกจากร่างของ หลี่มี่เยว่ แผ่รัศมีไปทั่วบริเวณ กลุ่มนักฆ่าที่ถูกพลังนี้ััต่างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ป ร่างกายของพวกมันเริ่มสลายไปในอากาศอย่างช้า ๆ มู่เหยียน เองก็ต้องถอยออกห่างด้วยความประหลาดใจ แสงสีทองนั้นบริสุทธิ์และทรงพลังอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
"นี่มัน... พลังอะไรกัน!" มู่เหยียน พึมพำกับตัวเอง
เมื่อพลังสีทองสงบลง กลุ่มนักฆ่าก็หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากหมู่บ้านที่ถูกเผาไหม้และชาวบ้านที่หวาดกลัว หลี่มี่เยว่ รู้สึกอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว ร่างกายของเธอสั่นเทา ดวงตาพล่ามัว
มู่เหยียน รีบเข้าประคองเธอไว้ "เ้าเป็อะไรไป" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ... แค่ใช้พลังมากเกินไป" หลี่มี่เยว่ ตอบ พลางพยายามยิ้มให้ แต่ใบหน้าของเธอยังคงซีดเผือด
ขณะที่พวกเขากำลังช่วยเหลือชาวบ้านที่เหลืออยู่ ชาวบ้านคนหนึ่งที่ดูสูงอายุที่สุดก็เดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัวระคนกับความเคารพ
"ท่านทั้งสอง... คือผู้กล้าที่ตำนานเล่าขานงั้นหรือ" ชายชรากล่าวเสียงสั่น
หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน มองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ
"ตำนานกล่าวว่า เมื่อใดที่ความมืดมิดคืบคลาน สองผู้กล้าผู้ถูกลิขิตจะปรากฏกาย ผู้หนึ่งมีแสงสว่างในตัว อีกผู้หนึ่งมีเงามืดติดตาม" ชายชราเล่าต่อ "และผู้ที่มีแสงสว่างนั้น... มีพลังแห่งการชำระล้างดวงิญญา ที่สามารถทำลายพลังแห่งความมืดมิดได้อย่างสิ้นซาก... เป็พลังที่ถูกสาป!"
คำว่า "ถูกสาป" ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของ หลี่มี่เยว่ เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกอีกครั้ง ความฝัน ปริศนาแห่งชาติกำเนิด และพลังที่เพิ่งแสดงออกมา... ทุกอย่างดูเหมือนจะเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างน่าใ
มู่เหยียน สังเกตเห็นสีหน้าของ หลี่มี่เยว่ เขารับรู้ได้ถึงความกังวลในดวงตาของเธอ เขากำมือแน่น พลางมองไปยังชายชรา "เ้าหมายความว่าอย่างไร... พลังถูกสาป"
ชายชราเล่าต่อไปว่า "พลังแห่งการชำระล้างนั้นเป็พลังโบราณที่ทรงอำนาจยิ่งนัก แต่ผู้ใดที่มันจะต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง และอาจต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย... บางทีอาจเป็เพราะพลังนี้ ทำให้ผู้ที่ถือครองมันต้องถูกแยกจากผู้ที่ตนรัก ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป"
คำพูดของชายชราประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของ หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา... ความรักที่เพิ่งจะเริ่มผลิบาน กำลังจะถูกทดสอบด้วยคำสาปโบราณที่ไม่มีใครล่วงรู้