ณ เมืองชิงซาน
ผืนธงใหญ่ซึ่งเป็ตราของผู้สำเร็จราชการโบกสะบัดพลิ้วไหวพยัคฆ์ร้ายนับหมื่นที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเกราะตามปกติมักจะเป็ทัพที่เปื้อนไปด้วยดินทรายทัพม้านับหมื่นออกเดินทางจนฝุ่นควันลอยโขมงแผ่นดินอันกว้างใหญ่เองคล้ายกับได้เกิดการสั่นะเืขึ้นก็มิปาน อีกทั้งยังเกิดเสียงเคลื่อนทัพที่ดังสนั่นหวั่นไหวแม่ทัพหลวงที่นำทัพอยู่ทางด้านหน้าได้หันไปมองเมืองชิงซานที่อยู่ห่างไกลออกไป“หากเป็ไปตามข่าวสารที่พวกเราได้ตรวจสอบมา ศิษย์คนโตของผู้สืบทอดน้องชายของคุณหนูจ้าวชิงเหยานั้นได้ถูกเ้าเมืองแห่งนี้จับตัวไปเป็ทาสแล้ว ! ”
พลทหารนายหนึ่งที่อยู่ทางด้านหลังของแม่ทัพหลวงเอ่ยถามขึ้น :“ท่านแม่ทัพหลวง ผู้สืบทอดให้พวกเราปิดข่าวปิดกั้นข่าวสารเอาไว้การฆ่าคนจึงมิใช่เป็วิธีการที่พวกเราถนัด แต่ว่าการปิดกั้นข่าวสารเช่นนี้พวกเรากลับไม่เคยทำกันมาเลยไม่ ! ”
ทันใดนั้นก็ได้มีคณะพ่อค้าหยุดอยู่เบื้องหน้าทัพใหญ่ด้วยสภาพตัวสั่นงงงันอยู่ครู่หนึ่งพร้อมทั้งหันไปมองทัพพยัคฆ์เหินที่โเี้ดุร้ายในใจหัวหน้าคณะพ่อค้าก็ได้บังเกิดอาการใขึ้นมา “คงเป็ไปไม่ได้หรอกเมื่อวานข้าเพียงแค่หยอกเย้าแม่สาวน้อยผู้หนึ่งเพียงชั่วครู่ทั้งยังไม่ได้แตะต้องเลยด้วยซ้ำนี่ถึงกับส่งทัพพยัคฆ์เหินนับหมื่นมาเพื่อคุมตัวอย่างงั้นหรือ ! ! ! ”
แม่ทัพหลวงควบพยัคฆ์ร้าย เดินมาถึงยังทางด้านข้างของหัวหน้าคณะพ่อค้าพร้อมกับเอ่ยถาม : “พวกเ้าจะไปทำการค้าที่เมืองชิงซานอย่างงั้นหรือ ?
หัวหน้าคณะพ่อค้าพยักหน้า กล่าว : “ขะ......ขอ.....ขอรับ”
แม่ทัพหลวงถามต่อ :“เช่นนั้นเ้าทราบหรือไม่ว่าจ้าวชิงเหยาได้กราบผู้สืบทอดผู้สำเร็จราชการแห่งวังหลวงเป็อาจารย์หรือไม่? ”
หัวหน้าคณะพ่อค้าแตกตื่นจนสั่นระริก ส่ายหน้าแล้วกล่าว : “หาทราบไม่ !”
แม่ทัพหลวงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ยอดมาก เมื่อเ้าไม่ทราบ เช่นนั้นเ้าก็สามารถไปยังเมืองชิงซานได้ ไปเถอะ”
หัวหน้าคณะพ่อค้าแตกตื่นจนสั่นระริกนำพาคณะพ่อค้าเข้าสู่เมืองชิงซาน
แม่ทัพหลวงหันไปมองพลทหารที่อยู่ทางด้านข้างนายหนึ่งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าว : “เห็นแล้วหรือไม่ หากเป็พวกที่ไม่รู้ความเหล่านี้ก็ปล่อยพวกเขาเข้าไปกันได้ ยังไงพวกเขาก็ไม่ทราบกันอยู่แล้ว เข้าใจกันแล้วหรือไม่ !”
นายทหารพยักหน้าไปมาด้วยความเข้าใจในทันที จากนั้นก็กล่าว :“ข้าผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจแล้ว ข้าผู้ใต้บังคับบัญชาจะปฏิบัติตามคำสั่งจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่ทราบข่าวสารเข้าสู่เมืองชิงซานได้แม้แต่คนเดียวแน่นอน ! ”
ภายในสามวัน ทั่วทั้งตลาดร้านรวงของเมืองชิงซาน “เ้าทราบหรือไม่ ? เด็กสาวที่มีชื่อว่าจ้าวชิงเหยาเป็ผู้มีวาสนาได้กราบไหว้ผู้สืบทอดผู้สำเร็จราชการแห่งวังหลวงเข้าสำนักแล้ว ! ”
“ทั้งยังไม่ทราบว่าจ้าวชิงเหยาผู้นี้เป็ใครถึงกับมีโชควาสนาได้ถึงเพียงนี้ ! ”
“นั่นเป็ไปไม่ได้หรอกองค์ผู้สืบทอดถือเป็บุคคลผู้สูงส่งอีกทั้งยังถือเป็เ้าสำนักแห่งสำนักหมื่นกระบี่รุ่นต่อไปและเป็ถึงหลานรักของผู้สำเร็จราชการกล่าวกันว่าผู้สำเร็จราชการเองก็ยังได้ตระเตรียมที่จะมอบตำแหน่งอ๋องให้แก่องค์ผู้สืบทอดอีกด้วย!”
“กล่าวกันว่าองค์ผู้สืบทอดยังได้ส่งทัพพยัคฆ์เหินนับหมื่นมาจากแคว้นเหยียน!เพียงแค่นี้ก็ทราบได้แล้วว่าองค์ผู้สืบทอดนั้นรักเอ็นดูศิษย์ผู้นี้มากถึงเพียงใด!”
......
จวนชิงซานของเ้าเมือง
ในมือท่านเ้าเมืองที่ถือเอาไว้ด้วยจอกสุราเลิศรสกำลังมองไปที่ม้วนภาพที่อยู่บนกำแพง ที่ด้านหลังหัวหน้าคณะพ่อค้าได้กล่าวขึ้นมาว่า : “ใช่แล้วท่านเ้าเมืองแม่ทัพหลวงของทัพพยัคฆ์เหินนั้นได้มาสอบถามข้าว่าทราบหรือไม่ว่าจ้าวชิงเหยาได้กราบองค์ผู้สืบทอดเป็อาจารย์แล้ว”
ท่านเ้าเมืองจึงถามขึ้นว่า : “เ้าทราบหรือไม่ข้าที่เป็เพียงชนชั้นไร้ชื่อ เหตุใดถึงได้มาเป็เ้าเมืองแห่งนี้ได้ ?”
หัวหน้าคณะพ่อค้าส่ายหน้า “ผู้น้อยหาทราบไม่”
ท่านเ้าเมืองเผยรอยยิ้มที่มองทุกอย่างออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วกล่าว: “นั่นก็เป็เพราะข้าสามารถที่จะเข้าใจถึงหลักเหตุผล ในมุมมองของข้าจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็ที่ชัดเจนแล้วว่า เมืองชิงซานเราและคุณหนูจ้าวชิงเหยานั้นมีนามที่ต่างกันเพียงแค่ตัวอักษรเดียวเท่านั้นทั้งยังเป็ศิษย์ขององค์ผู้สืบทอด เื่ใหญ่เช่นนี้ ย่อมจำเป็ที่จะต้องเฉลิมฉลองกันสักหน่อยรอคอยข่าวดีที่จะมาถึงก็พอแล้ว เช่นนี้ก็ตัดสินใจกันได้แล้ว นับจากวันนี้เป็ต้นไปเมืองชิงซานพวกเราจะเปลี่ยนชื่อ เป็เมืองชิงเหยา ! ”
หัวหน้าคณะพ่อค้าเผยสีหน้าของความเลื่อมใสออกมา “ท่านเ้าเมืองช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก ! ”
ท่านเ้าเมืองยกจอกสุราในมือดื่มไปจนหมดจอก เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามองไปยังทางด้านของทารกที่อยู่ด้านข้าง พร้อมกับเรียก : “เสี่ยวจ้าวจื่อมารินสุราให้กับข้าเร็ว ! ”
เสี่ยวจ้าวจื่อที่ดูไปแล้วมีอายุประมาณสิบขวบปีก็ได้รินสุราให้แก่ท่านเ้าเมือง ภายในแววตายังคล้ายตกอยู่ในภวังค์ทั้งยังไม่ทราบว่าพี่สาวที่หลบหนีไปนั้นไปยังที่แห่งใดพวกเขาสองพี่น้องต้องกำพร้าบุพการีมาแต่เล็ก แม้แต่ชื่อแซ่ก็ยังไม่มีตลอดมาล้วนแต่เป็พี่น้องช่วยเหลือกันส่วนคนอื่นนั้นก็ไม่ได้ไปนึกสนใจถึงชื่อแซ่ของขอทานน้อยทั้งสองไม่
.......
ภายในสามวัน จ้าวชิงเหยาได้เข้าสู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สี่ไปแล้วแต่เมื่อเทียบกับความเร็วก่อนหน้านี้ยังถือว่าช้าอยู่บ้างอีกทั้งเมื่อได้ผ่านการวิเคราะห์ที่เฉินิได้ค้นพบความจริงแล้วไม่ใช่เพราะทริคโกงไม่แต่เป็เพราะภายในร่างกายของจ้าวชิงเหยานั้นมีเส้นเืบริสุทธิ์ถึงแปดสิบเอ็ดสายผนึกผสานอยู่ทั่วทั้งร่างกายดังนั้นการฝึกปรือของผู้ที่มีเส้นเืบริสุทธิ์เพียงสิบสายย่อมสู้การฝึกปรือของนางที่มีความบริสุทธิ์อยู่ทั้งร่างไม่ได้ดังนั้นในหลายวันมานี้จึงมีการฝึกปรือที่เร็วได้ถึงเพียงนี้สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็เพราะก่อนหน้านี้มีการสะสมการฝึกปรือจนกระทั่งหลังจากที่ได้รับเคล็ดวิชาในแนวทางที่ถูกต้องก็คล้ายกับก้อนเนยที่ละลายอีกด้านหนึ่งก็มาจากสาเหตุที่ว่าจ้าวชิงในตอนนี้ที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีสามารถที่จะใช้ศิลาปราณมาเพื่อฝึกปรือได้จึงยิ่งเพิ่มพูนความเร็วในการฝึกได้มากยิ่งขึ้น
และตอนนี้เฉินิก็มีศิษย์เพียงคนเดียวหากคิดที่จะเพิ่มพูนพลังฝีมือก็สามารถที่จะทุ่มเททุกอย่างกับจ้าวชิงเหยาได้
จ้าวชิงเหยาะโโลดเต้นเข้ามาจนถึงเบื้องหน้าของเฉินิแล้วถามขึ้นว่า : “ท่านอาจารย์เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่าการทะลวงพลังในการฝึกปรือในหลายวันมานี้ช่างเชื่องช้ายิ่งนัก? ”
เหล่าฟังเมื่อได้ฟังคำพูดประโยคนี้ก็เกือบที่จะกระอักเืออกมาท่านย่าเถอะ! เ้าทะลวงจากขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สามจนถึงขั้นที่สี่ได้ภายในวันเดียวก็ยังคิดที่จะทะลวงพลังต่อไปอีกงั้นหรือ ? ผู้อื่นไม่ว่าผู้ใดก็ใช้เวลาหลายปีจึงจะทะลวงไปได้ขั้นหนึ่งเ้ากลับดียิ่งกว่า ถึงกับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็มาถึงขั้นนี้กันแล้วระดับความเร็วเช่นนี้เ้ายังบอกว่าช้าอีกคนอื่นหากได้ฟังเกรงว่าคงจะถูกหลักเหตุผลของตัวเองฝังทั้งเป็เสียแล้วเหลือไว้แต่เพียงความขายหน้าไว้ในโลกใบนี้กันเท่านั้น
ทว่าเหล่าฟังก็ได้หันไปมองเฉินิคราหนึ่งจนรู้สึกว่าเฉินิจะต้องชี้แนะการฝึกปรือในแนวทางที่ถูกต้องให้ได้อย่างแน่นอน
เฉินิกล่าวขึ้นอย่างเอ้อระเหย :“หากว่าเ้ารู้สึกว่าตัวเองมีระดับการฝึกปรือที่ช้าลงนั่นก็บอกได้แต่เพียงว่าเ้ายังมีพลังความโกรธแค้นที่ไม่มากพอนะสิ ! ”
จ้าวชิงเหยา : .......
เหล่าฟัง : .......
เหอะเหอะ พูดเป็เล่นไป มีอย่างที่ไหนที่ตัวละครเอกสามารถฝึกปรืออย่างสุขสบายอยู่บนเขาได้ขีดจำกัดการเติบโตของตัวละครเอกคืออะไร ? แล้วการถูกรังควานเล่าไม่ใช่เป็แบบฉบับเช่นนี้กันหรือไงตัวละครเอกที่ไม่ถูกรังควานย่อมไม่ใช่ผู้มีพร์ที่ดี
ตัวละครเอกมิใช่ต้องถูกไล่ล่าในแต่ละวันจากนั้นก็จะทะลวงพลังในระหว่างต่อสู้กระไรนั้นไม่ใช่หรอกหรือ !
นี้จึงจะถือเป็เื่ปกติของตัวละครเอก !
แต่ทว่าตอนนี้กลับเกิดปัญหาขึ้นมาเล็กน้อยแล้วเหตุใดเมื่อผ่านพ้นไปตั้งหลายวันแล้วยังไม่เห็นจะมีบอสเล็กบอสน้อยหรือว่าลูกกระจ๊อกอะไรมาหาเื่ถึงที่กัน ?
จ้าวชิงเหยาที่กำลังฝึกปรือด้วยตัวเองอยู่เมื่อได้ยินก็ถึงกับศีรษะชุ่มไปด้วยเหงื่อเฉินิเองก็หันไปมองเหล่าฟัง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาว่า :“มิใช่ว่ากายากระบี่อาญาสิทธิ์อะไรนั่นไม่พอใจในตัวชิงเหยาถึงเพียงนั้นเหตุใดถึงได้ไม่เห็นเขาบุกมาที่ภูผาราชันย์พิสุทธิ์กันเลยนะ ? ”
เหล่าฟังกล่าว : “น่าจะเป็เพราะองค์ผู้สืบทอดมีพลังฝึกปรือที่สูงล้ำเพลงกระบี่โดดเด่นคนปกติย่อมไม่หาญกล้าที่จะอุกอาจมาที่ภูผาราชันย์พิสุทธิ์อยู่แล้ว ! ”
เฉินิยื่นมือตบเข้าที่หัว : “เหล่าฟังที่เ้าว่ามาก็มีเหตุผล ดูเหมือนว่า หากแข็งแกร่งมากเกินไป ก็ถือเป็ความผิดพลาดอย่างหนึ่ง! ”
เฉินิยันกายลุกขึ้นในทันที : “เหล่าฟังเก็บข้าวของ พวกเราจะออกเดินทางกัน ! ”
แล้วติดประกาศที่ใต้ภูผาราชันย์พิสุทธิ์เอาไว้ว่า :ข้าพเ้าผู้สืบทอดได้ตัดสินใจกลับไปนำกระบี่ดรุณีหยกกลับมาจากวังหลวงพร้อมกับเหล่าองครักษ์คอยคุ้มกันข้าผู้สืบทอด สาวใช้คอยดูแลข้าผู้สืบทอดภายในครึ่งเดือนนี้ บนภูผาราชันย์พิสุทธิ์จักมีแต่เพียงชิงเหยาคนเดียวจะไม่มีบุคคลที่สองอยู่อย่างแน่นอน !
ภายใต้ภูผาราชันย์พิสุทธิ์เฉินิทำท่าทางปลงไม่ตกหันไปมองจ้าวชิงเหยาพร้อมทั้งะโเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งสำนักหมื่นกระบี่ :“ชิงเหยาเอ่ย ข้าอาจารย์จำต้องออกเดินทางสักคราจะไม่ได้กลับมาภายในครึ่งเดือน เ้าก็อยู่ภูผาราชันย์พิสุทธิ์ตั้งใจฝึกฝนอย่าได้ให้สิ่งที่เรียนรู้มาต้องสูญเปล่า ! ”
เมื่อเฉินิะโไปรอบหนึ่งแต่ยังเกรงว่าคนของสำนักหมื่นกระบี่จะไม่ทราบกันจึงได้ะโออกไปสิบกว่าคราจึงค่อยหยุดลง : “ชิงเหยาเอ่ยการไปของข้าผู้เป็อาจารย์ในครั้งนี้ บนเขาจะเหลือแต่เพียงเ้าแค่คนเดียวเท่านั้น! ”
“หากว่าคนอื่นขึ้นเขามาในเวลานี้อาจารย์จะไม่สามารถคุ้มครองเ้าได้แล้ว ตอนนี้เ้ายังมีพลังฝีมือที่ไม่สูงนักย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา”
“หากว่าพวกเขาใช้คนมากข่มเหงคนน้อยอย่างเ้าหรือไม่ก็ลอบวางยาพิษต่อเ้า ข้าจำได้ว่ามียาพิษอยู่ชนิดหนึ่งเรียกกันว่าเป็ผงไร้ลักษณ์ไร้สีไร้กลิ่น ยากที่จะระวังป้องกันได้ เ้าจะต้องระวังเอาไว้ให้ดี! ”
........
จ้าวชิงเหยาที่ทอใบหน้าดำคล้ำหันไปมองอาจารย์ที่น่าพึ่งพาได้ :“ท่านอาจารย์ ชิงเหยาอยู่ที่นี่ ! ”
เฉินิจึงค่อยหันหน้ากลับมา กำชับไว้อีกสองประโยค นำพาผู้เดินทางกลุ่มใหญ่ลงจากเขาไป
เมื่อเดินทางไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยามเต็ม เฉินิหันไปหาเหล่าฟังเอ่ยถาม : “เ้าไปปล่อยข่าวลือแล้วหรือยัง ? ”
เหล่าฟังพยักหน้าแล้วตอบ : “บ่าวผู้ชราได้จัดการเรียบร้อยแล้วบัดนี้กระทั่งสุนัขในสำนักหมื่นกระบี่ก็ยังทราบว่าพวกเราได้จากไปกันแล้วอีกทั้งข้ายังได้กระจายข่าวลือออกไปอีกด้วยว่าองค์ผู้สืบทอดไม่ชอบคุณหนูจ้าวชิงเหยาผู้เป็ศิษย์ขอเพียงมีคนสามารถโค่นล้มคุณหนูจ้าวชิงเหยาได้ก็จะสามารถเป็ที่ต้องตาขององค์ผู้สืบทอด! ”
เฉินิตบเข้าที่ไหล่ของเหล่าฟังอย่างพึงพอใจ :“เ้าทำได้ไม่เลวเลย”
เหล่าฟังไว้อาลัยให้กับจ้าวชิงเหยาในใจเหตุใดเฉินิผู้เป็อาจารย์ถึงได้ลวงศิษย์ได้ถึงเพียงนี้เกรงว่าผู้อื่นคงจะไม่ทราบว่าจะต่อกรกับจ้าวชิงเหยาอย่างไรอีกทั้งยังบอกต่อผู้อื่นจนเสียงดัง กระทั่งชื่อยาพิษก็บอกกล่าว
ทันใดนั้นเฉินิก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน แล้วกล่าว : “เหล่าฟังเ้าแน่ใจแล้วหรือยังว่าได้มีการเตรียมการคุ้มครองชิงเหยาไว้แล้ว? ”
เหล่าฟังพยักหน้า
เฉินิยังคงไม่ค่อยวางใจนัก มีคำพังเพยที่ว่าอาจารย์ก็เปรียบเสมือนบิดา ตนเองสำหรับบิดาแล้วการลวงบุตรีเช่นนี้ถือว่าเกินเลยไปบ้าง ขึ้นชื่อว่าพ่อคนยังไงก็สมควรที่จะเป็ห่วงเป็ใยกันมากหน่อย : “ช่างเถอะข้าจะกลับไปจับตาดูด้วยตัวเองพวกเ้าจำเอาไว้ด้วยว่าต้องนำกระบี่ดรุณีหยกกลับมาด้วย ! ”
เฉินิกระตุ้นแนวทางการฝึกปรือของตนเองออกมาใช้วิชาเวทมนตร์คุ้มครองร่างกายของตัวเองเอาไว้ หายลับกลับไปยังภายในภูผาราชันย์พิสุทธิ์
.
.
.
.