เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 เพิ่งจะมาเอ่ยถึงความรู้สึกตอนนี้ก็สายไปแล้ว ก่อนหน้านี้มัวทำอะไรอยู่?

            “ตอนนี้!”

            “ถึงเวลาที่เราต้องมาสะสางเรื่องราวระหว่างเราแล้วละ!”

            หวังเฉินถือดาบก้าวไปข้างหน้าดวงตาจับจ้องไปยังสามคนที่ยืนนิ่งอยู่ใต้กำแพงหินด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก

            ในตอนนี้ลูกสมุนทั้งสามที่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเย็นชานั้น

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารในสายตาของหวังเฉินพวกเขาพลันรู้สึกสิ้นหวังจนแทบจะขาดใจ

            ก่อนมาถึงพวกเขาประเมินไว้ว่าการจัดการผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์เป็นเรื่องง่ายดายยิ่งและหวังใช้โอกาสนี้เข้าหาเฉินฮ่าว

            แต่ใครจะคาดคิดว่าแม้จะไม่มีสัตว์อสูรคอย ‘ช่วยเหลือ’ พวกเขาทั้งสามก็ยังไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับหวังเฉินได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ

            มนุษย์ผู้นี้แข็งแกร่งราวกับปีศาจ!

            “หวัง... เฉิน พวกเราถูกบีบบังคับจริงๆ นายช่วยปล่อยพวกเราไปสักครั้งได้ไหม?”

            “ใช่ๆๆ นี่เป็นเพราะเฉินฮ่าวบังคับพวกเรา พวกเราไม่อยากทำแบบนี้เลยจริงๆ นะ”

            “ได้โปรดเถอะ ถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์เพื่อนร่วมชั้นสามปีปล่อยพวกเราไปเถอะ”

            เมื่อรู้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหวังเฉินลูกสมุนทั้งสามก็รีบวิงวอนร้องขอชีวิตทันที

            แม้กระทั่งลูกสมุนคนที่หนึ่งยังกล้าหน้าด้านอ้างเรื่องความสัมพันธ์เพื่อนร่วมชั้นสามปี

            “หึๆ!”

            หวังเฉินหัวเราะเยาะเมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา

            ความสัมพันธ์เมื่อครั้งที่ยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นงั้นหรือ?

            แม้แต่ชื่อของพวกเขาสามคนเขายังไม่รู้ แล้วจะมีความรู้สึกใดๆ ต่อกันเล่า?

            อีกอย่างตอนนี้เพิ่งจะมาพูดเรื่องความสัมพันธ์ ทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก?

            “หยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว เฉินฮ่าวอยู่ที่ไหน?”

            “รีบพูดมา แล้วฉันจะให้พวกแกตายอย่างไม่ทรมาน!”

            หวังเฉินมองทั้งสามด้วยสายตาเฉยเมยไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขาใบหน้าของทั้งสามก็ซีดเผือด ลูกสมุนคนที่หนึ่งยังคงไม่ยอมแพ้และกล่าวว่า

            “หวังเฉิน นายต้องปล่อยพวกเราไปก่อน แล้วพวกเราจะยอมบอก...”

            ฉับ!

            แสงเย็นวาบหนึ่งส่องประกายออกไปศีรษะของลูกสมุนคนที่หนึ่งถูกตัดขาดทันที

            “แกมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับฉัน? โง่เง่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

            หวังเฉินสะบัดเลือดบนดาบยาวออกไปเสียงของเขาเต็มไปด้วยการดูถูก

            ข้างๆลูกสมุนคนที่สองและสามที่ถูกเลือดสาดใส่เต็มตัว ก็ทรุดลงกับพื้นสั่นสะท้านด้วยความกลัว

            “เฉินฮ่าวอยู่ที่นอกหุบเขา!”

            ทั้งสองอ่อนปวกเปียกราวกับโคลนพวกเขาทำได้เพียงแต่ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็จัดการปลิดชีพพวกเขาทั้งสองด้วยดาบสองครั้งจากนั้นก็หันไปหาซือถูอวี้แล้ววิ่งออกจากหุบเขาไป

            อย่างไรก็ตามนอกหุบเขามีร่องรอยการเคลื่อนไหว แต่ไม่มีใครอยู่เลย ไม่พบร่องรอยของเฉินฮ่าว

            กลับมาที่เดิมซือถูอวี้เตะก้อนหินด้วยความขุ่นเคือง ดูเหมือนจะโกรธจัด“ไอ้สารเลวนั่นหนีไม่รอดแน่ ฉันจะฉีกร่างมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยคอยดูสิ!”

            หวังเฉินที่กำลังถอดอุปกรณ์อยู่ได้ยินดังนั้นก็มองไปยังเด็กสาวด้วยความประหลาดใจ

            เขาไม่ได้สงสัยในความจริงที่ซือถูอวี้พูด

            เพราะในเมืองตงหลิงไม่มีใครที่กล้าไปล่วงเกินตระกูลซือถูแล้วยังจะมีชีวิตรอดอยู่ได้

            เขาแค่ประหลาดใจว่าเด็กสาวคนนี้ใจกล้าจริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนฆ่าสัตว์อสูรก็ไม่ใจอ่อนบัดนี้กลับนึกจะสังหาร...

            “มองอะไรของนาย?”

            ซือถูอวี้สังเกตเห็นสายตาของหวังเฉินก็จ้องกลับด้วยความรำคาญใจ

            “ไม่มีอะไร!”

            หวังเฉินยักไหล่แล้วลุกขึ้นพร้อมกับอุปกรณ์ที่ถอดออกมา

            “ไปกันเถอะ ไปตามมารเฉินหลุนจอมเวท ถ้าช้ากว่านี้ละก็เป็ดในปากก็จะบินหนีไปแล้ว”

            หวังเฉินเรียกซือถูอวี้แล้วก้าวตรงไปยังส่วนลึกของหุบเขา

            ส่วนซากศพของมารเฉินหลุนรอบกายพวกเขาและซือถูอวี้มิใคร่ใส่ใจจะเก็บกวาด

            มารเฉินหลุนเป็นสัตว์อสูรประเภทที่ไม่มีวัสดุที่มีประโยชน์อะไรเลยเนื้อก็มีพิษ ให้เพียงค่าประสบการณ์ที่ค่อนข้างสูงเท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าท่ามกลางร่างสัตว์อสูรที่สิ้นชีพ มีร่างหนึ่งซ่อนอยู่ร่างนั้นสิ้นสติไปเพราะความหวาดหวั่น

            ...

            “เฮ้อ!”

            เมื่อวิ่งมาถึงพงหญ้าลึกในหุบเขามารเฉินหลุนจอมเวทก็หันกลับไปมอง

            เมื่อไม่พบมนุษย์ที่น่ารังเกียจทั้งสองตามมามันก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

            “ไอ้มนุษย์สารเลว!”

            “สักวันข้าจะกลับมาแก้แค้นพวกเจ้า!”

            มันสบถเสียงต่ำพลางใช้ไม้เท้าแหวกพงหญ้าข้างหน้าแล้วเดินเข้าไป

            หลังพงหญ้าเป็นหลุมดำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสองเมตรมีไอเย็นแผ่ออกมาจากข้างใน

            ทำให้พื้นดินบริเวณปากหลุมแข็งเป็นน้ำแข็ง

            นี่คือทางลับที่มารเฉินหลุนจอมเวทบังเอิญค้นพบมันสามารถเดินผ่านอุโมงค์นี้เพื่อออกจากหุบเขาได้โดยตรง

            เพราะสถานที่แห่งนี้ซ่อนเร้นมารเฉินหลุนจอมเวทจึงได้ตั้งรังของตนไว้ในอุโมงค์

            “ข้าจะกลับมาอีกครั้ง!”

            มารเฉินหลุนจอมเวทมองสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยความอาลัยอาวรณ์แล้วเดินเข้าไปในปากหลุม พร้อมกับใช้พงหญ้าปิดบังปากหลุมไว้อีกครั้ง

            “หวังว่ามนุษย์สารเลวสองคนนั้นจะไม่พบที่นี่!”

            มันคิดในใจแล้วเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์

            ทว่า...

            ความคิดของมารเฉินหลุนจอมเวทในครานี้เกรงว่าคงไม่อาจเป็นจริง

            ไม่นานหลังจากที่มันเข้าไปในปากหลุมเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นรอบๆ

            “หวังเฉิน นายรู้ได้ยังไงว่ามันมีฐานลับอีก?”

            เมื่อเห็นปากหลุมที่แผ่ไอเย็นออกมาซือถูอวี้ก็สะกิดหวังเฉิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            “ก็ใช้สมองคิดน่ะสิ”

            หวังเฉินได้ยินดังนั้นก็ปัดมือของซือถูอวี้ที่สะกิดเขาไปมาออก

            “หุบเขาแห่งนี้เป็นแอ่งกระทะ มีทางออกเพียงทางเดียวเมื่อมารเฉินหลุนจอมเวทเลือกที่จะวิ่งเข้าไปด้านใน ก็ต้องมีทางลับอื่นอย่างแน่นอน”

            เขาอธิบายสั้นๆแล้วเดินไปที่ปากหลุม ใช้ดาบยาวแหวกพงหญ้าที่ปกคลุมออกไป

            เมื่อสังเกตอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่าขอบและพื้นผิวของปากหลุมนั้นเรียบเนียนมาก ไม่เหมือนกับหลุมที่ขุดขึ้นมาแต่ดูเหมือนกับว่ามีสิ่งมีชีวิตบางชนิดเจาะเข้าไป

            “ระวังด้วย ข้างในนี้อาจจะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและน่ากลัวซ่อนอยู่ก็ได้”

            หวังเฉินเตือนซือถูอวี้ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วเดินถือดาบเข้าไปในปากหลุม

            เดินลงไปประมาณยี่สิบกว่าเมตรทางลาดชันก็หายไป ทางเดินเริ่มราบเรียบขึ้น

            แคว้ก!

            เมื่อม้วนคัมภีร์เวทมนตร์ส่องสว่างถูกฉีกออกแสงสว่างนวลตาก็สาดส่องไปทั่วบริเวณรัศมีสิบเมตรทันที

            เมื่อมองดูผนังหินที่เรียบเนียนหวังเฉินก็มั่นใจในสิ่งที่ตนคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้มากขึ้น

            นี่ไม่ใช่ทางเดินที่ขุดขึ้นมาจริงๆผนังหินนั้นเรียบเนียนมาก และบางครั้งก็เห็นรอยประทับบางอย่างคล้ายกับเกล็ดที่ถูกกดทับ

            “เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสองเมตร ลำตัวมีเกล็ดสามารถเคลื่อนที่ใต้ดินได้อย่างรวดเร็ว...”

            เมื่อมองสถานการณ์รอบๆหวังเฉินก็รวบรวมสิ่งที่เขาคิดไว้ทีละอย่าง

            “นี่น่าจะเป็นโพรงที่หนอนทมิฬทิ้งไว้!”

            ไม่นานเขาก็ได้คำตอบ

            “หนอนทมิฬงั้นเหรอ?”

            ซือถูอวี้ที่อยู่ข้างๆได้ยินเสียงพึมพำของหวังเฉิน ก็หดคอลงเล็กน้อยราวกับนึกถึงภาพน่าสยดสยองบางอย่าง

            หนอนทมิฬ

            สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ใต้ดิน

            หากจะว่ากันตามจริงในบรรดาสัตว์อสูรแล้ว มันไม่ได้แข็งแกร่งมากมายนัก

            แม้ว่ามันจะมีความยาวกว่าห้าเมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวกว่าสองเมตร แต่เลเวลของมันก็อยู่แค่ประมาณ 35-40เท่านั้น

            สำหรับผู้เปลี่ยนอาชีพชั้นยอดที่เคลื่อนไหวอยู่ในเทือกเขาสรรพสัตว์แล้วมันไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่

            แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าเกลียดและปากขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามเมตรก็ทำให้ผู้เปลี่ยนอาชีพหญิงจำนวนมากพากันหลีกเลี่ยง

            “ทำไม? กลัวแล้วเหรอ?”

            หวังเฉินเห็นท่าทางของซือถูอวี้ก็หัวเราะแล้วถามออกไป

            “ไม่เลย!”

            ซือถูอวี้พูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

            หนอนตัวใหญ่กว่าห้าเมตรคิดแล้วก็น่าขนพองสยองเกล้าจริงๆ!