เมืองเหยียนเฉิง เป็เมืองที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากอูเจิ้นหลายพันลี้ เหยียนเฉิงต่างจากอูเจิ้นอย่างลิบลับเพราะสถานที่แห่งนี้คือดินแดนที่มีการสัญจรเข้าออกของประชากรจากทั่วสารทิศของต้าก้านฉะนั้นแล้วมันจึงสามารถรองรับประชากรได้มากมายหลายหมื่นคน
เมื่อทอดสายตามองจากตรงนี้ไปยังเมืองดังกล่าวเสมือนสัตว์ตัวั์ที่นอนหมอบอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่เป็ศูนย์รวมเส้นทางการค้าขายจึงทำให้มีผู้คนมากมายสัญจรผ่านไม่ว่างเว้น
ยามนี้ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานก็คือกู่ซินเอ๋อร์ที่เปลี่ยนมาสวมใส่ชุดกระโปรงสีแดงเส้นผมสวยยาวลงไปจนถึงสะโพกผายหากเทียบกับเมื่อวานก็ราวกับว่าวันนี้นางตั้งใจแต่งเติมยิ่งกว่าจึงทำให้กู่ซินเอ๋อร์ที่สวยสดงดงามอยู่แล้วดูน่าหลงใหลยิ่งไปกว่าเดิม
ทั้งสองก้าวเดินไปตามผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สัญจรไปมาเพื่อเข้าไปยังเมืองเหยียนเฉิงแม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้มีจุดน่าสนใจแต่อย่างใดทว่ากลับมีสายตาหลายคู่มองมายังพวกเขาทั้งสองเพราะถึงอย่างไรสตรีงามก็มีเสน่ห์ชวนให้คนมองเป็อย่างยิ่งั์ตาเ่าั้แฝงไปด้วยความตกตะลึง ชื่นชมดังนั้นสายตาที่เหลือบมองมายังเมิ่งฝานจึงกลายเป็ความไม่สบอารมณ์
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแต่กลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจนปัญญา “เ้านี่ช่างงามจริงๆ เลยนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่ซินเอ๋อร์ก็หัวเราะออกมาเสียงเบายกฝ่ามืองามดุจเนื้อหยกขึ้นคว้าท่อนแขนของเมิ่งฝานที่อยู่ข้างกายแล้วเ้าของกลิ่นหอมที่ลอยแตะจมูกเมิ่งฝานจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “แต่ก็น่าเสียดาย เพราะถึงอย่างไรก็มีคนบางคนที่ไม่ชอบข้าเสียที!”
เอ่อ...
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใดก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนปัญญาในระหว่างที่สนทนากันทั้งสองได้เดินเข้าไปภายในตัวเมืองเหยียนเฉิงแล้วเมื่อทอดสายตามองไปก็พบว่าบนทางเดินที่กว้างใหญ่คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาสองฝั่งทางเดินเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายมีสินค้าหลายอย่างวางเรียงรายให้เลือกซื้อเลือกหา รวมถึงจิตอสูร อาวุธ และอื่นๆ
“ร้านค้าเหล่านี้สามารถเปิดขายได้อย่างอิสระ เพียงนำเหรียญทองคำไปมอบให้กับเมืองเหยียนเฉิงตามจำนวนที่ตกลงไว้ก็สามารถเปิดกิจการได้แล้วล่ะ” กู่ซินเอ๋อร์อธิบายออกไปเสียงเบาในฐานะที่นางเป็บุตรสาวของกู่หยวนทำให้นางรับรู้เื่ราวเหล่านี้มากกว่าเมิ่งฝาน
เมื่อเห็นผู้คนมากมายจนรู้สึกอึดอัดเ่าั้ เส้นที่มุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อยเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้คึกคักอย่างที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิดไม่เสียชื่อที่เป็ถึงเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในอาณาเขตชายเขาชิงหลงของอาณาจักรต้าก้าน
ภายใต้ความคึกคักรอบกายสีหน้าของกู่ซินเอ๋อร์แสดงออกถึงความสุขมากล้นเ้าของใบหน้าที่เปื้อนยิ้มตลอดเวลาลากเมิ่งฝานให้เดินตามตนเองไปยังกลุ่มคนมากมายเพื่อชมดูสิ่งของที่วางขายเรียงรายอย่างละลานตา
เมิ่งฝานทำได้เพียงหัวเราะเสียงเบาอย่างจนปัญญาเท่านั้นเขาก้าวเดินไปพร้อมกับกู่ซินเอ๋อร์แล้วสังเกตไปรอบตัว และนั่นทำให้เมิ่งฝานรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็นยิ่งเพราะถึงแม้ว่าที่นี่จะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายทว่าสิ่งที่นำมาขายกลับหาได้ล้ำค่าหรือมีราคาแต่อย่างใดสิ่งเดียวที่เข้าตาเมิ่งฝานก็เห็นจะมีเพียงจิตอสูรระดับสองเท่านั้นส่วนหญ้าซานเหวินนั้นเขาก็ยังไม่พบเห็น
กระนั้นกู่ซินเอ๋อร์ก็เจอสิ่งที่นางชื่นชอบแล้วแม้ว่ามันจะเป็เพียงเครื่องประดับที่หาได้มีราคาแต่อย่างใดแต่ก็ยังทำให้นางรู้สึกพอใจเป็อย่างมาก
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินต่อไปข้างหน้านั้น อยู่ๆเมิ่งฝานก็สังเกตเห็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก โดยอาคารไม้นี้มีลักษณะคล้ายหอสูงมีคนยืนเฝ้าดูแลอยู่โดยรอบและผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็เดินไปหยุดอยู่ตรงนั้นอย่างสนใจ
อาคารไม้นี้มีการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามเห็นได้ชัดว่ามันเลิศล้ำยิ่งกว่าร้านค้าแห่งอื่นๆ เพราะเมิ่งฝานสังเกตเห็นว่ามันต่างไปจากร้านค้าทั่วไป และผู้ที่เข้าไปด้านในก็ล้วนแต่สวมใส่ชุดสวยงามบ่งบอกว่ามีฐานันดรสูงศักดิ์และมีฐานะค่อนข้างดี
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกำลังสนใจบางอย่างกู่ซินเอ๋อร์จึงมองตามไปทันทีแล้วเอ่ยเสียงเบา “พี่เมิ่งฝานตรงนั้นก็คือหอมหาสมบัติเ้าค่ะ เป็แหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้นับเป็หนึ่งในกิจการของเ้าเมืองเหยียนหยางแห่งเมืองเหยียนเฉิงท่านจะเข้าไปดูหรือไม่เ้าคะ?”
มิน่าล่ะ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบาทั้งที่มันเป็สถานที่ที่งดงามและสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้นแต่กลับใช้เป็สถานที่ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่แท้เ้าของกิจการก็้าสร้างมันให้เป็ร้านค้าที่ยิ่งใหญ่กว่าแห่งอื่นในขณะที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากก็ยังนำมาซึ่งการค้าขายที่ดีกว่าเดิมการค้าขายเช่นนี้ถือว่าเป็กลยุทธ์ที่เลิศล้ำ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้คนที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกประทับใจแล้วก็ยังทำให้การค้าขายของที่นี่เลื่องชื่อลือนาม
“ไปกันเถิด!”
เมิ่งฝานว่าพลางผายมือออกไปยังจุดหมายในเมื่อไม่อาจตามหาหญ้าซานเหวินจากร้านค้าภายนอกได้หนทางที่เหลืออยู่ยามนี้ก็คงจะเป็การเข้าไปในหอมหาสมบัติว่าแล้วทั้งสองจึงเดินเข้าไปภายในเรือนไม้ขนาดใหญ่
ภายในหอมหาสมบัติ เห็นได้ชัดว่าที่นี่สงบกว่าด้านนอกมากของที่อยู่ภายในก็เป็เครื่องหยกเสียส่วนใหญ่แต่ก็หาใช่สิ่งที่ของด้านนอกจะสามารถทัดเทียมได้พวกมันถูกจัดวางไว้ในตู้อย่างสวยงาม
ขณะที่เมิ่งฝานกับกู่ซินเอ๋อร์กำลังเลือกของกันอยู่ก็มีสตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดกี่เพ้าเดินเข้ามาหานางยิ้มกว้างแล้วเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเบา “ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองมีสิ่งใด้าให้ข้าช่วยหรือไม่?”
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นสบตากับสตรีผู้เป็เ้าของเสียงก่อนจะพยักหน้ารับเห็นได้ชัดว่านางก็คือผู้แนะนำในการซื้อของภายในหอมหาสมบัติแห่งนี้นับว่าเ้าของกิจการแห่งนี้คิดได้รอบคอบยิ่ง
หลังจากที่ครุ่นคิดครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็เอ่ยขึ้น “ที่นี่มีหญ้าซานเหวินหรือไม่?”
เมื่อเสียงคำถามนั้นจบลงหญิงสาวก็ชะงักงันไปชั่วครู่ ต่อมานางจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “เชิญตามข้ามาได้เลยเ้าค่ะ!”
ขณะเอ่ยวาจานางก็เดินนำเมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์เข้าไปยังอีกสถานที่หนึ่งของหอมหาสมบัติกระทั่งเข้าไปลึกพอสมควร
ภายในตู้ใบหนึ่งนั้นมีพลังโปร่งแสงที่ใช้เพื่อการป้องกันเปล่งประกายอยู่ชั้นหนึ่งซึ่งเป็ชั้นพลังป้องกันที่ไม่ธรรมดาแม้แต่ผู้บำเพ็ญตนขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งก็ยังไม่อาจทำลายได้และข้างในนั้นก็คือหญ้าสีเขียวขจีขนาดเท่าฝ่ามือต้นหนึ่งมันมีสีเขียวแวววับดูเปราะบางแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นต้องตกตะลึง
ขณะเดียวกันสตรีผู้แนะนำการขายก็เอ่ยอธิบายถึงสิ่งที่อยู่ภายในนี่คือหญ้าซานเหวินเป็พืชวิเศษระดับสองแต่เป็ชนิดที่สามารถตามหาได้ยากเพราะมันเกิดขึ้นข้างกายของอสรพิษทมิฬมีฤทธิ์ในด้านลบที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อใดที่นำมาใช้ก็คล้ายดั่งการทำให้อสรพิษบันดาลโทสะ
มันมีอยู่จริง!
เมื่อได้เห็นหญ้าซานเหวิน รูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงทันทีพร้อมทั้งมีแววตาที่วาวโรจน์ขึ้นมาทันใดหากเขาสามารถหลอมประดิษฐ์โลหิตแตกแขนงขึ้นมาได้จริงคุณสมบัติในการชำระล้างกระดูกของมันก็จะต้องเพิ่มความเร็วในการเลื่อนขั้นของเขายิ่งกว่าเดิมเป็แน่
อย่างไรแม้แต่ในหมู่บ้านอูเจิ้นก็ยังไม่อาจหาของสิ่งนี้มาได้ฉะนั้นแล้วโลหิตแตกแขนงจึงเป็สิ่งที่เมิ่งฝาน้ามากที่สุดในยามนี้
เมิ่งฝานเลียริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไม่รู้ว่า...ของสิ่งนี้ขายอย่างไรหรือ?”
สตรีผู้แนะนำการขายคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยต่อมาจึงตอบด้วยน้ำเสียงไพเราะ
“ห้าร้อยเหรียญทองคำเ้าค่ะ เซียนเซิง[1] ท่านเองก็คงจะเห็นสิ่งที่เขียนเอาไว้ข้างบนนั้นแล้วว่าหญ้าซานเหวินนั้นเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่งนักฉะนั้นแล้วมูลค่าของมันจึงสูงกว่าพืชวิเศษระดับสองทั่วไปเป็อย่างมากและข้าสามารถรับประกันได้เลยว่าภายในตลาดการค้าของเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้มีหญ้าซานเหวินเพียงต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้น ของสิ่งนี้อยู่ที่นี่มานานแล้วทว่าน้อยนักที่จะมีคนถามหามันสาเหตุมาจากมูลค่าของมันที่สูงกว่าพืชวิเศษระดับสองชนิดอื่น แต่ข้าเชื่อว่ามันจะต้องคุ้มค่ากับราคาอย่างแน่นอน!”
ห้าร้อยเหรียญทองคำ!
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยทันใดอย่าว่าแต่ห้าร้อยเหรียญทองคำยามนี้เมิ่งฝานมีติดตัวอยู่ไม่ถึงห้าเหรียญทองคำเลยเสียด้วยซ้ำทว่าเมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดก็ััได้ถึงความลื่นจากบางสิ่งในฝ่ามือและนั่นก็คือฝ่ามือเล็กของกู่ซินเอ๋อร์นั่นเอง
นางสบตากับเมิ่งฝานแล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “พี่เมิ่งฝาน ท่าน้าสิ่งนี้ใช่หรือไม่? ตอนนี้ข้ามีอยู่ห้าร้อยเหรียญทองคำเอาเป็ว่าข้ายกมันให้ท่านทั้งหมดเลยก็แล้วกันถึงอย่างไรแล้วนี่ก็เป็เงินที่ข้าเก็บมาด้วยตนเอง ไม่มีปัญหาใดตามมาอยู่แล้ว”
ระหว่างที่พูดกู่ซินเอ๋อร์ก็ส่งแผ่นของแข็งที่สวยงามให้กับเมิ่งฝานเมื่อเมิ่งฝานเห็นแผ่นของแข็งสีทองนั้นก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคือบัตรที่ผู้มากด้วยทรัพย์สินนิยมใช้กันในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้เพราะเหรียญทองคำยากต่อการพกพา ฉะนั้นจึงมีการประดิษฐ์บัตรนี้ขึ้นมาด้วยวิธีการที่พิเศษและมีตัวเลขที่บ่งบอกถึงความร่ำรวยของผู้เป็เ้าของ
บัตรทองคำ!
เมิ่งฝานยกยิ้มอย่างจนปัญญาดูเหมือนว่ากู่ซินเอ๋อร์ของเขาจะเป็เด็กสาวผู้ร่ำรวยอย่างแท้จริง
ต่อมาเมิ่งฝานจึงส่ายหน้าปฏิเสธทำให้กู่ซินเอ๋อร์แสดงสีหน้าที่ไม่ชอบใจออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “พี่เมิ่งฝาน พี่ไม่ชอบซินเอ๋อร์หรือเ้าคะ?”
เมื่อได้เห็นสีหน้าเสียใจของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันใดเขาจับมือเนียนนุ่มงามดุจเนื้อหยกเอาไว้ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “จะเป็ไปได้อย่างไรเล่า? แต่เพราะข้านั้นได้รับวิชายุทธ์อย่างมหาหัตถ์สังหารจากเ้ามาแล้วต่างหากจะให้ข้าใช้เงินของเ้าได้อีกอย่างไร เ้าเก็บมันเอาไว้เถิดหากข้ามีไม่พอข้าค่อยเอาจากเ้าก็แล้วกัน ข้ายังพอมีหนทาง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ซินเอ๋อร์ก็ชะงักงันไปชั่วครู่แต่เพราะรู้ถึงนิสัยของอีกฝ่ายดีนางจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
เมิ่งฝานหันกลับไปยิ้มให้กับสตรีผู้แนะนำ แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “เงินที่ข้านำมามีไม่พอ แต่ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยู่กับตัวเพียงแต่ไม่รู้ว่ามันจะสามารถขายได้หรือไม่?”
“ของสิ่งใดกัน? พวกเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบขอเพียงเป็ของล้ำค่าก็สามารถขายได้ทั้งสิ้น!” สตรีผู้นั้นว่าพลางยิ้มขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น...เชิญนำทางไปได้เลย!”
เมิ่งฝานนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะคิดขึ้นมาในใจดูคล้ายว่าเขาคงต้องลองพนันดูสักหน!
สิ่งที่เมิ่งฝานพูดถึงก็คือศิลาสลักลายที่ยามนี้ไร้ประโยชน์แก่ตนเองแล้วมันเป็สิ่งที่เมิ่งฝานได้ััคุณประโยชน์มาด้วยตนเองทว่าการชำระล้างกระดูกของเขาเสร็จสิ้นลงแล้วยามนี้มันจึงไร้ประโยชน์สำหรับเขาไปเสียแล้วดังนั้นเมิ่งฝานจึงอยากจะลองดูสักครั้งว่าศิลาสลักลายชิ้นนี้จะมีมูลค่าหรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่งสตรีผู้นั้นก็หยุดอยู่กับที่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างลำบากใจ
“ขอโทษด้วยเ้าค่ะเซียนเซิง วันนี้ผู้พิสูจน์ออกไปของนอกกันหมดแล้วเหลือเพียงแต่ปรมาจารย์จิตศัสตราอันเลื่องชื่อแห่งเมืองเหยียนเฉิงอย่างท่านข่าเหลยต้าซือเพียงผู้เดียวเท่านั้นทว่าเขารักสันโดษและชอบความสงบดังนั้นจึงอนุญาตให้ผู้ที่้าพิสูจน์สิ่งของเข้าไปได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น!”
เมิ่งได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วเล็กน้อยทว่ากู่ซินเอ๋อร์กลับเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มไป “ไม่เป็ไรเ้าค่ะพี่เมิ่งฝาน ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่แล้วเดินดูสิ่งของพวกนี้ไปเรื่อยเปื่อยแต่ท่านจะต้องรีบหน่อยนะเ้าคะ!”
“ซินเอ๋อร์ เ้า...”
เมิ่งฝานกำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากู่ซินเอ๋อร์กลับยกยิ้มอย่างสดใสเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่อยากทำให้ตนเองลำบากใจเมิ่งฝานก็รู้สึกอบอุ่นใจทันที
“หึหึ เซียนเซิง คนรักของท่านช่างดีเสียจริงนะเ้าคะ!” สตรีผู้แนะนำสิ่งของอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมดูจากชุดที่สวมใส่และหน้าตาของอีกฝ่ายทำให้รู้ว่ากู่ซินเอ๋อร์หาใช่สตรีธรรมดาไม่ทว่ากลับมีเหตุผลเป็อย่างมากดังนั้นสตรีผู้แนะนำสิ่งของจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาอีกทว่ากู่ซินเอ๋อร์กลับมีใบหน้าแดงก่ำแล้วรีบหันหลังให้ราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังใก็ไม่ปาน
หลังจากที่ยกยิ้มอย่างจนปัญญาเมิ่งฝานจึงเดินตามสตรีผู้แนะนำสิ่งของไปเมื่อเดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นที่สองก็เห็นได้ชัดว่าบนชั้นนี้มีความลึกลับยิ่งกว่าชั้นแรกซ้ำยังมีกลิ่นอายพิเศษบางอย่างคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เมื่อเดินมายังห้องด้านในสุดสตรีผู้นั้นจึงหยุดชะงักทั้งยังมีแววตาที่เคารพยำเกรงปรากฏขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่แหละเ้าค่ะ”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าไปภายในห้องอย่างไม่รีรอภายในห้องที่มีลักษณะเก่าแก่โบราณแห่งนี้มีการประดับประดาตกแต่งตามลักษณะของยุคโบราณมีสิ่งของถูกจัดวางเรียงรายอยู่หลายสิ่งซึ่งตรงกลางของห้องแห่งนี้คือชายชราสวมชุดสีดำ ใบหน้าของเขาแก่ชรา มีเส้นผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะและผู้ที่กำลังจัดวางสิ่งของในมือผู้นั้นก็คือปรมาจารย์จิตศัสตราข่าเหลย
ปรมาจารย์จิตศัสตราคือผู้ที่สูงส่งและทรงคุณค่าเป็อย่างยิ่งแม้แต่ในหมู่บ้านอูเจิ้นก็ยังหาได้มีผู้ทำอาชีพดังกล่าวไม่จากที่มองตำแหน่งของห้องและที่นั่งของข่าเหลยต้าซือผู้นี้เมิ่งฝานก็เดาได้ว่าคนตรงหน้าคล้ายว่าจะเป็เ้าของสถานที่แห่งนี้กว่าครึ่งเลยก็ว่าได้
หลังจากที่เมิ่งฝานก้าวเข้าไปภายในห้องก็โค้งคำนับแล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “เหล่าเซียนเซิง[2] ข้ามาเพื่อพิสูจน์สิ่งของขอรับ!”
“นำสิ่งของนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะ”
ข่าเหลยเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จนปัญญาเล็กน้อย
“หึ เ้าเหยียนหยางผู้นั้นมักทำให้ข้าไม่ได้พักผ่อนอยู่เสมอคิดไม่ถึงว่าจะให้ข้ามาช่วยดูงานการพวกนี้ หึหึ...เ้าเด็กคนนั้นมีตาแต่ไร้แวว!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยพึมพำเมิ่งฝานก็แลบลิ้นออกมาเล็กน้อยดูคล้ายว่านิสัยของชายชราผู้นี้จะไม่ค่อยดีเท่าใดดังนั้นเมิ่งฝานจึงทำได้เพียงนำศิลาสลักลายส่งให้แก่อีกฝ่าย
ชายชรารับศิลาสลักลายมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นักหลังจากที่ลูบไปบนสิ่งของเขาก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้นมา “ของที่สร้างขึ้นมาจากเหล็กสีนิลชิ้นนี้...หืม?”
แล้วอยู่ๆ ก็มีความตกตะลึงปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าอันแก่ชราเขาจ้องมองไปยังลวดลายบนศิลาสลักลายก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึงและเหลือเชื่อ “เป็ไปได้อย่างไรกัน!”
.....................
[1] เซียนเซิง : เป็คำที่ใช้เรียกผู้ชายที่ไม่รู้จักอย่างให้เกียรติ
[2] เหล่าเซียนเซิง : เป็คำที่ใช้เรียกผู้ชายอายุมากที่ไม่รู้จักอย่างให้เกียรติ