หลังจากหลินเยว่ชิงเรียกพบองครักษ์ทั้งสี่นับแต่วันนั้นเป็ต้นมาอี้เหิงก็มาสอนวรยุทธนางทุกเช้า ในทุกวันนางต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาวิ่งออกกำลังกาย จนกลายเป็ภาพชินตาของบ่าวไพร่ในจวนภาพของดรุณีน้อยวัย 5 หนาว วิ่งอย่างกระหืดกระหอบสร้างความเป็ห่วงให้แก่ลู่กงกงที่เฝ้ามองอยู่ยิ่งนัก
ลู่ซื่อเหลียนแทบร่ำไห้เมื่อเห็นสภาพท่านหญิงน้อยที่ผ่านพ้นการฝึกฝนในวันแรกร่างเล็กดูอิดโรยไม่ต่างจากผักเหี่ยวๆ ต้นหนึ่งเลย ตัวเขาเองก็เคยฝึกยุทธมาพร้อมกับฉีหวางย่อมรู้ดีว่าต้องใจสู้เพียงใดจึงจะสามารถฝึกวรยุทธสำเร็จได้ ลู่กงกงได้แต่ยกชายแขนเสื้อซับน้ำตาของตนเพราะสงสารท่านหญิงน้อย
แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!
หลินเยว่ชิงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอี้เหิงเป็อาจารย์ที่โหดเอาการ พอนางบอกว่าไม่ต้องเกรงใจท่านองครักษ์เงาผู้หล่อเหลาก็จัดบทเรียนชุดใหญ่ให้นางทันที
“เหิงเหิง ขะ..ข้าขอพักก่อนได้หรือไม่แฮ่กๆ” หลินเยว่ชิงส่งสายตาอ้อนวอน ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆมองอีกฝ่ายตาแป๋ว
“แต่ท่านหญิงยังวิ่งไม่ครบ 5 รอบ เลยนะขอรับ” อี้เหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“นี่ท่านลืมไปแล้วรึ ข้าเพิ่งจะ 5หนาวเองนะ..ขอพักแค่ครึ่งเค่อก็ยังดี” หลินเยว่ชิงยังคงต่อรองกับอีกฝ่ายเช่นเคยเหตุใดเวลาที่ฝึกวรยุทธกับท่านอาควนถึงไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเช่นนี้นะหรือท่านอาจะไม่ได้สอนนางอย่างจริงจัง
“ขอรับ ข้าจะน้อยให้เวลาท่านหญิงพักเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้นแล้วเราจะมาฝึกกันต่อ”
สิ้นคำกล่าวจากอี้เหิง หลินเยว่ชิงก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่ราบไปกับพื้นหญ้ากลางลานฝึกโดยทันทีร่างเล็กหันไปมองนางกำนัลคนสนิทที่มีสภาพไม่ต่างจากนางสักเท่าใดนัก
นับั้แ่ได้องครักษ์หนุ่มทั้งสี่มาเป็พวกแล้วหลินเยว่ชิงก็ให้ทุกคนพูดกับนางธรรมดาไม่ต้องถือยศถืออย่างใดๆ ทั้งสิ้น เด็กน้อยอยากจะกราบอี้เหิงเป็อาจารย์แต่องครักษ์หน้านิ่งผู้นี้กลับไม่ยอมรับการคาราวะน้ำชาจากนาง อี้เหิงต้องหาหน้ากากมาใส่ทุกครั้งก่อนจะออกจากเงามืดเพื่อมาสอนวรยุทธให้นางและเสี่ยวอวี้
ตอนนี้เวลาก็ล่วงเข้าวันที่สิบแล้วนับั้แ่ร่างเล็กเริ่มฝึกวรยุทธอย่างจริงจัง วันแรกของการฝึกฝนทำเอาร่างกายนางแทบแตกสลายขนาดว่านางเคยฝึกกับท่านอาควนมาบ้างยังเทียบไม่ได้กับบทเรียนจากอี้เหิงเลยสักนิด
ทุกวันหลินเยว่ชิงต้องตื่นมาวิ่งรอบจวน5 รอบั้แ่ยามเหม่า เมื่อเสร็จแล้วก็พักทานมื้อเช้าก่อนจะไปเจออี้เหิงที่ลานฝึกยุทธของจวนดรุณีน้อยต้องยืนท่าขี่ม้าต่ออีกหนึ่งชั่วยาม [1] เพื่อฝึกพื้นฐานจากนั้นก็ฝึกออกมัดมวยเตะต่อยลมฟ้าอากาศเพื่อคลายกล้ามเนื้อ วันๆของนางจะวนเวียนซ้ำไปมาอยู่เช่นนี้
อี้เหิงทะลวงจุดชีพจรให้หลินเยว่ชิงแล้ว1 จุด เพื่อให้ท่านหญิงสามารถฝึกรวบรวมลมปราณได้ องครักษ์หนุ่มบอกเด็กน้อยว่าชีพจรหลักของคนเรามี8 จุด 180 ตำแหน่ง นางจะต้องค่อยๆฝึกฝนและทะลวงชีพจรจุดต่างๆ ที่เหลืออีกเมื่อสามารถรับรู้ถึงเส้นลมปราณได้แล้ว
ตลอดสิบวันมานี้ สิ่งที่หลินเยว่ชิงรับรู้มีเพียงร่างกายที่ปวดร้าวราวจะแตกเป็เสี่ยงๆลู่กงกงผู้ใจดีก็ต้มยาแก้ปวดมาส่งนางและเสี่ยวอวี้ทุกวัน แต่นางจะมายอมแพ้ให้กับเื่แค่นี้มิได้เพราะยังมีหนี้แค้นที่รอให้ต้องสะสางอยู่
“ฮึบ!เอาล่ะพี่เสี่ยวอวี้เรามาวิ่งกันต่อเถอะ” ร่างเล็กดีดตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อรู้สึกว่าได้พักพอแล้วก่อนจะไปวิ่งต่อจนครบ 5 รอบ
“เพคะ” เสี่ยวอวี้แม้เหนื่อยแทบขาดใจก็ทำได้เพียงตอบรับท่านหญิงน้อยไปนางแอบก่นด่าถึงความโหดของบทเรียนจากท่านอี้เหิงอยู่ในใจ
หนึ่งท่านหญิงน้อยและหนึ่งนางกำนัลยังคงวิ่งรอบจวนต่อไปเมื่อวิ่งครบแล้ว สองนายบ่าวจึงจับประคองกันไปยังโถงของเรือนเพื่อรับอาหารเช้า่นี้หลินเยว่ชิงทานได้มากขึ้นเพราะทุกวันต้องใช้แรงไปมาก ลู่กงกงก็ช่างรู้ใจเตรียมอาหารบำรุงนางเสียดิบดี
หลินเยว่ชิงคีบอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็วความอ่อนช้อยงดงามใดๆ ล้วนไม่สนใจอีกต่อไป ตอนนี้นางหิวมากหลังจากวิ่งมาจนเหนื่อยนาง้าอาหารเข้าไปใช้ทดแทนพลังที่สูญเสียไป
ลู่กงกงได้แต่ยืนมองท่านหญิงน้อยตาปริบๆเขาอยากจะช่วยเ้านายน้อยของตนเช่นกัน แต่ก็ทำสิ่งใดมิได้เขาคงทำได้เพียงดูแลจวนให้ดี เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นจนท่านหญิงต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้
“ลู่กงกง ข้าจะฝึกวรยุทธกับอี้เหิงแค่ครึ่งวัน..ยามอุ้ย[2] ท่านก็เอาบัญชีทั้งหมดของจวนมาหาข้าที่เรือนเหิงเยว่ด้วยแล้วกัน”หลินเยว่ชิงเงยหน้าขึ้นมาสั่งความกับลู่ซื่อเหลียนก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อไป
“พ่ะย่ะค่ะ..แต่ท่านหญิงจะไม่ทรงเหนื่อยเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”ลู่ซื่อเหลียนถามอย่างเป็ห่วงเ้านายน้อยของตน
ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของร่างเล็กที่มอบกลับมาให้..ลู่กงกงได้แต่เก็บรู้สึกความเวทนาท่านหญิงไว้ในใจแล้วทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
เมื่อรับมื้อเช้าเสร็จแล้ว หลินเยว่ชิงและเสี่ยวอวี้ก็เดินมายังลานฝึกขนาดใหญ่ของจวนฉีหวางก็พบว่าอี้เหิงได้มารออยู่ก่อนแล้ว และไม่ได้มีอี้เหิงเพียงผู้เดียว แต่ยังมีท่านอาควนด้วยอีกคนที่อยู่ตรงนั้นแล้วยังมองนางด้วยสายตาเป็ห่วงเป็ใยอย่างไม่คิดปิดบัง
“คาราวะท่านหญิงขอรับ” หลี่ควนเอ่ยทักร่างเล็กที่ดูเหนื่อยอ่อนเบื้องหน้าตน แก้มขาวๆตอนนี้แดงระเรื่อด้วยโดนแสงแดดโลมเลีย ถึงแม้จะเป็วสันตฤดูที่มีสายลมพัดเย็นสบาย แต่แสงแดดในฤดูกาลนี้ก็แรงเอาการอยู่เหมือนกัน
“มีเื่จะรายงานหรือเ้าคะท่านอา”หลินเยว่ชิงเอ่ยถามหลี่ด้วยน้ำเสียงแ่เบา ท่านอาควนถึงแม้จะทำหน้าที่เป็องครักษ์ต้องคอยปกป้องอยู่ข้างกายนางตลอดแต่ว่ายามนางอยู่ในจวนมิได้ออกไปที่ใด ก็จะชอบใช้ให้ท่านอาออกไปสืบข่าวภายนอกจวนมาให้เสมอๆ
“มิได้ขอรับ..เพียงแต่สำนักพันดาราที่รับจ้างวานให้ลอบสังหารหวางเย่ตอนนี้ถูกฆ่าล้างสำนักไปแล้วขอรับ”
“งั้นรึ? แล้วรู้หรือไม่ว่าเป็ฝีมือผู้ใด”ร่างเล็กครางรับเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ออกไป
“จากข่าวที่ได้รับมา เห็นว่าเป็ชาวยุทธด้วยกันที่มีหนี้แค้นกับสำนักพันดาราขอรับ”
“จะเป็เช่นนั้นจริงๆ น่ะหรือ”หลินเยว่ชิงพึมพำกับตนเองเบาๆ คิ้วของนางขมวดเป็ปมอย่างกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ
“ต้องลำบากท่านอาแล้วนะเ้าคะ”ร่างเล็กเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายอย่างจริงใจพร้อมส่งยิ้มบางๆ ไปให้
“เป็หน้าที่ข้าน้อยอยู่แล้วขอรับ...เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวไปดูร้านเฟิงหวงก่อนนะขอรับ”หลี่ควนก้มศีรษะคำนับลาท่านหญิงน้อยแล้วจากไป
หลินเยว่ชิงหันมาหาร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้านิ่งอยู่เบื้องหน้าตนร่างเล็กส่งยิ้มบางไปให้องครักษ์หนุ่ม วันนี้อาจารย์จำเป็ผู้นี้จะสอนสิ่งใดให้แก่นางอีกนะ?
“ท่านหญิงกับแม่นางซินพร้อมหรือยังขอรับ”อี้เหิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม
เสี่ยวอวี้เมื่อได้ยินอี้เหิงเรียกนางว่า‘แม่นางซิน’ ก็พาให้คิ้วกระตุกทันทีนางยังเป็เพียงดรุณีน้อยวัย 10 หนาวเท่านั้นเหตุใดคนผู้นี้จึงเรียกขานนางเช่นนี้
“ท่านอี้เหิง เรียกข้าน้อยว่าเสี่ยวอวี้เถอะเ้าค่ะ..ข้าน้อยเป็เพียงเด็กน้อยวัย10 หนาวเท่านั้น หาใช่แม่นางที่ใดไม่” เสี่ยวอวี้รีบเอ่ยบอกอีกฝ่ายให้เปลี่ยนคำเรียกขานนางเสียใหม่
“อืม” อี้เหิงยังคงตอบรับอย่างเฉยชา
“วันนี้ข้าน้อยจะให้ท่านหญิงฝึกท่าขี่ม้าเหมือนเดิมแต่ว่า..จะเพิ่มถุงทรายที่ข้อเท้าและข้อมือข้างละครึ่งจิน [3] ” อี้เหิงกล่าวจบก็ยิบถุงทรายขนาดเล็กที่ตนเตรียมไว้ออกมา
หลินเยว่ชิงคิดตามที่อี้เหิงบอกอย่างเงียบๆอยู่ผู้เดียว เขาให้นางผูกถุงทรายติดแขนและขาข้างละครึ่งจินแสดงว่านางต้องฝึกท่าขี่ม้าโดยแบกถุงทรายน้ำหนัก 2 จินไว้กับตัวอา!..ลำพังแค่ยืนตัวเปล่าก็ปวดเมื่อยจะแย่อยู่แล้ว นี่อี้เหิงยังจะเพิ่มถุงทรายมาอีกเขาคิดว่ากำลังฝึกองครักษ์เงาอยู่หรืออย่างไรกัน!
หลินเยว่ชิงหันไปมองเสี่ยวอวี้ที่ทำหน้าแหยๆใส่อี้เหิง พร้อมกับบ่นอุบอิบอยู่ผู้เดียวพาให้ชวนขบขันไม่น้อย
“มาเถอะเหิงเหิง..ข้าพร้อมแล้ว ผูกถุงทรายมาเลย”ร่างเล็กบอกอาจารย์เฉพาะกิจของตน ให้นำถุงทรายมาผูกให้นางได้เลย
องครักษ์หนุ่มเข้าไปผูกถุงทรายให้ร่างเล็กจนครบแล้วจึงหันไปผูกให้เสี่ยวอวี้ต่อ
หลินเยว่ชิงเมื่อได้รับการผูกถุงทรายจนครบแล้วนางก็ย่อเข่าลงทำท่าเหมือนกำลังขี่ม้าแขนเล็กๆ นั้นก็ยื่นออกไปข้างหน้าให้ขนานกับพื้นหญ้าเบื้องล่าง ยังดีที่อี้เหิงให้นางยืนฝึกท่าขี่ม้าในร่มหากต้องยืนตากแดดนางคงเป็ลมไปก่อนแน่ ผ่านไปราวครึ่งเค่อแขนเล็กๆที่เคยขนานกับพื้นก็เริ่มตกลงมาทีละน้อย
“แขนขอรับท่านหญิง” อี้เหิงเอ่ยเตือนให้ลูกศิษย์จำเป็ของตนยกแขนขึ้นตามเดิม มิใช่ว่าชายหนุ่มจะไม่สงสารเด็กน้อยแต่เขาก็ต้องทำเป็ใจแข็ง หากดรุณีน้อยไม่สามารถผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานนี้ไปได้ ก็จะฝึกขั้นต่อไปมิได้เช่นกันท่านหญิงมีเป้าหมายในการแก้แค้น และคนเ่าั้ก็ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา พวกเขาใช่ว่าจะปกป้องท่านหญิงให้ปลอดภัยได้ทุกครั้งเสียเมื่อใดกันเพราะฉะนั้นท่านหญิงต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องตนเองให้ได้ด้วยเช่นกัน
หลินเยว่ชิงยืนแขนขาสั่นจากการฝึกท่าขี่ม้าแต่ร่างเล็กก็ยังกัดฟันสู้และอดทนจนผ่านเวลาหนึ่งชั่วยามไปได้ นางอยากจะล้มเลิกการฝึกนี้ไปเสียหลายคราแต่เมื่อหลับตาลงครั้งใดก็เห็นภาพของอาเหนียงที่ร่างกายอาบไปด้วยเืแล้วล้มลงไปต่อหน้าต่อตานางจึงทำให้ร่างเล็กมีแรงฮึดสู้ขึ้นมาอีก
เมื่อครบกำหนดหนึ่งชั่วยามแล้ว หลินเยว่ชิงก็มาฝึกเตะต่อยลมต่ออีกสองเค่อจากนั้นอี้เหิงก็เรียกนางและเสี่ยวอวี้ไปใต้ต้นเฟิงที่อยู่ข้างๆ ลานฝึกยุทธ
“วันนี้ข้าน้อยจะสอนท่านหญิงฝึกรวบรวมลมปราณ..เมื่อท่านหญิงสามารถรวบรวมลมปราณได้แล้วค่อยฝึกการใช้กระบี่เป็ลำดับต่อไป เชิญท่านหญิงนั่งขัดสมาธิใต้ต้นเฟิงเลยขอรับ”
หลินเยว่ชิงทำตามอี้เหิงอย่างว่าง่ายนางจูงมือเสี่ยวอวี้ให้ไปนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ กัน
“หลับตาลงขอรับ” อี้เหิงกล่าวเสียงเรียบ “กำหนดลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอมีสมาธิจดจออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่าวอกแวก..คิดถึงเื่ที่ทำให้มีความสุขแล้วท่านหญิงจะรับรู้ถึงลมปราณได้ง่ายขึ้นไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป วันนี้เป็เพียงวันแรกที่ท่านหญิงเริ่มฝึก อาจจะยังไม่รับรู้ถึงพลังลมปราณก็อย่าได้เสียใจไปนะขอรับ”
คำสอนของอี้เหิงฟังดูแล้วเหมือนง่าย แค่หลับตาแล้วกำหนดสมาธิแต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็เช่นนั้นเลย ทุกครั้งที่ร่างเล็กหลับตาลงก็มีเพียงภาพของบิดามารดาที่หมดลมไปต่อหน้านาง
หลินเยว่ชิงพยายามจดจออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่อี้เหิงบอกแต่ก็ทำไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดนางก็มองเห็นแต่ภาพเลวร้ายต่างๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น ใจของนางตอนนี้ไม่มีความสงบเลยแม้แต่น้อยมีเพียงความเกรี้ยวกราดจากเพลิงแค้นเท่านั้น
อี้เหิงยังคงเฝ้ามองท่านหญิงอยู่ตรงนั้นเขาเห็นร่างเล็กขยับตัวยุกยิก เปลือกตาที่กระตุกเป็พักๆ บอกให้รู้ว่าเด็กน้อยไม่มีสมาธิเอาเสียเลยเฮ้อ! เห็นทีว่าวันนี้คงต้องหยุดการฝึกไว้เพียงเท่านี้ หากดึงดันต่อไปคงไม่เป็ผลดีต่อท่านหญิงแน่
“วันนี้ฝึกแค่นี้พอ ท่านหญิงลืมตาขึ้นเถอะขอรับ”อี้เหิงบอกร่างเล็กตรงหน้าให้ลืมตาขึ้นเขารู้ว่าท่านหญิงยังเยาว์และเพิ่งผ่านเื่ร้ายมาจะให้จิตใจสงบอย่างพวกนักพรตคงมิได้การฝึกฝนคงต้องค่อยเป็ค่อยไป
หลินเยว่ชิงได้ยินดังนั้นก็ลืมตาขึ้นมาทันทีแววตาของนางวาวโรจน์อยู่แวบเดียวก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วร่างเล็กกล่าวขอบคุณอี้เหิงสำหรับการสอนวันนี้ แล้วจึงเดินออกจากลานฝึกไป
ต้นยามอุ้ยในเรือนเหิงเยว่มีร่างเล็กกำลังนั่งอ่านตำราอย่างขะมักเขม้นอยู่ที่โต๊ะตรงกลางโถงของเรือน ลู่กงกงมาขอพบท่านหญิงน้อยพร้อมสมุดบัญชีอีกห้าเล่ม เขาเดินเข้าไปในโถงรับรองเรือนเหิงเยว่ก่อนจะทำความเคารพเ้านายน้อยของตน “คาราวะท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
ร่างเล็กที่นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอยู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะตบไปที่เก้าอี้ข้างๆ ตน “ตามสบายเถอะลู่กงกง..ท่านมานั่งตรงนี้เถิดจะได้พูดคุยกันสะดวกยิ่งขึ้น”
ลู่ซื่อเหลียนเดินไปนั่งอย่างไม่อิดออดก่อนจะยื่นบัญชีทั้งหมดของจวนไปให้ท่านหญิงน้อย “บัญชีทรัพย์สินต่างๆและบัญชีรายรับรายจ่ายของจวนพ่ะย่ะค่ะ”
“ลู่กงกง..พูดกับข้าธรรมดาเถอะตอนนี้ไม่มีผู้อื่นอยู่ในห้องนี้เสียหน่อย ท่านก็อย่าได้มากพิธีไปเลย”
“ขอรับ”
หลินเยว่ชิงรับบัญชีทั้งหมดมาเปิดดูคร่าวๆถึงนางจะชอบอ่านตำราแต่เื่การทำบัญชีนางไม่มีความรู้เลยสักนิ “ลู่กงกง ท่านช่วยสอนข้าทำบัญชีได้หรือไม่?..ไม่สิ ไม่ใช่แค่ข้าแต่เป็พี่เสี่ยวอวี้ด้วย”
“ตะ..แต่ท่านหญิง บ่าวว่าไม่เหมาะสมหรอกเพคะ”เสี่ยวอวี้รีบทัดทานท่านหญิงทันที นางเป็เพียงเด็กกำพร้าต่ำต้อยจะให้มาดูแลบัญชีสำคัญเหล่านี้ของจวนได้อย่างไร
“ข้าบอกว่าได้ ก็ได้สิ..ต่อไปพี่ต้องเป็มือขวาของข้าเพราะฉะนั้น เื่เหล่านี้พี่ก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน” หลินเยว่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“เพคะ” เสี่ยวอวี้รับคำเสียงแ่ต่อไปนี้ชีวิตนางคงมีเื่ให้ทำอีกมากเป็แน่ดูท่าท่านหญิงของนางคงวางแผนจะทำการอีกมากมาย
“ลู่กงกง ตอนนี้ในจวนมีคนอยู่ทั้งหมดกี่ชีวิต”หลินเยว่ชิงยังคงเปิดดูบัญชีทรัพย์สินต่อไปเรื่อยๆ
“หากรวมทหารองครักษ์ด้วยตอนนี้มีทั้งหมด120 ชีวิตจาก 300 ชีวิตขอรับ”
“อืม” ร่างเล็กครางรับคำเสียงแ่เบาก่อนจะใช้นิ้วเรียวเคาะโต๊ะอย่างกำลังครุ่นคิด “ตอนนี้เบี้ยหวัดที่เคยได้รับจากวังหลวงก็ไม่มีแล้วเหลือเพียงสมบัติในคลังของจวนเท่านั้น หากเราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็อยู่ได้สบายๆไปตลอดชาติ..แต่ว่านะลู่กงกง..ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าข้าคิดจะทำสิ่งใด”
“ข้าน้อยทราบขอรับท่านหญิง..ท่าน้าจะล่าคนชั่วที่มันให้ร้ายหวางเย่และคงต้องใช้ตำลึงเงินอีกมากเพื่อการนี้..ข้าน้อยเลยคิดว่าเราน่าจะลดนางกำนัลลงเหลือแค่30 คนก็พอ แล้วปิดเรือนต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ไปเสียเพื่อลดค่าใช้จ่ายท่านหญิงเห็นว่าเป็เช่นไรขอรับ?”
“จัดการตามนั้นได้เลยแต่องครักษ์ของอาเตี่ยที่คอยคุ้มครองจวนก็ให้คงไว้เช่นเดิม..ท่านช่วยข้าดูแลร้านเฟิงหวงของอาเหนียงด้วยได้หรือไม่?คงไม่ทำให้ท่านลำบากเกินไปใช่ไหม?”
“ไม่เลยขอรับ ข้าน้อยยินดีแบ่งเบาภาระของท่านหญิงขอรับ”ลู่ซื่อเหลียนรีบลนลานตอบเ้านายน้อยของตนเขายินดีช่วยทุกอย่างขอเพียงมิให้ท่านหญิงน้อยเหนื่อยล้าจนเกินไป
“ดียิ่ง! เช่นนั้นก็ฝากท่านด้วยแล้วกันสำหรับร้านเฟิงหวงข้าจะให้ท่านอาควนหาคนมาช่วยท่านอีกแรง..เอาล่ะ มาเริ่มสอนการทำบัญชีให้ข้าเลยละกัน”
กว่าหลินเยว่ชิงจะศึกษาเื่การอ่านเขียนบัญชีจนเข้าใจได้เวลาก็ล่วงเข้าปลายยามอิ่ว [4] เสียแล้ว ท้องน้อยๆ ของนางเริ่มประท้วงขออาหารด้วยการส่งเสียงโครกครากออกมาเสี่ยวอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็รีบกุลีกุจอไปยกสำรับอาหารเย็นมาให้ท่านหญิงน้อยทันที
หลังจากรับมื้อเย็นเสร็จแล้วหลินเยว่ชิงก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เตรียมเข้านอน เสี่ยวอวี้จะมานอนเฝ้านางทุกคืนเสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังมาจากนางกำนัลคนสนิทที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงวันนี้เสี่ยวอวี้คงจะเหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน ร่างเล็กยังคงนอนลืมตามองแสงจันทราที่สาดสองเข้ามาในเรือนนอนของนาง
‘อาเตี่ยอาเหนียง อยู่บนนั้นสบายดีหรือไม่เ้าคะ ไม่ต้องห่วงชิงเอ๋อร์นะ..ชิงเอ๋อร์จะใช้ชีวิตให้ดีและจะลากคอคนพวกนั้นมาขอขมาอาเตี่ยอาเหนียงให้ได้..ปกป้องชิงเอ๋อร์ด้วยนะเ้าคะ’ สิ้นเสียงรำพึงในใจร่างเล็กก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการฝึกวรยุทธลมหายใจดังอย่างสม่ำเสมอ แต่หางตาของนางกลับมีหยดน้ำสีใสเกาะอยู่
******
[1] 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
[2] ยามอุ้ย = เวลา 13.00น. – 14.59น .
[3] 1 จิน = 500 กรัม
[4] ยามอิ่ว = เวลา 17.00 น . –18.59 น.