บทที่ 18 จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย (รีไรต์)
“ได้ยินมาว่า ลูกสาวบ้านอวิ๋นน่ะ หลังจากโดนลักพาตัวไป ก็มีคนเอาเื่นี้มาพูดกัน พอโดนพูดเข้าหน่อยก็มีเื่กับคนที่ทำงาน ผลสุดท้ายก็โดนไล่ออก”
“ไอหยา จริงเหรอเนี่ย ยัยหนูนี่ทำไมเป็คนแบบนี้ พูดกันนิดหน่อยก็ใช้กำลัง ใครใช้ให้เธอไปเชื่อคนง่าย ๆ ถึงได้โดนหลอกลักพาตัวไป”
“แล้วอีกคนล่ะ คนที่ทะเลาะกับเธอน่ะโดนไล่ออกรึเปล่า?”
“หลี่ซานเม่ยคนนั้นน่ะเหรอ ไม่ได้โดนไล่ออกหรอก แต่ก็โดนทำโทษย้ายไปอยู่ฝ่ายผลิตแล้วล่ะ สมน้ำหน้า เธอน่ะไม่รู้จักอยู่เฉย ๆ กลับไปว่าคนอื่นเสีย ๆ หาย ๆ ได้ยินมาว่าเธอยังโดนสอบสวนเื่ยักยอกทรัพย์สินส่วนรวมด้วย”
“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าทำอะไรก็อย่าหุนหันพลันแล่น อย่าอวดดี สุดท้ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย แล้วยิ่งบ้านอวิ๋นมีคนเจ็บที่ต้องหยุดงานอยู่แล้ว ตอนนี้ลูกสาวก็มาโดนไล่ออกอีก ชีวิตคงลำบากน่าดู”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ได้ข่าวว่าลูกเขยก็หนีไปแล้ว อนาคตครอบครัวนี้จะอยู่กันยังไงก็ไม่รู้”
พานหงเสียเพิ่งกลับมาจากซื้อของ ได้ยินคนพูดคุยกันแบบนี้ก็เกือบจะเป็ลมล้มพับตรงนั้น เธอรีบวิ่งเข้าไปถาม “สหาย พวกเธอพูดเื่อะไรกัน ใครโดนไล่ออก ลูกสาวฉันยังทำงานอยู่ดี ๆ”
สีหน้าของคนที่กำลังนินทาอยู่ดูอึกอัก แต่ก็ยังแสดงความเห็นใจ “เธอกลับไปถามลูกสาวเธอก็รู้เอง ใครจะเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นกัน”
พอพานหงเสียกลับมาถึงบ้าน และได้ยินคำตอบจากปากลูกสาว น้ำตาก็ไหลพราก ไม่ว่าจะโดนไล่ออกหรือลาออกเอง สรุปก็คือตอนนี้ตกงาน ไม่มีงานทำแล้ว ไม่มีข้าวกินแล้ว…
อวิ๋นซานกล่าวขอโทษพ่อแม่ก่อน แล้วจึงอธิบายว่า “พ่อกับแม่ใจเย็น ๆ ก่อนนะ ที่หนูลาออกหนูคิดทบทวนดีแล้ว ไม่ได้เป็เพราะข่าวลือในที่ทำงานแล้วใจร้อนลาออกแน่นอน”
“หนูคิดดูแล้ว หนูตั้งใจจะไปเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายซ้ำอีกปี แล้วก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นก็จะทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ หาเงินไปด้วย”
“อะไรนะ? ลูกจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ?” พานหงเสียถึงกับชะงัก น้ำตาที่ไหลอยู่หยุดลง ลูกสาวออกจากโรงเรียนไปตั้งสี่ห้าปีแล้ว ยังจะกลับไปเรียนอีกเหรอ?
อวิ๋นโหย่วฝูเองก็ใไม่แพ้กัน “ซานซาน ลูกคิดยังไงถึงอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย? นี่มันผ่านมาหลายปีแล้วนะ ยังจะกลับไปเรียนได้อีกเหรอ?”
ถึงแม้ว่าผลการเรียนของลูกสาวจะไม่แย่ แต่ว่ามันก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว จะกลับไปเรียนต่อคงไม่ง่าย แถมจะมีโรงเรียนไหนรับเธอเข้าไปเรียนซ้ำหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
“พ่อคะแม่คะ ตอนนี้ประเทศให้ความสำคัญกับคนมีความสามารถมาก ใครเรียนจบออกมาได้ ก็จะมีงานรองรับหมด งานที่หนูทำอยู่ ในสายตาคนอื่นอาจจะดูดี แต่หนูรู้ว่างานนี้มันมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน ไม่มีอะไรที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ ใคร ๆ ก็ทำได้ อนาคตก็คงไม่มีโอกาสก้าวหน้าอะไร ต้องทนทำงานไปเรื่อย ๆ กับเงินเดือนเท่าเดิม เสียทั้งพลัง เสียทั้งความมุ่งมั่น
แล้วเราก็ไม่รู้ว่าโรงงานนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งโรงงานปิดตัวลง ทุกคนต้องตกงาน ตอนนั้นจะออกไปหางานหรือทำอะไรก็ต้องใช้วุฒิการศึกษา ต้องใช้ความรู้ความสามารถ บางที่เขาก็จำกัดอายุด้วย แก่ไปเขาก็ไม่รับ ไม่มีประสบการณ์เขาก็ไม่เอา แล้วเราจะทำยังไง พวกเราก็มีทั้งคนแก่ที่ต้องดูแล มีทั้งลูกที่ต้องเลี้ยงดูอีก
ตอนนี้หนูยังเด็ก สมองยังดีอยู่ เรียนหนังสือเข้าใจง่าย หนูก็ต้องรีบหาความรู้ใส่ตัวไว้เยอะ ๆ ดีกว่า อนาคตถ้าเกิดโดนที่ทำงานไล่ออก อย่างน้อยเราก็มีทางไปต่อ เพราะเรามีความมั่นใจ มีโอกาสให้เลือกมากกว่า”
อวิ๋นโหย่วฝูฟังแล้วรู้สึกคล้อยตาม เมื่อลูกสาวยืนยันแบบนั้นเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ ลูกสาวเขาช่างทะเยอทะยานจริง ๆ เขาทั้งรู้สึกทึ่งปนภูมิใจ “ก็ได้ พ่อสนับสนุน ไม่ต้องห่วง พอแขนพ่อหายดี พ่อก็จะกลับไปทำงาน บ้านเราก็พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง ไม่ได้ลำบากถึงขั้นไม่มีอะไรกินหรอก”
พานหงเสียถอนหายใจ ทั้งพ่อและลูกสาวช่างเหมือนกันจริง ๆ ใจกล้าเหมือนกันเสียจริง
ไม่ต้องไปทำงาน เวลาก็เหลือเฟือ ตื่นเช้ามาอวิ๋นซานทำอาหารเช้า ซักผ้าเสร็จ ก็ไปที่ถนนเจี้ยนเซ่อเพื่อจัดการกับผ้าของเธอ
โรงเรียนกำลังจะปิดเทอม ถ้าเธอจะไปเรียนก็ต้องรอเปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้ทำได้แค่ซื้อหนังสือเตรียมสอบกลับมาทบทวน เวลาที่เหลือก็ต้องรีบขายผ้าพวกนั้นให้หมดก่อนปีใหม่
พานหงเสียไม่วางใจจึงพาช่านช่านไปด้วย
ลูกสาวบอกว่าจะทำปกเสื้อ ปกเสื้ออะไร? ทำไมถึงทำแต่ปกเสื้อใครเขาจะซื้อกัน
พอไปถึงที่นั่นก็เห็นจริง ๆ ว่าอวิ๋นซานทำปกเสื้ออย่างเดียว แต่ก็ไม่ใช่แค่ปกเสื้ออย่างเดียว ยังมีสาบเสื้อด้านหน้า แผ่นหลังเสื้อ กระดุม รังดุม แต่เก็บไว้แค่ครึ่งบนของชุดชั้นใน ไม่ต้องพูดถึงว่าการทำแบบนี้มันแปลกหรือเปล่า แต่ปกเสื้อที่ลูกสาวทำออกมาเหมือนจริงมากเลย ฝีมือดีมาก เหมือนกับปกเสื้อเชิ้ตที่ขายในตามห้างสรรพสินค้าไม่มีผิด
แต่แบบนี้ขายได้จริง ๆ เหรอ?
“ซานซาน ทำไมถึงทำแค่ปกเสื้อล่ะ ทำเป็เสื้อเชิ้ตไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ?แบบนั้นขายง่ายกว่านะ”
อวิ๋นซานหยิบเสื้อไหมพรมของตัวเองมาตัวหนึ่ง สวมปกเสื้อด้วยผ้าผูกสองเส้นใส่ไว้ข้างใน แล้วสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมอีกที อวดให้แม่ดู “แม่ดูสิ แบบนี้ไม่ต่างกันเลยใช่ไหมเหมือนใส่เสื้อเชิ้ตอยู่ข้างใน ดูทันสมัยขึ้นเยอะเลย”
แบบนี้เรียกว่าปกเสื้อแบบง่าย ที่เมืองเอสกำลังนิยมกัน ใส่ไว้ในเสื้อนอกหลอกตาให้ดูเหมือนเสื้อเชิ้ต ส่วนที่เป็ปกเสื้อเหมือนเสื้อเชิ้ตทุกประการ
ผ้าแบบใหม่นี้ราคาแพงจริง ๆ คนบางคนก็ซื้อไม่ไหวก็เลยมีคนคิดค้นปกเสื้อแบบนี้ขึ้นมาสวมใส่ไว้ในเสื้อนอก ดูทันสมัย
แต่อวิ๋นซานไม่ได้ทำแค่กับเสื้อไหมพรมอย่างเดียว เธอยังทำกับเสื้อขนสัตว์ด้วยและเธอยังทำปกแบบเปิดไหล่ ปกแบบกว้างเหมือนที่คนอังกฤษชอบใส่ และปกแบบตุ๊กตาอีกด้วย
พานหงเสียร้องออกมาอย่างตื่นเต้น “จริงด้วย แบบนี้ก็ดูดีไปอีกแบบนะ แต่ว่าซานซาน แบบนี้ขายออกจริง ๆ เหรอ?”
อวิ๋นซานยิ้ม “ขนาดแม่ยังชอบเลย แล้ววัยรุ่นจะไม่ชอบได้ยังไง”
พานหงเสียมองค้อนลูกสาวไปทีหนึ่ง แต่ในใจก็รู้สึกเบาใจขึ้นเธอวางช่านช่านไว้บนเตียงเด็กเล็ก ๆ ให้หลานสาวเล่นเอง ส่วนตัวเองก็มาช่วยลูกสาว
“แม่เย็บกระดุมให้”
อวิ๋นซานรีบบอก “แม่ ไม่ต้องหรอก หนูทำเองได้ ช่านช่านต้องวานแม่ช่วยดูแลแล้ว”
พานหงเสียหัวเราะ “ไม่เห็นเหรอว่าหลานสาวแม่เรียบร้อยแค่ไหน แม่ไม่ช่วยลูกทำงานเพิ่ม บ้านเราจะมีรายได้จากไหน พ่อลูกเป็แบบนั้นยังกลับไปทำงานไม่ได้ แม่เป็ห่วงแค่ไหนลูกก็รู้”
อวิ๋นซานเถียงแม่ไม่ขึ้นจึงปล่อยให้แม่ช่วย
แต่ลูกสาวของเธอก็เรียบร้อยจริง ๆ นั่งอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ข้างตัวเธอมีของกินของเล่น แม่กับยายก็อยู่ข้าง ๆ ไม่งอแงเลยบางครั้งหันหน้ามาหา ช่านช่านก็จะยิ้มให้ แค่เห็นเธอก็มีความสุขแล้ว
ซ้ำยังทำให้เธอก็ยิ่งมีแรงฮึดมากขึ้น เธอจะให้ลูกสาวเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ปล่อยให้ลูกสาวเติบโตอย่างมีความสุข ไร้กังวล
อวิ๋นซานทำงานบ้านทั้งวัน เย็บปกเสื้อไปได้แปดสิบกว่าอันจนกระทั่งพานหงเสียเรียกเธอกลับไปกินข้าว เธอถึงได้หยุดมือ
เมื่อกลับถึงบ้านพักก็ได้ยินเื่ซุบซิบว่าตำแหน่งของเธอถูกหวงิ่แย่งไปแล้ว