ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 มิได้เดินตามกฎ

            “ดูท่าเจ้าจะยังไม่สำนึก!”

            ฮองเฮาแผ่รังสีอำมหิต ขอเพียงนางออกคำสั่งพรุ่งนี้ข่าวการตายของพระชายาอวี้จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง

            ที่แท้นางก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือถึงอย่างนั้นตัวนางเองก็ยังมีแผนอื่นนางจะใส่ร้ายป้ายสีพระสนมเต๋อเฟยให้ได้รับความผิดตายตกตามกันไป

            “ฮองเฮาเหนียงเหนียงหม่อมฉันแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจจะดีกว่าเพคะพ่อของหม่อมฉันเป็นผู้นำทัพที่มีทหารอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาถึงสามแสนคนตอนนี้กำลังต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่ที่เป่ยกวาน หากพระองค์ประหารหม่อมฉันเกรงว่าท่านพ่อจะเสียใจจนมิเป็นอันทำอะไร หากไม่อาจเอาชนะสงครามได้และปล่อยศัตรูเข้ามาจะเกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”

            คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้ฮองเฮาได้สติ

            หลินมู่จื่อเปรียบเสมือนเทพเซียนที่นำทัพออกรบจนได้รับชัยชนะอย่างมากมายเพื่อฮ่องเต้ทว่าเขากลับรักและเอ็นดูหลินเมิ้งหยาเหลือเกิน

            น้องสาวของนางเคยระบายความโกรธให้นางฟังหลายต่อหลายครั้ง

            “ไม่มีทางเลือก เปิ่นกงคงต้องปิดข่าว รอจนกระทั่งแม่ทัพหลินกลับมาค่อยบอกข่าวคราวของเจ้าแก่เขา”

            หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า รู้สึกได้ว่าฮองเฮาเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ

            แม้แต่เรื่องต่ำทรามเช่นนี้ยังคิดออกมาได้

            “ปิดข่าว?ฮองเฮาเหนียงเหนียง พ่อของหม่อมฉันเป็นจอมพลที่เหล่าข้าราชบริพารเคารพนับถืออีกทั้งยังรั้งตำแหน่งเจิ้นหนานโหว เป็นแม่ทัพของทหารสามแสนกว่าคนไม่เคยรบแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ฝีมือในการต่อสู้ล้ำเลิศดังนั้นพ่อของหม่อมฉันจึงมีข้าราชบริพารทั้งเก่าและปัจจุบันมากมายเคารพนับถือวันนั้นพระองค์สั่งให้จับตัวหม่อมฉันออกจากงานเลี้ยงฉลองกะทันหันเกรงว่าป่านนี้ข่าวคงถูกส่งไปถึงเป่ยกวานแล้วเพคะ”

            หลินเมิ้งหยาส่งเสียงกดดันราวกับว่านางหาได้กลัวเกรงต่อคำสั่งประหารของฮองเฮาไม่

            “หม่อมฉันขอถามหน่อยว่าพระองค์จะปิดข่าวเช่นไรจะปิดบังเรื่องนี้ต่อผู้คนที่ล้วนมีปากติดตัวได้อย่างไร?”

            บรรยากาศเงียบสงบและเย็นยะเยือก หลินเมิ้งหยากำลังรอโอกาส

            ตอนนี้หากใครพูดก่อนหากใครประนีประนอมก่อนจะได้รับอำนาจในการต่อรองจากอีกฝ่าย

            “ได้ บุตรสาวของเจิ้นหนานโหว ในเมื่อเจ้ากล้ามากขนาดนี้เปิ่นกงสามารถปล่อยเจ้าไปได้ แต่เปิ่นกงอยากรู้ว่าเจ้าทำอะไรกับไท่จื่อ?”

            คิดไม่ถึงเลยว่าหลินเมิ้งหยาจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจอีกครั้ง

            “ภาคเหนือมีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่ามี่หลัวดอกไม้ชนิดนี้หนึ่งฤดูกาลจะเบ่งบานเพียงหนึ่งครั้ง สีสันสวยงามแต่กลับไร้ซึ่งกลิ่น ดอกมี่หลัวทำเพียงผลิดอกแต่ไร้ผลหากถูกวัวหรือม้ากินเข้าไปจะทำให้ไม่อาจมีลูกได้ ตอนแรกหม่อมฉันเพียงแต่คาดเดาดังนั้นจึงใส่ยาถอนพิษเอาไว้เล็กน้อยในอาหารที่ไท่จื่อเสวยในวันนั้น หากไท่จื่อโดนพิษของยาตัวนี้จริงอีกไม่กี่วันไท่จื่อจะหลับใหลและไม่อาจเสวยสิ่งใดได้อีก”

            แม้ว่าเรดาร์ตรวจสอบยาพิษในสมองของนางมักสร้างปัญหาให้นางตลอดเวลา

            แต่ในช่วงเวลาสำคัญ มันกลับสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

            วันนั้นตอนที่ไท่จื่อเดินผ่านนางไปสมองของนางพลันปรากฏชื่อยาเหล่านั้นขึ้นมา

            นางครุ่นคิด ก่อนจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นไพ่ตายแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ใช้มันอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

            ฮองเฮามองหน้าหลินเมิ้งหยาอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่เมื่อหวนคิดดูแล้ว ไท่จื่ออภิเษกสมรสมานานหลายปี มีพระชายาและพระสนมมากมายทว่าไท่จื่อกลับยังไม่มีทายาท

            หรือนี่จะเป็นเรื่องที่เด็กคนนี้กำลังพูดถึง

            “เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าพูดลอยๆ ออกมาเหล่านี้จะสามารถช่วยชีวิตเจ้าได้? ในเมื่อตอนนี้เปิ่นกงรู้แล้วเจ้าไม่คิดว่าเปิ่นกงจะสั่งประหารเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            หลินเมิ้งหยายกนิ้วมือเรียวยาวของตนเองขึ้นมาเคาะที่ศีรษะเพื่อแสร้งทำเป็นครุ่นคิด

            “ไอ้หยา หม่อมฉันคิดผิดไป หม่อมฉันลืมบอกฮองเฮาไปด้วยว่าหากให้ยาถอนพิษที่ไม่ถูกต้องแล้วละก็นอกจากจะมิอาจช่วยไท่จื่อแล้ว แต่ยังสามารถทำให้ไท่จื่อสวรรคตอีกด้วยเพคะ”

            คำพูดที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากสีแดง ไม่ต่างอะไรจากยาพิษที่สามารถฆ่าคนให้ตายได้อย่างเงียบเฉียบ

            สีหน้าของฮองเฮาเปลี่ยนไป แรงอาฆาตค่อยๆ จางลง

            “คราวนี้เปิ่นกงพลาดเอง ได้ พรุ่งนี้เปิ่นกงจะปล่อยเจ้าไปแต่เจ้าอย่าได้ลำพองใจไปเจิ้นหนานโหวแห่งสกุลหลินไม่อาจปกป้องเจ้าได้ตลอดไปอย่างแน่นอน”

            ฮองเฮาที่ถูกต้อนจนจนมุมจับผ้าขึ้นคลุมศีรษะอีกครั้งก่อนจะหายตัวไปจากคุก

            แต่ว่า ประโยคสุดท้ายของนาง...

            ท่านพ่อออกไปสู้รบ ที่บ้านหลงเหลือเพียงซ่างกวนฉิงและหลินเมิ้งหวู่

            น่าจะ...ไม่เป็นไรมั้ง

            วันถัดมาหลินเมิ้งหยาที่ถูกกักขังไปนานถึงสี่วันถูกปล่อยตัวกลับจวนอวี้

            ทั้งที่ตอนจับไปเล่นใหญ่เล่นโต แต่ตอนส่งกลับกลับไร้สุ้มเสียง

            แน่นอนว่านี่เป็นสไตล์ของฮองเฮาที่มิยอมเสียหน้า

            “นายหญิง ท่านกลับมาแล้วหลายวันมานี้คนในจวนต่างพากันร้องไห้จนตาบวมหมดแล้วเจ้าค่ะนายน้อยอวี้เข้าไปคุกเข่าที่หน้าห้องอ่านหนังสือของท่านอ๋องทุกวันทุกคืนจนสลบ”

            ป๋ายจีที่มีท่าทางสงบนิ่งที่สุดพยุงหลินเมิ้งหยาเข้าไปยังตำหนักหลิวซิน

            ทาสในเรือนต่างพากันหลบทางให้หลินเมิ้งหยาเดินจนคิ้วของหลินเมิ้งหยาขมวดเข้าหากัน

            “เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่บ้าน?”

            ป๋ายจีชำเลืองมองหลินเมิ้งหยาด้วยท่าทางระมัดระวัง กัดริมฝีปากแน่นก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของนาง

            “คุณหนูหรูฉินผู้นั้นนั่นแหละเจ้าค่ะ หลังจากวันงานเลี้ยงนางหาข้ออ้างว่าเพื่อปลอบใจพระสนมเต๋อเฟย ดังนั้นจึงเข้ามาอยู่ในจวนเมื่อท่านไม่อยู่ นางจึงแสดงท่าทีเป็นใหญ่”

            เจียงหรูฉิน? สมองของหลินเมิ้งหยาพลันปรากฏใบหน้านวลสวยงามของเด็กสาว

            นาง...เก่งกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ?

            “โอ้? เช่นนั้นจวนก็น่าจะครึกครื้นดีมิใช่หรือ?”

            ป๋ายจีส่ายหน้า เม้มปาก

            “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ? พูดออกมาให้หมดเถอะ”

            “ยังมี...คุณหนูรองเจ้าค่ะ นางเอ่ยว่าคนของจวนเป็นผู้วางยานางนางเรียกร้องให้ทางจวนรักษานางจนหายดีแล้วจึงจะกลับไปหลายวันมานี้บ่าวในจวนจึงถูกนางทรมานกลั่นแกล้งสารพัด”

            หลินเมิ้งหวู่? เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่?

            ขณะเดียวกัน หลินเมิ้งหยาเข้าใจหัวอกของข้าทาสในจวนเป็นอย่างดีเมื่อพวกนางสองคนอยู่ที่นี่ เกรงว่าชีวิตคงเป็นไปอย่างยากลำบาก

            “ข้าเข้าใจแล้ว วางใจเถิด หากข้าอยู่พวกนางจะไม่กล้ารังแกพวกเจ้าอย่างแน่นอน”

            เฮ้อ ต้องโทษสามีของนางที่มีเสน่ห์ดึงดูดสาวๆ มากจนเกินไปไม่เช่นนั้นพวกนางทั้งสองจะเข้ามาขลุกอยู่ในจวนแห่งนี้ทำไม

            “คุณหนูเจ้าคะ ในเมื่อท่านกลับมาแล้ว รีบไปหาท่านอ๋องเถิดเจ้าค่ะอย่าให้คุณหนูรองและคุณหนูเจียงตีทัพจนแตกได้นะเจ้าคะ”

            ป๋ายจื่อดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเล็กยับยู่ยี่เหมือนซาลาเปา

            เหนือความคาดหมายของหลินเมิ้งหยา ตอนแรกนางคิดว่าป๋ายจื่อจะวิ่งมากอดนางพลางร้องห่มร้องไห้ทันทีที่เห็นหน้าเสียอีก

            “ช่างเถอะ ช้าไปสักครึ่งชั่วโมงคงมิเป็นไร ป๋ายจีเจ้าไปอาบน้ำแต่งตัวให้ข้า ป๋ายจื่อเจ้าไปที่โรงครัวแล้วทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาให้ข้า

            เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเป็นชุดสะอาดหลินเมิ้งหยาพาป๋ายจีและป๋ายจื่อยกอาหารไปยังห้องอ่านหนังสือของหลงเทียนอวี้

            ห้องที่เคยกว้างขวางบัดนี้มีหญิงสาวสองคนทำให้มันดูแคบลง

            เจียงหรูฉินและหลินเมิ้งหวู่ต่างพาสาวใช้ของตนเองมาสาดสงครามน้ำลาย

            ขนาดหลินเมิ้งหยาปรากฏตัวขึ้น พวกนางกลับมองไม่เห็น

            นางพาสาวใช้เดินเข้ามายืนข้างกายหลงเทียนอวี้ที่กำลังขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นหยิบถั่วเขียวต้มน้ำตาลออกมาจากกล่องข้าว

            “ท่านอ๋อง ดื่มซุปเพื่อดับความร้อนรุ่มในใจสักหน่อยเถิดเพคะ”

            หลงเทียนอวี้หันมามองหญิงสาวข้างกายตนที่สวมใส่ชุดสีเขียวใบหน้าปะแป้งนวล ร่างกายส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ริมฝีปากหยักยิ้มขณะมองหน้าตนเอง

            ถั่วเขียวต้มน้ำตาลในถ้วยยังอุ่นอยู่ แต่กลับหวานสบายคอราวกับว่าเปลวไฟในหัวใจถูกดับลงไปแล้ว

            “เข้ามา พาคุณหนูทั้งสองกลับจวนไป”

            เขาส่งเสียงเรียบ ทว่ากลับน่าเกรงขามและไม่อาจขัดขืนได้

            หญิงสาวทั้งสองที่ยังไม่มีใครยอมใครหันมามองหลินเมิ้งหยาด้วยท่าทางตกตะลึง

            “เจ้า...”

            “ทั้งสองท่าน ข้าเห็นท่านเป็นแขกจึงปฏิบัติตัวอย่างมีมารยาทแต่ทั้งสองกลับไร้มารยาท ที่นี่เป็นห้องทำงานของท่านอ๋องแต่พวกเจ้ากลับเข้ามาทะเลาะวิวาทต่อล้อต่อเถียงกันเหมือนสนามเด็กเล่นในสายตาของข้ามันไม่ควรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น”

            เจียงหรูฉินไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆ ตอนที่คิดจะโต้เถียงนางกลับได้เห็นใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของหลงเทียนอวี้ ดังนั้นนางจึงไม่กล้าทำสิ่งใดอีก

            หลินเมิ้งหวู่ไร้ซึ่งข้ออ้างใดๆ อีก คำกล่าวอ้างที่เข้ามาดูแลท่านอ๋องแทนพี่สาวล้วนเป็นเพียงคำพูดประจบประแจงเท่านั้น

            ทั้งสองพากันออกไป ห้องที่เคยดังเอะอะโวยวายเมื่อครู่จึงเงียบสงบลง

            “ท่านอ๋องได้โปรดลงโทษหม่อมฉันด้วยที่ทำให้เกิดเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ขึ้น”

            ดวงตาของหลงเทียนอวี้มืดลง ทว่าสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง

            “ลุกขึ้นเถิด นี่เป็นเพียงเรื่องไร้สาระแต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ ตกลงเจ้าพูดอะไรกับฮองเฮาใยนางจึงปล่อยตัวเจ้าออกมา”

            “หม่อม...หม่อมฉันวางยาไท่จื่อ หากไม่ได้อำนาจบารมีของท่านพ่อช่วยเกรงว่าป่านนี้คงหมดลมหายใจไปแล้วเพคะ”

            “ว่าอย่างไรนะ! นี่เจ้าบังอาจวางยาไท่จื่อ!”

            สีหน้าของหลงเทียนอวี้เปลี่ยนไป ไม่ว่าไท่จื่อจะคิดกับเขาเช่นไรทว่าในหัวใจของเขา เขายังคงปรากฏภาพไท่จื่อที่เคยปกป้องรักและเอ็นดูเขาครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก

            ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครจะโน้มน้าวเขาเช่นไรแต่เขาไม่เคยคิดลงมือกับไท่จื่อ แม้จะสามารถทำได้ แต่เขาก็ไม่ทำ

            ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับทำเกินคำสั่งของเขา

            “ท่านอ๋องอย่าเพิ่งกริ้วเพคะ ยาพิษอันนั้น...”

            “ตกลงเจ้ามีจิตใจเช่นไรกันแน่? เพราะเหตุนี้เจียงเฉิงจึงบอกว่าเจ้าเป็นอสรพิษ!คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะใจดำอำมหิตเช่นนี้! หากภายภาคหน้าเปิ่นหวังทำให้เจ้าไม่พอใจเจ้าจะไม่วางยาอย่างนั้นหรอกหรือ?”

            หลินเมิ้งหยามองดูหลงเทียนอวี้ที่กำลังโกรธเกรี้ยวหัวใจรู้สึกเหมือนถูกกรีด

            ทั้งหมดที่นางทำก็เพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น

            หากมิใช่เพราะคนเหล่านั้นบีบบังคับนาง ต้องการชีวิตของนางนางจะทำเช่นนั้นหรือ

            ที่แท้ในสายตาของหลงเทียนอวี้ นางเป็นเพียงฆาตกรใจดำอำมหิตเท่านั้นสินะ

            หลินเมิ้งหยาเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ในใจ บังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นนางจะไม่มีวันยอมหดหัวเพราะใครหน้าไหนเด็ดขาด

            “เมิ้งหยาไม่ผิดหากท่านอ๋องเห็นว่าหม่อมฉันทำผิดก็จับตัวหม่อมฉันและนำส่งทางการเถิด”

            เสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเสียใจหรือดีใจแต่กลับกดทับหัวใจของหลงเทียนอวี้

            อารมณ์ครอบงำเหนือเหตุผลไปชั่วขณะ สุดท้ายเขาจึงได้สติกลับมา

            อันที่จริงหลินเมิ้งหยาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด

            ทุกย่างก้าวของนางเป็นไปด้วยความระมัดระวังแม้นางจะดูเหมือนใจดำอำมหิต แต่นั่นก็เพราะคนอื่นบีบบังคับให้นางต้องทำเช่นนั้น

            กลับกันกับเขาที่ปล่อยให้ความรู้สึกที่ไม่เคยหลงเหลืออยู่แล้วครอบงำ

            “เจ้า...ลุกขึ้นเถิด”

            หัวใจของหลงเทียนอวี้รู้สึกอ่อนแรง

            บางทีนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาคงจะเปลี่ยนเป็นคนแบบที่ไท่จื่อเคยพูดไว้แล้ว

            “เมิ้งหยาทูลลา”

            นางหมุนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเย็นชา

            ราวกับว่ากำแพงที่มองไม่เห็นตั้งตระหง่านขึ้นมาระหว่างความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะดีขึ้นของทั้งคู่อีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808