
พัดผ่านรัก
บทที่1
ใครว่าชีวิตนักเขียนสุขสบาย!
นั่นเป็ความคิดติดหัวของวาตีในทุกครั้งที่นั่งหลังขดหลังแข็งปั่นต้นฉบับนิยายแต่ละเื่ส่งสำนักพิมพ์และส่วนใหญ่หล่อนจะอยู่ติดบ้านเพราะงานหลักที่เขียนหนังสือนั้นไม่มีวันหยุด คติของหล่อนคือเขียนมันทุกวันให้เกิดวินัย สม่ำเสมอและอดทน
แต่วันนี้ไม่รู้เป็อย่างไรนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ั้แ่สายหลังทานอาหารเช้า หัวสมองก็ไม่แล่นเขียนไม่ออกสักตัวหล่อนจึงคิดว่าจะยอมแหกกฎของตัวเองไปเดินชอปปิงเลือกซื้อเสื้อผ้าสักสองถึงสามชุดกระเป๋าสักใบ หรือไม่ก็แวะเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง เลือกอายแชโดว์รุ่นใหม่ลิปสติกสีใหม่ ก็คงพอหายเซ็ง
วาตีจึงแต่งตัว...นานกว่าหนึ่งชั่วโมง
หล่อนขับรถไปถึงห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านพอจอดรถไว้ในลานเรียบร้อย กำลังจะปิดประตูรถสังหรณ์บางอย่างสะกิดใจให้เหลียวมองไปรอบตัว รู้สึกเหมือนมีสายตาของใครกำลังจ้องมองมาคล้ายถูกสะกดรอยแต่เหลียวไปทางใดก็ไม่พบพิรุธหล่อนจึงไหวไหล่และเบ้ปากอย่างที่ชอบทำก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
หญิงสาวเดินตรงไปยังชั้นล่างของห้างฯก่อนเพื่อมุ่งไปยังเคาน์เตอร์เครื่องสำอางเกือบครึ่งชั่วโมงหล่อนจึงได้มาสคาร่ารุ่นใหม่ปลอกสีม่วงหรูหราที่พนักงานแนะนำว่าปัดแล้วขนตาจะหนาเด้งและนุ่มยืดหยุ่นไม่เลอะ หลุด หรือจับเป็ก้อน...ได้ยาทาเล็บมาอีก 6 เฉดสีบรัชออนชนิดเม็ดในตลับเดียวที่ปัดแล้วแก้มจะชมพูเรื่อเป็สีเืฝาดอีกทั้งลิปสติกปลอกสีทองเนื้อเนียนที่มีข้อเด่นคือผสมผงเพชร พอทาลงบนกลีบปากจะวาวสดและทำให้ปากอิ่ม
ความสุขของหล่อน...นำพาให้ก้าวเข้าร้านเสื้อได้ชุดใหม่ที่เพิ่งวางขายได้แค่สัปดาห์เดียวมาถึงสามชุด แต่ทุกชุดยังคงคอนเซปต์เดิมคือโทนสีขาวและดำเหมือนกับชุดที่หล่อนเลือกสวมมาวันนี้ไม่ถึงสองชั่วโมงในมือหล่อนก็หิ้วถุงสินค้าเต็มสองมือกำลังจะก้าวขาออกจากร้านรองเท้า หล่อนเริ่มรู้สึกเช่นเดิมอีกครั้ง
เหมือนมีใครแอบมองหล่อนอยู่ห่างๆ...
เหลียวซ้ายแลขวากวาดตามอง ไม่รู้ว่าสายตาคู่นั้นมันซ่อนเร้นอยู่ซอกไหนเพราะผู้คนที่มาเดินชอปปิง พักผ่อนหย่อนใจต่างเดินกันขวักไขว่ แต่คิดไปคิดมา วันนี้หล่อนคงจะมึนกาแฟที่ดื่มติดกันตอนเช้าสองแก้วมากไปกว่าปกติสายตาเลยเบลอ หัวสมองหนักอึ้งไม่ปลอดโปร่ง พลอยอาจทำให้คิดฟุ้งซ่านก็เป็ได้
ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้...
//////////////////////////////////////////////////
ภูพัดไม่คิดว่าจะมาเจอผู้หญิงที่ตัวเองหลงใหลได้ปลื้มมานานเกือบสองปีโดยบังเอิญเขาสั่งให้น้าคนขับรถขับวนตามรถของหญิงสาวภายในลานจอดรถของห้างฯจนเห็นว่าหล่อนหาที่จอดได้แน่ แต่รถของเขายังคงวนห่างออกไปอีก่ตัวเขาจึงตัดสินใจลงจากรถแล้วด้อมๆมองๆหล่อนอยู่ในระยะห่าง
สาเหตุหนึ่งนั้นมาจากที่เขาไม่กล้าจะเปิดเผยตัวออกไปอีกทั้งตอนนี้เวลาเขาจะไปไหนมาไหน จำเป็ต้องสวมหมวกแก๊ป ใส่แว่นตาดำอำพรางรูปร่างเพื่อหลบหลีกคนประเภทหนึ่ง
พวกปาปารัซซี!
เขาเดินอยู่ห่างจากวาตีหลาย่ตัวเฝ้ามองด้วยใจระทึกตึกตัก ั้แ่นาทีแรกที่หล่อนไปยังเคาน์เตอร์เครื่องสำอางหลากยี่ห้อเห็นหล่อนทดลองทั้งลิปสติกหยิบเฉดนั้นเฉดนี้ทาลงบนกลีบปากแล้วส่องกระจกสำรวจตัวเอง ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงหล่อนก็เดินตัวปลิวออกมาจากโซนนั้นพร้อมกับมือข้างหนึ่งถือถุงสินค้าไม่น้อยกว่าสามถุง
เขาได้แต่ยิ้มอย่างกระหยิ่มใจ...นึกแต่ว่าผู้หญิงหนอผู้หญิง ช่างคู่กับความสวยความงามเสียจริง และแอบเดาต่อไปว่าหล่อนจะเดินเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังอีกหลายยี่ห้อ แล้วก็เดาไม่ผิด...หล่อนเข้าร้านโน้นออกร้านนั้นจนพอใจจึงมีถุงสินค้าติดมือเพิ่มมาอีก
ไม่นึกว่าผู้หญิงอย่างวาตีจะเป็สาวนักช้อปฯ
ก็จะอะไรเสียอีกเล่าเท่าที่เขารู้จักหล่อนแต่เพียงผิวเผินฝ่ายเดียวเขารู้แน่ละว่าหล่อนเป็นักเขียนยอดนิยมนามปากกา ‘ดาหราวาตี’ มีนิยายออกมาไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มแต่เท่าที่ข่าวกรองชั้นเยี่ยมบอกข้อมูลแก่เขาปกตินั้นหล่อนจะเป็คนประเภทมีอีโก้จัด เข้ากับคนอื่นไม่เก่งหรืออีกนัยหนึ่งไม่ค่อยสุงสิงกับใครนักยกเว้นก็แต่เพื่อนร่วมอาชีพที่สนทนากันผ่านโปรแกรมเฟซบุคยอดฮิตแต่คนอย่างหล่อนเป็พวกชอบอยู่กับบ้านกับช่องมากกว่าที่จะออกไปสังสรรค์ดังนั้นโอกาสพบกับหล่อนในงานสังสรรค์กลางคืนจึงเป็ไปได้ยากนัก
แต่คนสืบข่าวไม่เคยเล่าว่าหล่อนเป็พวกช้อปฯแหลกก็ครั้งนี้ได้เห็นกับตาถึงเชื่อเพราะตลอดสองชั่วโมงที่เขาตามติดอยู่ห่างๆอย่างอดทนรอเขาเพียงแค่อยากรู้ว่าหล่อนมีกิจวัตรประจำวันอย่างไร และถ้าเป็ไปได้เขานึกอยากจะเป็เหมือนอย่างพระเอกในนิยายที่หล่อนเขียน
ใช่แล้ว...เขาอยากจะเปิดตัวให้หล่อนได้รู้จักในเหตุการณ์อันคลาสสิกประเภทที่เดินชนไหล่โดยบังเอิญ แล้วนางเอกก็ล้มลงกับพื้นเขาเอื้อมมือไปให้จับ เป็เหตุให้รู้จักกันในเวลาต่อมาหรือไม่ก็ฉากที่ต่างฝ่ายต่างเดินชนกันอย่างจังจนล้มลงไปทั้งคู่แล้วพระเอกอย่างเขาก็ล้มลงไปด้วยกันพร้อมกับใบหน้าซ้อนกันจนแนบชิดริมฝีปากิ่เหม่จะประกบมิประกบแหล่
แต่พอเอาเข้าจริง...เขากลับปอดแหกซะนั่น!
เมื่อเห็นว่าหล่อนหันรีหันขวางเหมือนจับความรู้สึกได้ว่ามีใครสะกดรอยตามเขาก็เลยต้องหันหน้าหลบทำเป็เมินมองไปทางอื่น พอเผลอก็กลับมาสังเกตการณ์
นี่เขาจะกลายเป็พวกโรคจิตไหมนะ?
ครั้นเห็นวาตีทรุดกายลงนั่งในร้านกาแฟบนพื้นที่เปิดโล่งวางถุงสินค้าแหมะลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง สั่งเครื่องดื่มกับพนักงานเสร็จสรรพซึ่งเขาได้ยินแว่วๆว่าเป็น้ำชามะนาว ทำให้ยิ้มกริ่มอย่างพอใจเพราะนั่นมันเป็น้ำอันโปรดปรานของเขาเช่นกันเขาก็เลยคิดว่าจะลองเลียบเคียงไปเลือกที่นั่งใกล้ๆสักหน่อย
แต่แล้วเหมือนโชคชะตาเล่นตลก!
ภูพัดก้าวขาไปจนเกือบจะทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ในมุมที่มองเห็นหล่อนถนัดตาแต่คิดว่าหล่อนคงไม่ได้สังเกตเขาแน่ แต่มันพลาดไปเสียแล้วเพราะเสียงทักของใครบางคน
“อ้าว...พัด นายมาคนเดียวเหรอเนี่ยแล้วทำไมต้องใส่หมวกใส่แว่นซะมิดชิดขนาดนี้ หรือว่ากลัวตกเป็ข่าวมากจนสมองเพี้ยน”
ภูพัดนิ่วหน้าจนหัวคิ้วชนกันดีว่าแว่นกันแดดพรางสายตาอันไม่พอใจผู้ที่เข้ามาทักทายไว้แนบสนิทแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะตอกหน้าอีกฝ่ายกลับ
ทั้งที่รู้แก่ใจว่าอีกไม่นานนี้เขาจะต้องได้ร่วมงานกับสารทูล!
“ผมมันเป็ประเภทไม่ชินกับข่าวเสียหายเท่าไหร่แต่นายคงจะเฉยๆแล้วมั้ง เพราะเห็นข่าวของนายก็มีแต่เื่...” เขาเว้นคำเอาไว้พลางบิดปากและเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างยียวน “เื่ที่ผมไม่ค่อยชินน่ะ”
แวบนั้นสารทูลหรี่ตามองอย่างไม่พอใจ ซึ่งภูพัดก็เดาออกในสายตาที่อีกฝ่ายแสดงแต่เขาไม่นึกสนใจ กลับทรุดตัวลงนั่งด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างปกติ
แต่ความไม่ปกติบางอย่างกลับเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว!
สารทูลลากเก้าอี้อีกตัวขยับเข้ามาชิดเขาก่อนจะทรุดลงนั่งข้างกันทั้งที่เขาไม่ได้เอ่ยปากเชื้อเชิญ แถมยังส่งสายตากรุ้มกริ่มมีเลศนัยเหยียดยิ้มเหมือนหมาป่าเ้าเล่ห์...อาการเ่าั้ล้วนอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลาแต่ก็นึกไม่ถึงว่าสารทูลกล้าที่จะแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนด้วยการวาดแขนขึ้นมาทำทีเป็โอบไหล่เขาหากใครอื่นมองอย่างผิวเผิน ก็อาจนึกว่าโอบแขนนั้นตามประสาเพื่อนฝูง แต่ที่ไหนได้เมื่อโอบแล้วไม่โอบเลยปลายนิ้วกลับเขี่ยยิกๆบนหัวไหล่เขาด้วยท่าทางไม่อนาทรร้อนใจต่อการกระทำนั้น
ภูพัดจึงแสดงอาการฮึดฮัดออกมาด้วยการเบี่ยงหัวไหล่ให้รู้ว่าไม่พอใจแต่พอแขนกว้างนั้นหลุดผล็อยลงไป สารทูลกลับดึงหมวกแก๊ปของเขาออกแถมยังฉวยจังหวะตอนที่เขาเผลอดึงแว่นตากันแดดออกอีกชิ้นแถมยังแสดงท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งที่ทำ มันยิ่งชวนให้เขาฉุนจนโกรธ
“นายกำลังจะยั่วอารมณ์ของผมให้โมโหนะ”
ภูพัดตวัดเสียงเขียวใส่พลางปรายตาไปยังวาตี...แม้จะกดน้ำเสียงให้ต่ำทุ้มและเบา เพราะกลัวจะกลายเป็จุดสนใจแต่ดูเหมือนตอนที่หัวเสีย เขาไม่สามารถควบคุมได้ทั้งท่าทางและน้ำเสียง
“อะไรกัน...ผมก็แค่แหย่เล่นเห็นว่าหมวกที่นายใส่มันสวยดี ก็เลยอยากจะขอดูเท่านั้น แล้วแว่นตานี่ก็เหมือนกันผมแค่หวังดี เห็นว่าในห้างฯมันไม่มีแดดสักหน่อย นายจะใส่ไปทำไม”
“ผมมีขีดจำกัดความอดทนนะครับ”
สารทูลจึงยักไหล่อย่างยียวนพร้อมกับส่งหมวกและแว่นกันแดดคืน...ภูพัดจึงหยิบมันมาใส่กลับที่อย่างรวดเร็วเมื่อเหลือบไปมองวาตีอีกครั้งจึงเห็นว่าบัดนี้หล่อนกำลังหันมามองอย่างให้ความสนใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะยังไงก็หลบๆซ่อนๆให้ดีแล้วกัน จะได้ไม่ต้องตกเป็ข่าว”
แทนที่การลุกจากเก้าอี้ของสารทูลจะทำให้ภูพัดโล่งอก...เขากลับคิดผิดเพราะฝ่ายนั้นฉวยมือของเขาขึ้นมาบีบเบาๆ แลดูเหมือนคนรู้จักจับมือกันธรรมดาแต่เขานั่นสิ รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นาประสาท เขาจึงถอนมือกลับอย่างเร็ว
แต่ไม่วาย...สารทูลยังส่งจูบพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายหน้าตาเฉย!
โอย! หมดกัน
เมื่อเหลือบไปยังหญิงสาวที่เขาสะกดรอยตามมาเป็ชั่วโมงทันเห็นสายตาวูบวับประหลาดที่เข้ากับรูปปากขยับขึ้นลงเบาๆซึ่งเขาเดาเอาเองว่าคำนั้นคงออกเสียง...อี๋
แล้วหล่อนก็หยิบแก้วน้ำชามะนาวดูดจากหลอดปื้ดหนึ่งจนพร่องไปกว่าครึ่งจึงลุกจากเก้าอี้ไป โดยที่เขายังไม่ได้สั่งน้ำสักแก้วเดียว
ทีนี้จะทำยังไงต่อไปล่ะ?หล่อนต้องคิดว่าเขาเป็...
//////////////////////////////////////////////////